ความเป็นไปได้ของการปรับขั้นค่าแรงงานขั้นต่ำของ “รัฐบาลอนุทิน2” ดูจะหริบรี่ หรือเรียกว่า “สิ้นหวัง”เลยก็ว่าได้ เพราะไม่เพียงพรรคร่วมรัฐบาลไม่มีนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ
แต่การให้สัมภาษณ์แบบแบ่งรับแบ่งสู้ของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในวันที่ 1 พ.ค. วันแรงงานแห่งชาติปี 2569 ส่งสัญญาณชัดเจนว่า ความหวังของการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในปี 69 เหลือน้อยเต็มที
“ขอฝากความระลึกถึง ชื่นชม ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรง ทำงานให้สำเร็จ มีความมั่นคงในชีวิต ส่วนถ้ามีการขอเพิ่มค่าแรง ทุกอย่างต้องมีเหตุผล”
ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา นโยบาย “ค่าแรงขั้นต่ำ” ไม่ใช่แค่ตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่คือภาพสะท้อนความพยายามของพรรคการเมืองที่ผ่านมาพยายามจะเสนอนโยบายดังกล่าว
10 ปี ค่าแรงขั้นต่ำขั้น 100 บาท
แต่ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ปี 2558 ค่าแรงขั้นต่ำอยู่ที่ 300 บาท และปี 2568 ค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาทเฉพาะบางพื้นที่และบางจังหวัด เพราะฉะนั้นในช่วง 10 ปีค่าแรงเพิ่มขึ้น 100 บาท หรือประมาณ 33%

ไทยเดินผ่านจุดเปลี่ยนสำคัญหลายครั้งจาก ยุคค่าแรง 300 บาททั่วประเทศ ไปจนถึงความพยายามผลักดัน 400 บาทในปัจจุบันแต่ทุกการปรับขึ้นกลับไม่ได้เกิดขึ้นอย่างราบรื่น หรือเท่าเทียมในทุกพื้นที่
- รัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้สร้างหมุดหมายครั้งใหญ่ด้วยนโยบาย 300 บาททั่วประเทศ สู่ รัฐบาล ประยุทธ์ จันทร์โอชา (2557–2566)ที่เลือกตรึงและค่อย ๆ ปรับขึ้นแบบขั้นบันไดตามสภาพเศรษฐกิจ
- รัฐบาลประยุทธ์ ปี 2557–2559 : คงอัตราเดิมที่ 300 บาทต่อวัน กระทั่งปี 2560: ปรับขึ้นเป็น 308-330 บาท (ปรับขึ้นครั้งแรกในรอบ 3 ปี)และปี 2561 ปรับขึ้นเป็น 308-330 บาท ปี2563 ปรับขึ้นเป็น 313-336 บาท และ ปี 2565ปรับขึ้นเป็น 328-354 บาท (เป็นอัตราท้ายสุดของวาระรัฐบาล)หมายเหตุ
- รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน 2566–2567 ที่พยายามขยับไปสู่ 400 บาท ท่ามกลางข้อจำกัดและแรงต้านรอบด้าน โดย รัฐบาลเศรษฐา นโยบายปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำต่อเนื่อง โดยเริ่มจากปรับขึ้น 2-16 บาท มีผล 1 ม.ค. 67 ส่วนค่าแรง 400 บาทเริ่มปรับขึ้นปี 67 แต่นำร่องภาคท่องเที่ยวใน 10 จังหวัด ก่อนขยายผลตามมติ ครม. ให้มีผลบังคับใช้ 400 บาททุกอาชีพทั่วประเทศ
- รัฐบาลแพรทองธาร ปี2567–2568 ปรับ ค่าแรง 1 ก.ค.68 อัตราค่าแรงขั้นต่ำ400 บาท/วัน:กรุงเทพมหานคร และ 10 จว.ท่องเที่ยว และปรับตามพื้นที่จังหวัด ตั้งแต่ 337 – 399 บาทต่อวัน โดย 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้น้อยสุด 337 บาท
- รัฐบาลอนุทิน ปี2568-2569 ยังไม่มีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ
แรงงานยื่น9 ข้อ ขอค่าแรง 712 บาท
ส่วนสถานการณ์ปรับขึ้นค่าแรงงานในปี 69 รัฐบาลอนุทิน 2 ยังไม่มีความชัดเจน ขณะที่ เครือข่ายสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย พร้อมด้วยสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ และสหภาพแรงงานจากหลายภาคส่วน รวมตัวที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เนื่องในวันแรงงานแห่งชาติ 1 พ.ค.2569
ยื่นข้อเรียกร้อง 9 ข้อ
- ขอให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาพลังงาน
- เร่งให้สัตยาบันต่อองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ตามที่แรงงานเรียกร้อง
- ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 712 บาท
- หยุดนโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจทุกรูปแบบ
- ปฏิรูประบบประกันสังคม
- ขอให้รัฐบาลยกเลิกการจ้างงานระยะสั้น
- การแก้ปัญหาฝุ่นควันพิษ
- ยกเลิกการใช้แร่ใยหินในทุกผลิตภัณฑ์ทันที
- กำหนดให้ “ความร้อน” เป็นภัยพิบัติสาธารณะ
- จัดให้มีมาตรการคุ้มครองสุขภาพและความปลอดภัย
- เร่งกำหนดนโยบายบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติ อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
อย่างไรก็ตามข้อเรียกร้องดังกล่าวของกลุ่มแรงงาน อาจจะ “หมดหวัง” เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจผลกระทบจากสงครามสหรัฐ-อิหราน และท่าที่ของ “อนุทิน ชาญวีรกุล” นายกรัฐมนตรี ที่ไม่ชัดเจนในการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในเชิงนโยบายทางการเมือง
10 ปีค่าจ้างเพิ่มขึ้น แต่คุณภาพชีวิตยังทรงตัว
แม้ว่าการพิจารณาค่าแรงงานขั้นต่ำ ขึ้นอยู่กับกระบวนการตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน 41 โดยมีหัวใจสำคัญคือระบบไตรภาคี (ภาครัฐ-นายจ้าง-ลูกจ้าง) ผ่านคณะกรรมการค่าจ้าง ซึ่งต้องพิจารณาปัจจัยทางเศรษฐกิจ เช่น อัตราเงินเฟ้อ ผลิตภาพแรงงาน และค่าครองชีพ ก่อนประกาศใช้
แต่ นโยบายทางการเมืองมีความสำคัญในการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เช่นกรณี รัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่มีนโยบายปรับขั้นค่าแรงงานขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ และสามารถโน้มน้าวให้ คณะกรรมการค่าจ้างมีมติปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำตามนโยบาย

ความยากในการปรับขั้นค่าแรงขั้นต่ำในช่วง สิบปีที่ผ่านมา จึงอยู่ในฐานะเครื่องมือคุ้มครองแรงงาน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานล่าง และเครื่องมือทางการเมือง
“สิทธิศักดิ์ ชุณหรุ่งโรจน์ Economist, Bnomics ธนาคารกรุงเทพ” ได้รายงาน หนึ่งทศวรรษของค่าจ้างขั้นต่ำไทย: ตัวเลขเพิ่มขึ้น แต่คุณภาพชีวิตยังทรงตัว
เนื้อหาในรายงาน ระบุว่า ข้อมูลค่าจ้างขั้นต่ำย้อนหลังสิบปีช่วยให้เราเห็นภาพที่ซับซ้อนกว่าการ ‘ขึ้นค่าแรง’ แบบตรงไปตรงมา และยังมีโจทย์ที่ยังแก้ไม่หมด
300 บาทที่หยุดนิ่ง กับความตึงเครียดที่ค่อย ๆ สะสม
ช่วงปี 2555 ไทยขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาท/วัน และคงอัตรานี้ต่อเนื่องหลายปี
ในเชิงนโยบาย ถือได้ว่าเป็นการสร้างหลักประกันรายได้ขั้นต่ำให้แรงงานทั่วประเทศ แต่ในชีวิตจริง ค่าอาหารที่เพิ่มขึ้นกล่องละไม่กี่บาท ค่าเดินทางที่แพงขึ้น ค่าเช่าห้องที่ไม่เคยลดลง
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่วิกฤตเฉียบพลัน แต่เป็นการกัดกร่อนกำลังซื้อของแรงงานแบบช้า ๆ และต่อเนื่อง ทำให้รายได้ที่ดูเหมือน ‘เท่าเดิม’ มีมูลค่าลดลงทุกปี
ผลลัพธ์คือ แรงงานจำนวนมากยังดำรงชีวิตได้ แต่เริ่มขยับตัวลำบาก ความสามารถในการออมลดลง และความมั่นคงในชีวิตถดถอย นี่คือของปัญหาพื้นฐานของเศรษฐกิจรากหญ้าที่สะสมมาอย่างต่อเนื่อง
ค่าแรงที่เพิ่มขึ้น: การไล่ตามอดีตมากกว่าสร้างอนาคต
เมื่อค่าจ้างขั้นต่ำเริ่มถูกปรับเพิ่มขึ้น ภาพรวมดูเหมือนเป็นทิศทางบวก แต่เมื่อพิจารณาควบคู่กับค่าครองชีพ จะเห็นว่าการเพิ่มขึ้นของค่าแรงในหลายช่วง เป็นเพียงการ “ชดเชยกำลังซื้อที่หายไปแล้ว”
หรืออีกนัยหนึ่ง ค่าแรงที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ทำให้แรงงานรู้สึกดีขึ้น แต่ช่วยไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายลงนี่คือเหตุผลที่แม้ตัวเลขค่าจ้างสูงขึ้น แต่ความรู้สึกตึงมือและไม่มั่นคงยังคงอยู่ในชีวิตแรงงานจำนวนมาก
เศรษฐกิจรากหญ้า: ปัญหาที่ใหญ่กว่าค่าแรง
ข้อมูลค่าจ้างขั้นต่ำตลอดสิบปีสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาของเศรษฐกิจรากหญ้าไม่ได้อยู่ที่ค่าแรงต่ำเพียงอย่างเดียว แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบรายได้ ที่ทำให้แรงงาน
- มีรายได้ในรูปตัวเงินเพิ่มขึ้นช้า: เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1.7% ต่อปี
- ถูกกลืนด้วยค่าครองชีพ: รายได้แท้จริงเพิ่มขึ้นต่ำกว่า 1%
- และไม่มีช่องทางยกระดับชีวิตอย่างยั่งยืน
ค่าแรงพออยู่ได้ แต่ไปต่อยาก
รายงานของ สิทธิศักดิ์ ระบุว่า แรงงานจำนวนมากจึงดำรงชีวิตในลักษณะ ‘พออยู่ได้ แต่ไปต่อยาก’ ค่าแรงขั้นต่ำช่วยประคับประคองปัจจุบัน แต่ไม่ได้สร้างความมั่นคงในอนาคตได้อย่างแท้จริง ข้อมูลในรอบ 10 ปีชี้ให้เห็นว่า การปรับค่าจ้างขั้นต่ำควร
- คำนึงถึงค่าครองชีพที่เปลี่ยนแปลงจริง
- สอดคล้องกับความแตกต่างของพื้นที่
- และไม่ปล่อยให้ค่าจ้างตามตัวเลขเพิ่มขึ้น โดยที่กำลังซื้อแท้จริงแทบไม่ขยับ
นโยบายค่าจ้างในอนาคตอาจต้องมองค่าจ้างขั้นต่ำในฐานะ เครื่องมือสร้างเสถียรภาพชีวิตแรงงาน มากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และต้องเชื่อมกับการยกระดับผลิตภาพและโอกาสทางเศรษฐกิจในระดับชุมชน ไม่เช่นนั้นจะเป็นเพียงแค่การประคับประคองสถานการณ์เดิมวนซ้ำไปเรื่อย
ปี 69 ประเทศไหนบ้างขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ
ขณะที่การปรับขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำของไทยยังขยับไม่เท่ากับค่าครองชีพ ขณะที่สถานการณ์โลกที่ร้อนระอุจากสงครามในตะวันออกกลางในวันแรงงาน 1 พฤษภาคม ปี 2026 นี้ มีประเทศไหนบ้างที่ยังคงขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ
Rocket Media Lab สำรวจข้อมูลค่าแรงขั้นต่ำทั่วโลกว่าในสถานการณ์เช่นนี้ ยังมีประเทศไหนบ้างที่ยังคงขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในวันแรงงานปี 2026 นี้
จากการสำรวจการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำใน 74 ประเทศ/ดินแดน โดยไม่นับรวมสวีเดน เดนมาร์ก อิตาลี ที่ไม่มีการกำหนดค่าแรงขั้นต่ำตามกฎหมายแต่ใช้ระบบการเจรจาต่อรองผ่านสหภาพแรงงานที่เข้มแข็ง
ในจำนวน 30 ประเทศที่เหลือมีการปรับขึ้นค่าแรงอย่างสม่ำเสมอ ในปี 68-ปี 69 มี 9 ประเทศที่ยังตรึงอัตราเดิมและไม่มีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในปีนี้ มี 8 ประเทศที่มีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเฉพาะในปี 68 ที่ผ่าน และมี 3 ประเทศที่มีการประกาศปรับขึ้นเฉพาะในปี 69
ทวีปยุโรป ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นประจำสม่ำเสมอที่สุด
ทวีปที่น่าสนใจที่สุดและมีการปรับขึ้นค่าแรงสม่ำเสมอคือทวีปยุโรป ซึ่งหลายประเทศได้พาเหรดกันปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ต้นปี 69 โดยขึ้นเป็นประจำในเดือนมกราคม เนื่องจากโดยมากประเทศในภูมิภาคนี้มักจะมีนโยบายปรับฐานรายได้ไปพร้อมๆ กันเพื่อรักษาสมดุลทางเศรษฐกิจของภูมิภาค กล่าวคือ หากทวีปยุโรปขึ้น ประเทศในทวีปยุโรปก็จะขึ้นให้สอดคล้องกัน
ทวีปเอเชีย ขึ้นบ้างไม่ขึ้นบ้าง
เมื่อหันมามองสถานการณ์ในทวีปเอเชีย ก็จะพบว่าประเทศในทวีปเอเชีย มีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแบบกระจายตัวกว่ายุโรปมาก
พบว่ากลุ่มประเทศที่ขึ้นค่าแรงอย่างสม่ำเสมอทั้งปี 68 และ ปี69 ได้แก่ ตุรกีที่ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแข่งกับอัตราเงินเฟ้อสูง จึงมีการปรับค่าแรงขั้นต่ำเพื่อสู้กับอัตราเงินเฟ้อด้วย โดยตุรกีเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเพิ่มขึ้นสูงสุด เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำขึ้น 27% ขยับขึ้นไปแตะที่ระดับ 28,075 ลีราตุรกีต่อเดือน หรือประมาณ 20,193 บาท หรือ 175.46875 ลีราตุรกีต่อชั่วโมง หรือประมาณ 126 บาท นับตั้งแต่เริ่มต้นปี69
รองลงมาคือกลุ่มประเทศที่มีการปรับฐานรายได้รับปี 69 เช่นเดียวกัน ได้แก่ เวียดนามที่ขยับขึ้นเป็น 33,187.5 ดองต่อชั่วโมง หรือประมาณ 41 บาท อิสราเอลที่ปรับเป็น 35.4 เชเกลต่อชั่วโมง หรือประมาณ 389 บาท
และประเทศที่ขึ้นค่าแรงเฉพาะปี69 ได้แก่ อาเซอร์ไบจานที่เพิ่มเป็น 2.30 มานัตต่อชั่วโมง หรือประมาณ 44 บาท
และยังพบว่า ประเทศที่ขึ้นค่าแรงเฉพาะปี68 ที่ผ่านมา คือมาเลเซียเป็นประเทศที่มีการเพิ่มค่าแรงเป็น 8.72 ริงกิตต่อชั่วโมง หรือประมาณ 72 บาท และอุซเบกิสถานที่มีการปรับเป็น 7,943.75 ซอมต่อชั่วโมง หรือประมาณ 22 บาท ในเดือนตุลาคม 68
ส่วนประเทศไทย ยังไม่มีการประกาศว่าจะมีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในวันแรงงาน 1 พฤษภาคม 2569 และยังไม่มีความชัดเจนว่า คณะกรรมการค่าจ้างจะเริ่มประชุมในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งต้องจับตาว่า คณะกรรมการค่าจ้างจะปรับขั้นค่าแรงขั้นต่ำมากน้อยขนาดไหน ในวันที่นโยบายการเมืองมีทิศทางไม่ชัดเจน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




