รัฐบาลที่ผ่านมามีนโยบายลดค่าครองชีพและช่วยผู้มีรายได้น้อย โดยรัฐบาลแต่ละยุคมีมาตรการช่วยเหลือ “ค่าครองชีพ” แตกต่างกัน
บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
ปี 2559 กระทรวงการคลังเปิดลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยครั้งแรกเพื่อสร้างฐานข้อมูล โดยใช้เกณฑ์รายได้ไม่เกิน 100,000 บาท/ปี มีผู้ลงทะเบียน 8.3 ล้านราย ผ่านเกณฑ์ 7.7 ล้านคน โอนเงินผ่านพร้อมเพย์ตามระดับรายได้ (3,000 หรือ 1,500 บาท)
ปี 2560 ออกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นครั้งแรก มีผู้ลงทะเบียน 14.1 ล้านคน ผ่านเกณฑ์ 11.46 ล้านคน พร้อมปรับแพกเกจสวัสดิการทั้งวงเงินร้านธงฟ้าและค่าโดยสาร ทั้งนี้แนวคิดนี้ถูกวางให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม
ปี 2561 เปิดลงทะเบียนรอบเก็บตกผ่านกลไกมหาดไทยและแบงก์รัฐ ลงพื้นที่สำรวจกลุ่มเปราะบาง (ผู้ป่วยติดเตียง ผู้พิการ ผู้สูงอายุ) ทำให้ยอดรวมผู้ถือบัตรขึ้นไปถึง 14.6 ล้านคน
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบร่วมจ่าย: “คนละครึ่ง”
แนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการเพิ่มการใช้จ่ายเป็นนโยบายที่ได้รับความนิยมมาตลอด 20 ปี ตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทย โดยมีรูปแบบหลากหลายทั้งลดหย่อนภาษี แจกเงินเข้าบัญชีตรง หรือร่วมจ่ายบางส่วนแบบ “คนละครึ่ง”
ปี 2568 เป็นช่วงก่อนวิกฤตพลังงาน รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. 68 ครม.อนุมัติให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.4 ล้านคน ได้รับวงเงินเพิ่มเติม 850 บาท x 2 เดือน (รวม 1,700 บาท) บวกวงเงินเดิม 600 บาท รวมเป็น 2,300 บาท เพื่อบรรเทาค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว โดยมีเงื่อนไขห้ามซ้ำซ้อนกับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่น เช่น คนละครึ่ง
ในช่วงวิกฤตพลังงานปี 2569 รัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยกระทรวงการคลัง ดำเนินมาตรการคนละครึ่งพลัสอีกครั้ง แต่เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “ไทยช่วยไทยพลัส” โดยรวมโครงการคนละครึ่งพลัส (เฟส 2) เข้ากับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้อยู่ในระบบเดียวกัน
โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” (60/40)
มาตรการสำคัญของรัฐบาล โดยเศรษฐกิจของประเทศต้องเผชิญกับ”วิกฤตซ้อนวิกฤต” ทั้งวิกฤตพลังงาน วิกฤตต้นทุนการผลิต และวิกฤตค่าครองชีพ
มาตรการนี้ รัฐร่วมจ่าย 60% ประชาชนจ่ายเอง 40% สำหรับประชาชนทั่วไปอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 30 ล้านคน ได้รับวงเงินสนับสนุนจากรัฐคนละ 4,000 บาทตลอดโครงการ หรือเดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน จำกัดไม่เกิน 200 บาทต่อวัน โดยวงเงินแต่ละเดือนต้องใช้ให้หมดในเดือนนั้น ไม่สามารถสะสมข้ามเดือนหรือแลกเป็นเงินสดได้
ช่องทางใช้สิทธิผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เพื่อซื้ออาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนดจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ โดยมีประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมแล้วกว่า 26.5 ล้านคน โดยเป็นผู้ที่เคยลงทะเบียนโครงการคนละครึ่งมาก่อนราว 18.9 ล้านคน และเป็นผู้ลงทะเบียนใหม่เกือบ 7.6 ล้านคน
เพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประมาณ 13.18 ล้านราย จะได้รับวงเงินเพิ่มอีก 700 บาทต่อคนต่อเดือน จากเดิม 300 บาท รวมเป็น 1,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 4 เดือน โดยใช้เป็นวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค ส่วนลดก๊าซหุงต้ม ค่าเดินทางขนส่งสาธารณะ ค่าไฟฟ้า-น้ำประปา และเบี้ยเพิ่มเติมสำหรับคนพิการ
เกณฑ์รายได้ส่วนบุคคลไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี และพิจารณารายได้เฉลี่ยครัวเรือนด้วย หากรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปีเกิน 100,000 บาท ทั้งครอบครัวจะไม่ผ่านเกณฑ์ รอบลงทะเบียนใหม่มีการนำเทคโนโลยี AI มาเชื่อมโยงข้อมูลรายได้ ทรัพย์สิน ภาษี และสถานะอาชีพ เพื่อคัดกรองผู้ขาดคุณสมบัติออก เช่น ผู้มีรายได้เกินเกณฑ์ กรรมการบริษัท หรือข้าราชการที่บรรจุแล้ว
มาตรการควบคุมราคาสินค้า-บริการ
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบกำหนดสินค้าและบริการควบคุมรวม 66 รายการ (สินค้า 61 รายการ บริการ 5 รายการ) พร้อมขยายเวลา 2 โครงการลดค่าครองชีพจากเดิมสิ้นสุด พ.ค. 69 เป็น พ.ค.-ก.ย. 69
โครงการ “ไทยช่วยไทย” ลดราคาสินค้า
ความร่วมมือกับห้างค้าส่ง-ค้าปลีกและผู้ผลิต ลดราคาสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันกว่า 3,000 รายการ แบ่งเป็นสินค้าอุปโภค (สบู่ แชมพู ผงซักฟอก ยาสีฟัน) และสินค้าบริโภค (ข้าวสาร น้ำตาล น้ำมันพืช บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป) ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ 25-58%
มาตรการด้านที่อยู่อาศัย
ผู้มีรายได้น้อยที่ต้องการซื้อ/เช่าบ้าน: ลดค่าเช่าโครงการที่พักอาศัยทั่วประเทศ 24 โครงการ 300-500 บาทต่อหน่วยต่อเดือน ตั้งแต่ม.ค.-31 ธ.ค. 2569 และมีโครงการ “บ้านเพื่อคนไทย” เน้นที่อยู่อาศัยราคาประหยัดใกล้ระบบขนส่งมวลชน ไม่ต้องดาวน์ ผ่อนเริ่มต้น 4,000 บาท











