ทักษะการอ่านออกเขียนได้ ของแรงงานไทยเกือบ 2 ใน 3 (64.7%) ต่ำกว่าเกณฑ์ ไม่สามารถอ่านและทำความเข้าใจข้อความสั้น ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวันหรือทำตามคำแนะนำได้ ทักษะด้านดิจิทัล แรงงานไทย 3 ใน 4 (74.1%) ต่ำกว่าเกณฑ์ ไม่สามารถใช้งานอุปกรณ์คอมพิวเตอร์พื้นฐานหรือค้นหาข้อมูลอย่างง่ายบนอินเทอร์เน็ตได้ สำหรับ ทักษะทางอารมณ์และสังคม กว่า 30.3% ขาดทักษะด้านการเข้าสังคม การริเริ่มสร้างสรรค์ ความกระตือรือร้น และจินตนาการ
มากไปกว่านั้นยังพบว่าแรงงานมีทักษะไม่ตรงกับงาน ไม่ตรงกับสาขาที่เรียนมา มากกว่า 55.8% สถานการณ์นี้ส่งผลให้จีดีพีเติบโตช้า โดยธนาคารโลกเสนอว่า หากยกระดับทักษะของแรงงานให้ถึงเกณฑ์ได้ จีดีพีไทยจะเพิ่มขึ้นถึง 20%
เมื่อการแข่งขันทางเศรษฐกิจยุคใหม่ “ทุนมนุษย์” ไม่ได้เป็นเพียงเป้าหมายของการพัฒนาสังคมเพียงอย่างเดียว แต่คือ ปัจจัยการผลิตที่สำคัญในระบบเศรษฐกิจฐานความรู้ มีความสัมพันธ์โดยตรงและหลีกเลี่ยงไม่ได้กับเรื่อง “ทักษะของแรงงาน”
โดยเฉพาะการศึกษาที่มีคุณภาพและสุขภาพที่ดี จะสามารถปลดล็อกศักยภาพด้านผลิตภาพสูงสุดในการทำงานเมื่อเติบโตขึ้น ซึ่งส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันระดับประเทศโดยตรง
ในทางกลับกัน การขาดแคลนการลงทุนในทุนมนุษย์ย่อมสร้าง “ภาวะคอขวดทางเศรษฐกิจ” เมื่อแรงงานเผชิญปัญหาทักษะไม่ตรงกับความต้องการของตลาด มีสุขภาวะย่อยยับ หรือขาดศักยภาพในการปรับตัวให้ทันเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกอย่าง AI ผลลัพธ์ที่ตามมาอาจไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวแรงงานเท่านั้น แต่ยังส่งผลทั้งระดับองค์กร และระดับประเทศ
Policy Watch พูดคุยกับ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ถึงการออกแบบนโยบายยกระดับแรงงานด้วยการยกระดับทุนมนุษย์ ทั้งทักษะ ความรู้ การศึกษา สุขภาพ และประสบการณ์
Policy Watch: การยกระดับแรงงานในความหมายที่สอดคล้องกับระบบเศรษฐกิจและตลาดแรงงาน กระทรวงแรงงานมีนโยบายอะไรภายใต้ร่มของ “ทุนมนุษย์”
จุลพันธ์: ในมิติของทุนมนุษย์นั้น หากเรามองภาพใหญ่ในระดับประเทศ ทุนมนุษย์คือสิ่งที่เราต้องดูแลและพัฒนาตั้งแต่เกิดจนตาย ซึ่งกระทรวงแรงงานรับไม้ต่อในการดูแลประชากรไทยในวัยแรงงานที่มีจำนวนมากถึง 45 ล้านคน
การสร้างระบบสวัสดิการที่มั่นคงและได้มาตรฐานสากล จึงเปรียบเสมือนตาข่ายรองรับทางสังคม หรือ Social Safety Net ที่ช่วยลดความเปราะบาง ยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างความมั่นคงให้แก่แรงงาน เมื่อแรงงานมีสวัสดิภาพและสวัสดิการที่ดี มีความมั่นคงในชีวิต พวกเขาก็จะมีความพร้อมในการพัฒนาทักษะ ศักยภาพ และขีดความสามารถในการทำงาน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) และกลายเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศต่อไป
ในส่วนของกระทรวงแรงงาน มุ่งเน้นการขับเคลื่อนสวัสดิการผ่านระบบประกันสังคม ซึ่งเป้าหมายสูงสุด คือการทำให้ทุกบาททุกสตางค์ที่แรงงานส่งเข้ามาในระบบ สะท้อนกลับไปเป็นความมั่นคงยามชราภาพและสิทธิประโยชน์ในการดูแลชีวิตอย่างเป็นธรรม เพื่อให้สวัสดิการทำหน้าที่สร้างเสถียรภาพระยะยาว ไม่ใช่เพียงการสงเคราะห์ชั่วคราว
เพราะกระทรวงแรงงานเป็นกระทรวงกึ่งเศรษฐกิจกึ่งสังคม เป็นกระทรวงกึ่งกลางระหว่างสองมิติ คือต้องดูแลในเรื่องของมิติสวัสดิการให้ได้มากที่สุด เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานของสังคมโลก
ในส่วนของเศรษฐกิจ เราก็ต้องขับเคลื่อนเพื่อให้กระทรวงแรงงานตอบโจทย์การเติบโตของประเทศเช่นเดียวกัน การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มศักยภาพในการเติบโตของประเทศ ซึ่งก็ต้องพัฒนาทักษะแรงงาน
เราจึงต้องการยกระดับกองเศรษฐกิจแรงงานขึ้นมาเป็นสำนักงานเศรษฐกิจแรงงาน เป็น Think Tank ที่สำคัญ เป็นองค์กรวิจัยที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญเพื่อศึกษา วิเคราะห์ และเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหา ขับเคลื่อนทิศทางของแนวนโยบายด้านแรงงาน เหมือนกระทรวงการคลังก็จะมีสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็มีสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีและระบบ AI เข้ามาช่วยในการประมวลผล ประเมิน และคาดการณ์ข้อมูลแรงงานอย่างเป็นระบบ ซึ่งการปฏิรูปฐานข้อมูลให้มีความสมบูรณ์และเชื่อมโยงกันนี้ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้รัฐบาลสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดสรรสวัสดิการไปสู่ระบบที่ครอบคลุม เท่าเทียม และลดขั้นตอนภาระทางเอกสารลงได้อย่างมีนัยสำคัญในอนาคต
Policy Watch: หลายครั้งที่ภาครัฐมีแนวทางในการยกระดับสิทธิและคุณภาพชีวิตแรงงาน ขณะเดียวกันต้องให้ความสมดุลระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง ทั้งที่ลูกจ้างอาจมีอำนาจต่อรองต่ำกว่า ในฐานะกระทรวงกึ่งเศรษฐกิจกึ่งสังคมมีแนวทางอย่างไร
จุลพันธ์: จริง ๆ มันต้องเป็นไปตามอนุสัญญาที่เราได้ให้ข้อตกลงไว้กับองค์การแรงงานระหว่างประเทศ หรือ ILO ซึ่งประเทศไทยก็ถือเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1919 (พ.ศ. 2462)
หนึ่งในอนุสัญญาต่าง ๆ เหล่านั้นก็คือเรื่องของการดำเนินภารกิจด้านแรงงานโดยไตรภาคี รัฐบาล นายจ้าง และลูกจ้างผู้ใช้แรงงานเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองให้กับแรงงาน เพราะว่าโจทย์หลักมันตั้งแต่สมัยที่แรงงานไม่มีอำนาจต่อรอง ซึ่งปัจจุบันองค์การนี้ยังคงมีประสิทธิผลในการขับเคลื่อน
กระบวนการในการเจรจาโดยไตรภาคีมันยังคงมีประสิทธิผลในการขับเคลื่อนเรื่อยมาจนวันนี้ สิ่งที่เราต้องทำในฐานะกระทรวงแรงงานคือการใช้กลไกและหลักวิชาการเข้าไปจับเพื่อให้สิ่งที่เกิดจากกระบวนการในการหารือและเจรจาให้เป็นธรรมที่สุดสำหรับทุกฝ่าย
แน่นอนว่า จะต้องให้ความสำคัญเรื่องของสวัสดิการและรายได้ของลูกจ้าง ขณะเดียวกันหากเราไปดำเนินการที่เป็นเป็นประโยชน์กับลูกจ้าง หากเกิดแรงตึงในภาคธุรกิจมากเกินไป ภาคธุรกิจก็เดินไม่ได้
หากเราเพิ่มสิทธิ สวัสดิการ รายได้จนถึงจุดที่ภาคธุรกิจเดินต่อไม่ได้ สิ่งที่จะเกิดตามมาก็คือการลดการจ้างงานได้ เพราะฉะนั้นต้องหาสมดุลที่มีความเหมาะสม
“ผมไม่ได้บอกว่า มันต้องอยู่ตรงไหน เพราะต้องใช้หลักวิชาการเข้าไปดู เพราะฉะนั้น หน้าที่ที่กระทรวงฯ ต้องทำ คือหาจุดเหมาะสมระหว่างมิติทางสังคมและมิติทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถเดินหน้าไปได้ร่วมกัน”
Policy Watch: กระทรวงแรงงาน พบอุปสรรคอะไรในการผลักดันนโยบาย
จุลพันธ์: อุปสรรคสำคัญที่สุดในปัจจุบันมีอยู่ 2 มิติหลัก ๆ
มิติที่ 1 คือ เรื่องของฐานข้อมูล ปัจจุบันข้อมูลด้านแรงงานของประเทศไทยยังกระจัดกระจายและไม่สมบูรณ์ ถังข้อมูลในแต่ละหน่วยงานยังไม่ครอบคลุมกลุ่มแรงงานทั้งหมด 45 ล้านคน ยกตัวอย่างเช่น ในระบบประกันสังคม เรามีแรงงานตามมาตรา 33 อยู่สิบกว่าล้านคน และมาตรา 40 อีกสิบกว่าล้านคน แต่ในมาตรา 40 มีผู้ที่ส่งเงินสมทบอย่างสม่ำเสมอและมีข้อมูลที่ถูกต้องจริง ๆ เพียงประมาณ 1.5 ล้านคนเท่านั้น ที่เหลืออีกสิบล้านคนเป็นข้อมูลที่ไม่อัปเดต เนื่องจากไม่ได้ส่งเงินอย่างต่อเนื่อง ทำให้ภาครัฐไม่เห็นภาพสะท้อนการจ้างงานที่แท้จริง เช่น ตัวเลขการว่างงานไม่สมบูรณ์ (Underemployment) หรือการทำงานไม่เต็มเวลา ซึ่งเมื่อฐานข้อมูลไม่พร้อม การตัดสินใจเชิงนโยบายเพื่อจัดสรรสวัสดิการให้ตรงจุดและทั่วถึงจึงทำได้ยาก
มิติที่ 2 คือ การบริหารจัดการและการเติบโตของกองทุนสวัสดิการ เมื่อประเทศก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย เม็ดเงินในส่วนของบำนาญชราภาพจะมีแนวโน้มหลั่งไหลออกมากกว่าเข้า รัฐจึงต้องเผชิญความท้าทายในการขยายผลตอบแทนจากการลงทุนให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด จากเดิมที่เฉลี่ยอยู่ประมาณ 2-3% ให้ขึ้นไปอยู่ที่ 5-6% เป็นอย่างน้อย เพื่อสร้างความมั่นคงให้กองทุนมีศักยภาพเพียงพอในการดูแลประชาชน
Policy Watch: กระทรวงแรงงานมีนโยบายเชิงรุกอย่างไรในการพัฒนาทุนมนุษย์
จุลพันธ์: กระทรวงแรงงานมีนโยบายเชิงรุกในการพัฒนาทุนมนุษย์ที่พยายามตอบโจทย์ Pain Point ของพี่น้องแรงงาน ผ่านโครงการไฮไลต์สำคัญคือ “เรียนได้งบ จบได้งาน” ซึ่งขับเคลื่อนแบบ Demand Driven ยึดความต้องการของตลาดเป็นตัวตั้ง
เริ่มจาก “เรียนได้งบ” แก้ปัญหาแรงงานจำนวนมากที่ไม่สามารถหยุดงานเพื่อไปพัฒนาทักษะใหม่ ๆ ได้ เนื่องจากติดภาระค่าใช้จ่ายในการจุนเจือครอบครัว โครงการนี้จึงจัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งให้เพื่อประคับประคองในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างที่เข้ารับการฝึกอบรม
“จบได้งาน” แก้ปัญหาแรงงานไม่ตรงกับความต้องการของตลาด โดยกระทรวงได้ร่วมมือกับสภาหอการค้าและสภาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เพื่อสำรวจความต้องการตำแหน่งงานในอนาคต เช่น ช่างซ่อมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ช่างไฟ หรือช่างเชื่อม ช่างติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งมีความต้องการสูงมากในอีก 10 ปีข้างหน้า
จากนั้นนำโจทย์และ Skill Set หรือชุดทักษะที่ตลาดต้องการ มาให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงานออกแบบหลักสูตรร่วมกับภาคเอกชน ทำให้ผู้ที่เรียนจบมีงานรองรับเกือบ 100%
รวมถึงเรายังมี โครงการ AI for All มุ่งเน้นการฝึกฝนและพัฒนาให้แรงงานไทยสามารถปรับตัว อยู่ร่วม และเติบโตไปพร้อมกับการเข้ามาของเทคโนโลยี AI ได้อย่างกลมกลืน
Policy Watch: ในการพัฒนาทักษะแรงงาน กระทรวงฯ ไม่ได้ให้ความสำคัญเฉพาะวัยแรงงานเท่านั้น ?
จุลพันธ์: เราไม่ได้ตั้งเป้าเราพัฒนาเฉพาะแรงงานที่อยู่ในวัยแรงงาน แต่ดูช่วงอายุด้วย เพราะโจทย์หลักคือการ Upskill-Reskill เพราะแต่ละช่วงวัยต้องการทักษะและการปรับตัวที่แตกต่างกัน ให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี เราจึงใช้วิธีการพัฒนาทักษะที่ออกแบบให้สอดคล้องกับแต่ละช่วงวัย หรือ Lifelong Learning
เช่น กลุ่มคนรุ่นใหม่ เติบโตมากับ AI อยู่แล้ว มีความชำนาญในการใช้ AI รัฐเพียงส่งเสริมต่อยอด
กลุ่มวัยทำงานตอนต้น อายุ 20-30 ปี พร้อมเรียนรู้และรับเทคโนโลยีใหม่ได้เร็ว เราต้องอัดฉีดการสนับสนุนเข้าสู่อุตสาหกรรมอนาคต
กลุ่มวัยกลางคนและวัยก่อนเกษียณ อายุ 35-60 ปี กลุ่มนี้คือพลังการผลิตที่สำคัญของประเทศที่เราจะไม่ทิ้งไว้ข้างหลัง รัฐบาลจะยื่นมือเข้าไปช่วยส่งเสริมทักษะดิจิทัลและเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อให้พวกเขายังคงสามารถทำงาน สร้างรายได้ พึ่งพาตนเองได้ เมื่อเกษียณก็จะยังคงมีทักษะ ไม่เป็นผู้รับการสงเคราะห์จากรัฐเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งกลไกนี้จะช่วยลดภาระทางสังคมระยะยาวได้อย่างยั่งยืน
เพราะการสร้างทุนมนุษย์ สัมพันธ์กับทุกช่วงชีวิต เกี่ยวข้องกับทุกกระทรวง หากไล่ตามมนุษย์ตั้งแต่เกิดจนตาย เรามีกระทรวง พม. ดูแลเด็ก สตรี และผู้เปราะบาง มีกระทรวงศึกษาธิการดูช่วงประถมถึงมัธยม มีกระทรวง อว. ดูแลระดับมหาวิทยาลัย มีกระทรวงเกษตรฯ ดูแลแรงงานภาคเกษตร 30 ล้านคน และมีกระทรวงแรงงานดูแลวัยทำงานอีก 45 ล้านคน การทำงานจึงแยกส่วนกันไม่ได้
Policy Watch: กรณีแรงงานแพลตฟอร์ม-ไรเดอร์ กระทรวงฯ จะยกระดับการคุ้มครองอย่างไรบ้าง
จุลพันธ์: ในสังคมยุคดิจิทัลมีการจ้างงานใหม่ ๆ เช่น กลุ่ม Platform Workers (แพลตฟอร์มเวิร์กเกอร์) อาทิ ไรเดอร์ส่งของ คนขับรถรับจ้าง หรือผู้ให้บริการผ่านแอปพลิเคชันต่าง ๆ ซึ่งคนกลุ่มนี้มักไม่มีรูปแบบการจ้างงานที่ชัดเจนและขาดความมั่นคงในชีวิต
เพราะถามว่าใครจ้างไรเดอร์ บางทีก็ยังตอบยาก สรุปว่าแพลตฟอร์มเป็นคนจ้างหรือคนเรียกใช้บริการเป็นคนจ้าง ยังเป็นคำถามที่ถกกันอยู่ นี่เป็นโจทย์สำคัญที่ต้องการดึงเข้ามาสู่ระบบการประกันสังคมที่เหมาะสม
แนวคิดของกระทรวงแรงงานคือ การดึงแรงงานอิสระและ Platform Workers เข้าสู่ระบบประกันสังคมที่เหมาะสม ซึ่งสอดคล้องกับธีมหลักของการประชุมระดับโลกขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ ที่เจนีวา ที่มุ่งสร้างงานที่เหมาะสมและมีคุณค่า หรือ Decent Work ให้แก่แรงงานแพลตฟอร์ม
กระทรวงมีแนวทางคือ หนึ่ง นำคนกลุ่มนี้เข้าสู่ระบบ จะช่วยสร้างหลักประกันว่าเมื่อพวกเขาเดือดร้อน เจ็บป่วย หรือประสบอุบัติเหตุ จะมีเงินเยียวยาหล่อเลี้ยง มีสิทธิการรักษาพยาบาลที่ดี และเมื่อถึงวัยเกษียณก็จะมีบำนาญชราภาพไว้ดูแลตนเองและครอบครัว
สอง สร้างบำนาญให้ครอบคลุมกับคนใหม่ ๆ เหล่านี้ สาม คือส่วนของประกันสังคม อย่างการเพิ่มสิทธิประโยชน์ในมิติต่าง ๆ เช่น การรักษาฟันที่ดำเนินการไปแล้ว แม้จะเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ และอยู่ระหว่างศึกษาว่ามีเรื่องอะไรที่ทำได้อีก เช่น การฟอกไต ซึ่งพยายามเร่งดำเนินการเพื่อให้สิทธิประโยชน์ในมิติต่าง ๆ มันครอบคลุมให้มากขึ้นและรวดเร็ว
Policy Watch: เมื่อพูดถึงประกันสังคม เรื่องสูตร CARE ถือเป็นนโยบายที่ถูกให้ความสนใจมากที่สุด ผ่านมติ ครม. แล้ว และอยู่ระหว่างรอการบังคับใช้ หลักคิดสำคัญคืออะไร
จุลพันธ์: สิ่งที่เราทำได้และกำลังเร่งผลักดันให้สำเร็จภายในรัฐบาลนี้คือ การปฏิรูปสูตรการคำนวณบำนาญชราภาพรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “สูตร CARE” (Career Average Revalued Earnings)
สูตรเดิมจะคิดจากฐานเงินเดือน 5 ปีสุดท้าย ซึ่งไม่เป็นธรรมกับแรงงาน เพราะในยุคปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนงานบ่อย เช่น บางคนเคยอยู่มาตรา 33 แล้วย้ายไปมาตรา 40 หรือมาตรา 39 ในช่วงท้าย ทำให้อัตราเงินสมทบต่ำลง ส่งผลให้ได้บำนาญเหลือเพียงหลักพันต้น ๆ ทั้งที่ส่งเงินมาทั้งชีวิต
แต่สำหรับ “สูตร CARE” จะนำรายได้ตลอดอายุการทำงานทั้งหมดมาเฉลี่ยรวมกันและคิดคำนวณปรับเป็นมูลค่าปัจจุบัน ซึ่งจะสร้างความยุติธรรมสูงสุด ทุกบาททุกสตางค์ที่แรงงานส่งเข้ามาจะไม่สูญเปล่า ซึ่งในส่วนสำนักงานประกันสังคม เรื่องสูตรแคร์เป็นหนึ่งในในหมุดหมายที่เราวางไว้
เรื่องที่สอง คือ การสร้างความมั่นใจกลับมาให้กับสำนักงานประกันสังคม สิ่งที่ต้องทำคือการทำให้สำนักงานประกันสังคมมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ มีการบริหารงานโดยเฉพาะในส่วนของของการลงทุนที่เป็นมืออาชีพ
“โจทย์นี้เป็นโจทย์สำคัญ เพื่อจะดึงให้คนมีความมั่นใจอีกครั้งกับสำนักงานประกันสังคม และกลับมาใช้บริการของเราอย่างเต็มกำลัง เพื่อการเติบโตของเม็ดเงินประกันสังคม”
ต่อมาคือ ต้องสร้างความมั่นคงให้กับเม็ดเงินของผู้ประกันตน ต้องสร้างการเติบโตของเม็ดเงินเหล่านั้นด้วย เราตั้งเป้าขยายผลตอบแทนจากการลงทุนให้เติบโตเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับปริมาณเม็ดเงินบำนาญชราภาพที่จะต้องจ่ายออกในสังคมสูงวัย
นอกจากนี้เรายังมีแผนทำกองทุนใหม่เพื่อคุ้มครองให้กับพี่น้องแรงงานในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ ซึ่งไม่ใช่อุบัติเหตุจากการทำงาน แต่เป็นกรณีบริษัทปิดตัว บริษัทไปต่อไม่ได้ เพราะเมื่อถึงเวลาบริษัทปิดตัวไม่มีเม็ดเงินที่จะไปชดเชยค่าแรง เมื่อจะฟ้องร้อง เรียกร้องสิทธิ์กันก็เป็นระยะเวลายาวนาน และมีค่าใช้จ่าย
“เราจึงคิดว่าจะทำอย่างไร เพื่อสร้างกลไกที่จะมีเม็ดเงินเพียงพอในการรองรับกับกรณีลักษณะนี้ โดยที่พี่น้องแรงงานไม่ต้องไปใช้เวลากับการไปขึ้นโรงขึ้นศาลเพื่อดำเนินคดีความ ตรงนี้เป็นโจทย์ที่เราต้องมานั่งคิด”
ส่วนหน่วยงานอื่น เช่น กรมพัฒนาฝีมือแรงงานและกรมการจัดหางานเรามีนโยบายแก้ปัญหา Job Mismatch คนทำงานมีทักษะไม่ตรงกับความต้องการของนายจ้าง และเรียนไม่ตรงกับงานด้วยการจัดหางานเพื่อจับคู่คนว่างงานให้ตรงกับงาน เปิดตลาดแรงงานไทยในต่างประเทศใหม่ ๆ เช่น การเซ็นข้อตกลง MOC รูปแบบการจ้างงานใหม่กับประเทศญี่ปุ่น การทำ MOU กับประเทศอิตาลีเพื่อเป็นประตูสู่ EU และการเปิดตลาดฮ่องกงในกลุ่มงาน Elderly Care เพื่อลดความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของตลาดเดิมในอิสราเอลที่มีสถานการณ์สู้รบ
เราต้องการทำให้คนไทยเข้าสู่ระบบที่ถูกต้อง เราต้องการให้คำว่า “ผีน้อย” หมดไปไม่ว่าในประเทศไหนก็ตาม ให้คนไทยทำงานได้อย่างถูกต้องมีสวัสดิการและสวัสดิภาพได้รับการคุ้มครองที่เหมาะสม
Policy Watch: นอกจากแรงงานไทยในต่างชาติแล้ว แรงงานต่างชาติในไทยมีนโยบายอะไรบ้าง
จุลพันธ์: สำหรับแรงงานต่างชาติในไทยก็ต้องเร่งรัดกระบวนการพิสูจน์สัญชาติและขึ้นทะเบียนเพื่อดึงเข้าสู่ระบบที่ถูกต้องป้องกันไม่ให้หลุดไปอยู่นอกระบบ ซึ่งก็เจออีกปัญหา เพราะว่ากระบวนการขึ้นทะเบียนแรงงาน กระบวนการในการพิสูจน์สัญชาติ เป็นปัญหาที่คาราคาซังมาตั้งแต่ก่อนหน้านะครับ
วันนี้เราก็พยายามเร่งรัดกระบวนการ เพิ่งจะมีการเปิดให้มีการขยายขอบเขตเวลา ตามมติ ครม. เดิม ไม่ใช่การอนุมัติใหม่ เพราะว่ากระบวนการในการพิสูจน์สัญชาติ กระบวนการในการขึ้นทะเบียนที่ผ่านมาล่าช้า แล้วก็เกิดคอขวด จนไม่แล้วเสร็จ
เราจึงต้องขยายเวลา เพราะถ้าไม่ขยาย หมายความว่าคนที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนให้ถูกต้อง จะหลุดออกจากระบบทันที แรงงานกลุ่มนี้หลุดจากระบบแล้วก็ไม่ได้กลับประเทศ ก็ยังคงอยู่ในไทยแต่อยู่นอกเหนือจากการติดตามดูแลจัดระเบียบ ในเรื่องของสวัสดิภาพสวัสดิการที่เหมาะสม
Policy Watch: เรื่องสุดท้าย และเป็นวาระสำคัญขององค์กรเคลื่อนไหวด้านสิทธิแรงงานเสมอมา คือ อนุสัญญา ILO 87 และ 98 เพราะถือเป็น 2 ใน 8 อนุสัญญาหลัก และเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานในการรับรองสิทธิแรงงานเพื่อจัดตั้งสหภาพแรงงาน กระทรวงฯ มีความพยายามอย่างไรเพื่อนำไปสู่การลงนามในอนุสัญญาดังกล่าว
จุลพันธ์: ได้กล่าวไปแล้วว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศผู้ร่วมก่อตั้ง ILO มายาวนาน และมีหัวใจสำคัญของภารกิจด้านแรงงานที่เรายึดมั่นมาโดยตลอดคือ กลไกไตรภาคี ซึ่งประกอบด้วย ภาครัฐ นายจ้าง และลูกจ้าง
แน่นอนว่าความต้องการระหว่างนายจ้างและลูกจ้างอาจจะมีความขัดแย้งกันเป็นธรรมดา ฝั่งหนึ่งอยากได้ค่าแรงและสวัสดิการเพิ่ม อีกฝั่งกังวลเรื่องภาระต้นทุนองค์กร หน้าที่ของกระทรวงแรงงานในฐานะตัวกลางคือ การใช้หลักวิชาการเข้าไปร่วมจับและเกลี่ยน้ำหนักการเจรจา ระหว่างมิติทางสังคมและเศรษฐกิจ ให้ผลลัพธ์ที่ออกมาเกิดความเป็นธรรมสูงสุด
เรื่องอนุสัญญา ILO ซึ่งมีทั้งหมด 190 ฉบับ ประเทศไทยให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ไปบ้างแล้วราว ๆ 10 กว่า ฉบับ ซึ่งทางเราได้ไปดูในรายละเอียดทั้งหมดแล้วว่า เรายังขาดอะไรบ้าง เพื่อที่เราจะได้ปรับกฎหมายให้มันสอดคล้องนะครับแล้วก็อาจจะเข้าสู่อนุสัญญาใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์
เพราะการเข้าสู่อนุสัญญา อย่างแรกเลยประโยชน์คือ การยืนยันว่าพี่น้องแรงงานได้รับการดูแลที่ดีขึ้น อย่างที่สองคือเป็นจุดยืนของประเทศ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันลดในเรื่อง Trade barrier หรือ มาตรการกีดกันทางการค้า ที่หลายประเทศเขาใช้กับเราอย่างเช่นเรื่องของประมงเรื่องของอะไรต่าง ๆ
สำหรับเรื่อง การลงนามใน ILO 87 กับ 98 ก็เป็นอนุสัญญาหลัก ซึ่งหลายประเทศก็ยังคาราคาซังกันอยู่ ประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่งที่ยังติดค้าง ผมยืนยันว่า เราไม่ได้ติดขัดอะไร กำลังศึกษาอยู่ ซึ่งมีการศึกษามาหลายปีแล้ว
ในสมัยที่ท่านพิพัฒน์ รัชกิจประการ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน (ระหว่างวันที่ 1 ก.ย. 66 – 19 มิ.ย. 68) เราศึกษากันมาแล้ว อย่างน้อยเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว และได้มีการส่งเรื่องเข้า ครม. แต่เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนรัฐมนตรี จนกระทั่งสุดท้ายเรื่องนี้ถูกดึงกลับมาด้วยความเห็นที่อาจจะแข็งกร้าวจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะมันมีเรื่องของความมั่นคงเข้ามาเกี่ยว
วันนี้สิ่งที่เราต้องทำก็คือ กระทรวงเลือกที่จะตั้งคณะทำงานร่วมภายใน ดึงหน่วยงานความมั่นคงและกระทรวงการต่างประเทศเข้ามาพูดคุยทำความเข้าใจและลดข้อห่วงใยร่วมกันก่อน เพื่อให้สามารถเดินหน้าต่อได้อย่างมั่นคงในอนาคต
“เราจะสามารถลดทอนเรื่องเสียงคัดค้านในส่วนของข้อห่วงใยได้มากน้อยเพียงใด จึงจะเดินต่อสู่ขั้นต่อไปได้ หากเร่งดำเนินการส่งเข้า ครม. ก็มีแนวโน้มจะถูกปฏิเสธจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่เรายืนยันว่า เจตจำนงทางการเมืองของเรายังคงชัดเจน แล้วเราจะพยายามทำให้ดีที่สุด”
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ทำไม? ไทยไม่ลงนาม อนุสัญญาแรงงาน ILO 87 และ 98
ทางรอด”กองทุนประกันสังคม” ต้องปฏิรูปใหญ่-เป็นอิสระ
ปี 69 หมดหวังขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เปิดสถิติ 10 ปีขึ้นแค่ 100 บาท




