ThaiPBS Logo

เศรษฐกิจ เศรษฐกิจ

รัฐบาลภายใต้แกนนำของพรรคเพื่อไทยเตรียมผลักดันมาตรการระยะสั้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยให้เหตุผลว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่พ้นวิกฤติ ซึ่งบางมาตรการเพิ่มเติมจากที่เคยดำเนินมาแล้ว แต่บางมาตรการเป็นเรื่องใหม่และยังไม่มีรายละเอียดออกมา แต่ทุกมาตรการล้วนใช้งบประมาณจำนวนมาก ท่ามกลางกังวลจะกระทบการเงินการคลังของประเทศ

อ่านเพิ่มเติม

การจัดตั้งรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย แม้จะประสบความสำเร็จเพื่อสลายขั้วความขัดแย้งในเชิงสัญญลักษณ์ แต่ก็นับได้ว่าเป็นความพ่ายแพ้ครั้งแรกของพรรคเพื่อไทย และอาจกล่าวได้ว่าเป็นความพ่ายแพ้ครั้งแรกของพรรคการเมืองที่มีแนวนโยบายแบบประชานิยมสืบทอดกันมายาวนาน และจากสถานการณ์การณ์เมืองเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล ทำให้พรรคเพื่อไทยจำต้องเร่งผลักดันนโยบายแบบประชานิยมให้เร็วที่สุด

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 11 .. 2566 ได้ชี้ให้เห็นว่าทำไมรัฐบาลต้องเร่งดำเนินนโยบายในลักษณะประชานิยมเหมือนในอดีต (แต่นายกรัฐมนตรีมองว่านโยบายของรัฐบาลไม่ใช่ประชานิยม)

นายกรัฐมนตรี ระบุว่าวันนี้ ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองภายในประเทศ ซึ่งถูกซ้ำเติมจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019  (โควิด-19) ที่ทำให้กลายเป็นภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจเป็นวงกว้างที่แม้แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่และยังไม่สามารถแก้ไขเยียวยาได้อย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่ปัญหาสังคมและการเมืองยังคงยืดเยื้อ ฝังรากลึก และยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ

ดังนั้นรัฐบาลมีกรอบนโยบายในการบริหารและพัฒนาประเทศตามกรอบความเร่งด่วนคือ

กรอบระยะสั้น รัฐบาลมีความจำเป็นที่จะต้องกระตุ้นการใช้จ่าย จุดประกายให้เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจกลับมาเติบโตอีกครั้ง ประกอบกับการเร่งแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าของประชาชนอย่างเร่งด่วนและรวดเร็ว

กรอบระยะกลางและระยะยาว รัฐบาลจะเสริมขีดความสามารถให้กับประชาชน ผ่านการสร้างรายได้ ลดรายจ่าย สร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับประชาชนทุกคน

ลักษณะสำคัญของนโยบายประชานิยม คือ มีการผลักดันออกมาเร็วและ ใช้งบประมาณค่อนข้างมาก เนื่องจากต้องทำอย่าง ทั่วถึง

นายกรัฐมนตรีย้ำนโยบายสำคัญในช่วงที่มีการหาเสียงเลือกตั้ง โดยนโยบายประชานิยมแบบเดิม คือ การพักหนี้ทั้งดอกเบี้ยและเงินต้นให้กับเกษตรกร แต่ในครั้งนี้รวมถึงธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)

นอกจากนี้ มีการปรับปรุงนโยบายประชานิยมแบบอัดฉีดโดยตรงผ่านนโยบายการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านเป๋าตังดิจิทัล ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินจำนวนมาก

หากติดตามนโยบายของรัฐบาลที่เร่งผลักดันออกในระยะสั้น จะมุ่งเน้นไปที่กระตุ้นการบริโภคหรือกำลังซื้อภายในประเทศเป็นสำคัญ

ธปท.ห่วงกระทบเสถียรภาพ

แม้ว่าภาคธุรกิจบางส่วนจะสนับสนุนมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ แต่หน่วยงานที่เห็นต่างในนโยบายสำคัญของรัฐบาลคือ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)

นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธปท. แสดงความเห็นภายหลังจากหารือกับนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี โดยมองเห็นต่างว่าปัญหาที่สำคัญมากกว่ากระตุ้นกำลังซื้อ  คือกระตุ้นการลงทุน

สิ่งที่ขาดอาจจะไม่ใช่เรื่องการบริโภค แต่เป็นเรื่องการลงทุนมากกว่า การทำนโยบายต่าง ๆ ควรต้องเป็นเฉพาะกลุ่ม ซึ่งจะประหยัดงบประมาณได้มากกว่า เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะต้องการเงินหมื่นบาท นี่คือที่เราคุยกับรัฐบาลไป รวมทั้งที่การทำนโยบาย ต้องฉายภาพระยะปานกลางให้ชัด เช่น ภาพรวมรายจ่าย หนี้ การขาดดุล ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นเรื่องวินัยการคลัง

นายเศรษฐพุฒิ  ยังคัดค้านรูปแบบการทำนโยบายเติมเงิน ในรูปแบบสินทรัพย์ดิจิทัล หรือ บล็อกเชน โดยอ้างว่าจะกระทบเสถียรภาพ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ธปท.ไม่สนับสนุนอยู่แล้ว รวมทั้งยังไม่เห็นด้วยกับมาตรการพักชำระหนี้ให้กับเกษตรกรแบบทั่วถึงแต่เสนอให้ความช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม

รัฐบาลย้ำรักษาวินัยการคลังของประเทศ

งานแรกที่นายกรัฐมนตรีต้องรีบทำเป็นการด่วนก็คืองบประมาณและย้ำว่ารัฐบาลจะรักษาวินัยการเงินการคลังของประเทศอย่างเคร่งครัด

การประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 18 .. ได้อนุมัติตามที่สำนักงบประมาณ ปรับกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 โดยงบรายจ่ายรวม 3.48 ล้านล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 1.3 แสนล้านบาท จากกรอบวงเงินงบประมาณเดิมที่ 3.35 ล้านล้านบาทในสมัยรัฐบาลของพล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เคยอนุมัติกรอบงบประมาณเอาไว้

วงเงินงบประมาณที่ปรับเพิ่มขึ้นมา เพราะคาดว่ารายได้จะเพิ่มขึ้น 30,000 ล้านบาท จะนำไปจ่ายภาระเงินกู้เพิ่มขึ้นตามแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขยับขึ้น และขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้นอีก 100,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการดำเนินการตามนโยบายสำคัญของรัฐบาล และเพื่อรักษาสัดส่วนทางการคลังตามกรอบวินัยการเงินการคลัง

การขาดดุลงบประมาณ หรือ กู้เงินมาใช้จ่าย ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ หากประเทศมีฐานะการคลังที่ยังไม่อยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง แต่กรณีของประเทศไทย ได้มีการจัดทำงบประพมาณแบบขาดดุลมานานกว่า 10 ปีติดต่อกัน ทำให้หนี้สาธารณะในรูปของตัวเงินขยับขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่รัฐบาลกู้เงินมาใช้จ่ายจำนวนมหาศาล จนรัฐบาลต้องแก้กฎหมายขยายเพดานหนี้ จาก 60% ของจีดีพี เป็นไม่เกิน 70% ของจีดีพี

สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี นับเป็นตัวเลขสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงสถานะการเงินการคลังของประเทศ รัฐบาลในอดีตพยายามรักษาสัดส่วนไว้ไม่ให้เกิน 60% ของจีดีพีมายาวนาน ก่อนที่จะขยายเพาดานใหม่เป็น 70% ในสมัยพล..ประยุทธ์ ที่ต้องกู้เงินครั้งใหญ่มาใช้ฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19

ตามการประมาณการฐานะการคลังของประเทศ สำนักงบประมาณคาดว่าหนี้สาธารณะคงค้างต่อจีดีพี ในงบประมาณปี 2567 จะอยู่ที่ 64% จากนั้นจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นจนถึงปี 2570 จะอยู่ที่ 64.81% แต่หากคิดเป็นตัวเงินจากเพิ่มกว่า 2 ล้านล้านบาท จาก 12.09 ล้านล้านบาทในปี 2567 เป็น 14.36 ล้านล้านบาทในปี 2570

ห่วงกระทบวินัยการเงินการคลัง

ทุกนโยบายของรัฐบาลในอดีตที่มีการอัดฉีดในระยะสั้นและใช้เงินจำนวนมากมักจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นนโยบายที่ไม่ได้ผลมากนักแต่ในทางตรงกันข้ามอาจสร้างผลกระทบในระยะยาวจนกระสร้างปัญหาความเชื่อมั่นให้กับการคลังของประเทศ

แต่นายกรัฐมนตรีระบุว่าแม้จะเพิ่มขาดดุลงบประมาณอีก 1 แสนล้านบาท แต่รัฐบาลยังคงรักษาวินัยทางการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด

ความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ต่อการดำเนินนโยบายของรัฐบาลแทบไม่ต่างกันมากนัก ยกตัวอย่างเช่น นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) โพสซ์เฟซบุ๊ก “Pipat Luengnaruemitchai” ในหัวข้อวินัยการคลังเมื่อรัฐบาลเสพติดการขาดดุล

นายพิพัฒน์ ระบุว่ารัฐบาลได้อนุมัติกรอบการคลังระยะปานกลาง ที่ควรจะเป็นกรอบการดำเนินงานของรัฐบาล และบอกกับนักลงทุนว่ารัฐบาลมีแผนในการจัดการการเงินอย่างไรในอนาคต โดยมีข้อน่าสนใจสามเรื่อง

ประการแรก การปรับเพิ่มการขาดดุลงบประมาณปีหน้าเพิ่มขึ้นจาก 5.93 แสนล้าน เป็น 6.93 แสนล้าน เพิ่มงบประมาณขึ้น 1.3 แสนล้าน และเพิ่มประมาณการรายได้ แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นการสร้างช่องว่างเพื่อใส่มาตรการแจกเงิน 5.6 แสนล้าน ซึ่งการขาดดุลก็เกือบเต็มเพดานตามกรอบพระราชบัญญัติหนี้สาธารณะ หรือไม่?

ถ้าใช่ ก็มีข้อสงสัยอยู่ว่ารัฐบาลจะหาเงินจากไหนมาชดเชยมาตรการที่เหลืออีก 4.3 แสนล้าน เข้าใจว่าจะให้ธนาคารของรัฐออกไปก่อนและตั้งงบประมาณชดเชยทีหลัง แต่ก็ถูกจำกัดด้วยกรอบมาตรา 28 ของพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐที่อาจจะต้องยกขึ้นแต่อาจจะยกขึ้นได้ไม่มากนัก

ประเด็นที่สอง การปรับกรอบการขาดดุลงบประมาณในอนาคตขึ้นทั้งแผง จากเดิมที่คาดว่าจะค่อย ๆ ปรับการขาดดุลงบประมาณลดลง และจะพยายามทำงบประมาณสมดุลในระยะยาว ซึ่งแผนดังกล่าวก็ใส่ลิ้นชักไปก่อน

ประการที่สาม รัฐบาลคาดว่าหนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นไปแถว ๆ 65% ของจีดีพีจากเดิมประมาณ 61% และไม่ลดลงตามที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ และไปใกล้เพดานระดับ 70% ของจีดีพี ซึ่งจะทำให้กันชน(buffer)ทางการคลังเพื่อรองรับวิกฤติในอนาคตมีน้อยลง

นายพิพัฒน์ ย้ำว่าการแจกเงินโดยไม่กระทบวินัยการคลัง ไม่เป็นภาระงบประมาณนั้นเป็นไปไม่ได้เลย และผลที่สุดแล้วจะกระทบต่อความมั่นใจของนักลงทุน และบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถืออาจจะปรับมุมมองต่อประเทศไทย

อันดับความน่าเชื่อถือขึ้นกับหนี้รัฐบาลและฐานะการคลัง

บริษัท Fitch Ratings (Fitch) ประกาศเมื่อเดือนก..ที่ผ่านมา คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยอยู่ในระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) ซึ่งแสดงให้เห็นว่ายังมองสถานะประเทศไทยแบบกลาง ๆ

ภายในปี 2567 คาดว่า สัดส่วนหนี้ภาครัฐบาลต่อ GDP (General Government Debt to GDP) จะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 55.9 แต่ยังคงอยู่ในระดับเดียวกับกลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกัน (BBB Peers)

Fitch  ระบุว่าภาระหนี้ของรัฐบาลและฐานะการคลังมีความสำคัญต่อการพิจารณาเพิ่มอันดับหรือลดอันดับความน่าเชื่อถือ

ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ Fitch ปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของประเทศไทย คือ การลดลงของสัดส่วนหนี้ภาครัฐบาลต่อจีดีพี (General Government Debt to GDP) การลดการขาดดุล ตลอดจนการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างมีศักยภาพในระยะปานกลาง

ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่อาจทำให้ Fitch มีการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ คือ การไม่สามารถรักษาเสถียรภาพทางการคลัง ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ส่งผลต่อการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจและส่งผลต่อการเติบโตหรือการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว

หากพิจารณาหนี้เสาธารณะที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี และเม็ดเงินเร่งตัวขึ้นต่อเนื่อง สาเหตุสำคัญมาจากรัฐบาลมีการกู้เงินเพื่อมาสมทบ หรือ ปิดงบประมาณในแต่ละปี ในขณะที่รายได้ของรัฐบาลที่มาจากภาษีน้อยกว่ารายจ่าย

รัฐบาลต้องกู้เงิน ด้วยการทำงบประมาณขาดดุลมายาวนานกว่า 10 ปี ตั้งแต่ปี 2550  เป็นต้นมา จนกระทั่งรัฐบาลต้องขยายเพดานก่อหนี้เพิ่มเป็น 70% ของจีดีพี

ดังนั้น ประชาชนต้องติดตามการใช้จ่ายของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด เพราะรัฐบาลทุกรัฐบาลมีการใช้นโยบายแบบประชานิยมต่อเนื่องยาวนานเกือบ 20 ปี และทุกรัฐบาลก็มักจะให้สัญญาว่าจะรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด แต่ในที่สุดก็ไม่สามารถทำได้

หากแนวโน้มยังเป็นเช่นนี้ต่อไป เศรษฐกิจไทยอาจหลีกเลี่ยงไม่พ้นเส้นทางเดียวกันกับหลายประเทศที่ใช้นโยบายในลักษณะนี้เพื่อหวังผลทางการเมือง ดังตัวอย่างหลายประเทศในลาตินอเมริกา และประเทศยุโรปบางประเทศ ที่กำลังเผชิญกับวิกฤติอยู่ในปัจจุบัน

นโยบายภาคการเมือง

โครงการแลนด์บริดจ์ (Land Bridge)

  • เริ่มนโยบาย
  • วางแผน
  • ดำเนินงาน
  • ตรวจสอบ
  • ประเมินผล

ความสำเร็จของนโยบาย

ผลต่อเศรษฐกิจ
คาดว่าจะทำให้จีดีพีขยายตัวเป็น 5% (จาก 4.0%) และจะทำให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่ทั้งหมด 280,000 ตำแหน่ง
ที่มา: สนข.อ้างสภาพัฒนฯ
ความคุ้มค่าจาการลงทุน
สนข.อ้างถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ แต่จากการศึกษาของสศช.ระบุว่าโครงการดังกล่าวไม่คุ้มค่ากับการลงทุน
รับฟังความคิดเห็น
อยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ ขณะที่คนในพื้นที่เรียกร้องให้ยุติกระบวนการรับฟังความคิดเห็น และเรียกร้องให้ทบทวนโครงการ
ผลักดันโดยพรรคภูมิใจไทย
ไม่มีการแถลงในนโยบายรัฐบาล แต่ถูกหยิบยกขึ้นมาภายหลัง โดยหวังว่าจะดึงเงินลงทุนจากต่างชาติและพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจภาคใต้

ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท

  • เริ่มนโยบาย
  • วางแผน
  • ดำเนินงาน
  • ตรวจสอบ
  • ประเมินผล

ความสำเร็จของนโยบาย

ค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาทต่อวัน ภายในปีแรกที่มา: นโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลแถลงในรัฐสภา
ค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาทต่อวัน ภายในปี 2570
โดยการตกลงร่วมกันของไตรภาคี (นายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐ) ตามหลักทุนนิยมที่มีหัวใจ
ที่มา: นโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทย
เงินเดือนคนจบปริญญาตรีและข้าราชการเริ่มต้นที่ 25,000 บาทต่อเดือน ภายในปี 2570ที่มา: นโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทย
คณะกรรมการค่าจ้าง เป็นผู้อนุมัติ
พิจารณาอนุมัติการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำผ่านคณะกรรมการไตรภาคี มีการเสนอจากระดับจังหวัด

รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย

  • เริ่มนโยบาย
  • วางแผน
  • ดำเนินงาน
  • ตรวจสอบ
  • ประเมินผล

ความสำเร็จของนโยบาย

รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ทุกสาย ทุกเส้น ทุกสี
ภายใน 2 ปี (เดือนก.ย. 2568)

ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน

  • เริ่มนโยบาย
  • วางแผน
  • ดำเนินงาน
  • ตรวจสอบ
  • ประเมินผล

ความสำเร็จของนโยบาย

ลดค่าครองชีพประชาชน
ลดค่าน้ำค่าไฟ และน้ำมันเชื้อเพลิง ในระยะสั้น 3 เดือน
ผ่านกลไกลรัฐ
ผ่านหน่วยงานรัฐที่กำกับดูแลด้านสาธารณูปโภค แต่มีผู้ไม่เห็นด้วย เพราะจะทำให้คนไทยไม่ประหยัด
ตามนโยบายที่หาเสียง
มีการกำหนดเวลาการลดค่าไฟฟ้า น้ำ และเชื้อเพลิง ในขณะที่นโยบายที่หาเสียงไม่ได้ระบุเรื่องกรอบเวลา

แก้หนี้นอกระบบ

  • เริ่มนโยบาย
  • วางแผน
  • ดำเนินงาน
  • ตรวจสอบ
  • ประเมินผล

ความสำเร็จของนโยบาย

วาระแห่งชาติ "แก้ไขหนี้นอกระบบ"
บูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วนประกาศวาระแห่งชาติ ขับเคลื่อน “การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ” ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างจริงจัง
วันที่: 28 พ.ย. 2566ที่มา: ทำเนียบรัฐบาล
ร่วมมือทุกภาคส่วนและเปิดลงทะเบียน
ภาครัฐจะรับบทบาทเป็นตัวกลางสำคัญในการไกล่เกลี่ยพร้อมกันทั้งหมด ดูแลทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้อย่างเป็นธรรม
แก้ปัญหาหนี้นอกระบบ
นโยบายแก้ปัญหานี้มีมานานหลายรัฐบาล แม้จะประกาศเป็นนโยบายแห่งชาติ แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้

ซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power)

  • เริ่มนโยบาย
  • วางแผน
  • ดำเนินงาน
  • ตรวจสอบ
  • ประเมินผล

ความสำเร็จของนโยบาย

ยกระดับทักษะคนไทย 20 ล้านคน
สู่การเป็นแรงงานทักษะขั้นสูงและแรงงานสร้างสรรค์
สร้างรายได้อย่างน้อย 4 ล้านล้านบาทต่อปี
สร้างงาน 20 ล้านตำแหน่ง
เศรษฐกิจ เติบโตอย่าง ยั่งยืน

สนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

  • เริ่มนโยบาย
  • วางแผน
  • ดำเนินงาน
  • ตรวจสอบ
  • ประเมินผล

ความสำเร็จของนโยบาย

ผลิตรถยนต์นั่งและรถกระบะ 725,000 คัน
ผลิตรถจักรยานยนต์ 675,000 คัน
ผลิตรถบัสและรถบรรทุก 34,000 คัน
ส่งเสริมการผลิตรถสามล้อ เรือโดยสาร และรถไฟระบบราง

ดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท

  • เริ่มนโยบาย
  • วางแผน
  • ดำเนินงาน
  • ตรวจสอบ
  • ประเมินผล

ความสำเร็จของนโยบาย

กระตุ้นเศรษฐกิจ
รัฐบาลหวังว่านโยบายดังกล่าวจะทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยทั่วประเทศ เป็นการกระตุ้นกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ แต่มีปัญหาเรื่องความคุ้มค่าจากการใช้จ่ายงบประมาณ
การกำหนดนโยบาย
รัฐบาลมีการปรับรายละเอียดโครงการใหม่ ต่างไปจากเดิมที่กำหนดไว้ตั้งแต่แรก
สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ยังมีข้อถกเถียงว่าเป็นนโยบายที่สามารถสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ในระยะยาวหรือไม่ ในขณะที่หลายฝ่ายห่วงเรื่องภาระหนี้รัฐบาล

บทความ/บทวิเคราะห์

ดูทั้งหมด
ถึงเวลา”รถบัส-รถบรรทุก”ไฟฟ้า หนุนไทยฮับอีวีภูมิภาค

ถึงเวลา”รถบัส-รถบรรทุก”ไฟฟ้า หนุนไทยฮับอีวีภูมิภาค

บอร์ดอีวี เร่งเดินหน้าผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางอีวีของภูมิภาคในรถยนต์ทุกประเภท โดยออกมาตรการลดภาษีสูงสุด 2 เท่า ให้กับบริษัทเอกชนที่ซื้อรถบัสไฟฟ้า และรถบรรทุกไฟฟ้า ตั้งเป้าไม่ต่ำกว่า 10,000 คน รวมถึงยังให้สิทธิประโยชน์กับผู้ผลิตแบตเตอรีรถไฟฟ้าระดับต้นน้ำ ให้สนใจเข้ามาลงทุนในไทย
ไทยเข้าสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้า ยอดจำหน่ายทะยาน 700%

ไทยเข้าสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้า ยอดจำหน่ายทะยาน 700%

เพียงไม่กี่ปีหลังรัฐบาลออกมาตรการส่งเสริม ไทยก็กำลังก้าวสู่ยุค "รถยนต์ไฟฟ้า" อย่างแท้จริง เมื่อยอดจำหน่ายในปีที่ผ่านมาพุ่งขึ้นเกือบ 700% รวม 76,538 คัน คิดเป็น 11.6% ของยอดจำหน่ายรถยนต์ทั้งหมด ขณะที่แบรนด์จากจีนกวาดส่วนแบ่งตลาด
ขีดจำกัดประชานิยม เมื่อ”มือเริ่มล้วงกระเป๋าคนอื่น”

ขีดจำกัดประชานิยม เมื่อ”มือเริ่มล้วงกระเป๋าคนอื่น”

นโยบายโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet เริ่มมีความไม่แน่นอนเสียแล้วว่าจะเดินหน้าต่อได้หรือไม่ หลังจากคณะกรรมการชุดใหญ่ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาความเห็นของหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อตรวจดูอีกครั้งว่าโครงการนี้จะสามารถดำเนินการได้หรือไม่