ที่ประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม กระทรวงการคลัง มีมติยกเลิกหลักเกณฑ์โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่กำหนดว่า หากลูกนำชื่อพ่อแม่ไปใช้ยื่นหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จะส่งผลให้พ่อแม่รายนั้นถูกตัดสิทธิจากโครงการทันที ซึ่งการยกเลิกเกณฑ์ดังกล่าวจะมีผลเฉพาะการลงทะเบียนโครงการในรอบนี้เท่านั้น และเมื่อปิดลงทะเบียนแล้ว จะเสนอขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิได้เข้าร่วมโครงการวันที่ 7 ก.ค. 2569 ดังนั้นพ่อแม่ที่ลูกนำชื่อไปใช้ลดหย่อนภาษี ก็จะได้รับสิทธิเข้าโครงการและไม่จำเป็นต้องยื่นอุทธรณ์
อ่านเพิ่มเติม: บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ : คุณสมบัติ-เงื่อนไขเข้ม แนะรัฐเร่งหาคนจนตกหล่น
ขณะที่ความคืบหน้าในการสำรวจรายชื่อคนจนที่ตกหล่น ทั้งคนที่ลงทะเบียนเดิมและอยู่ในบัญชีรายชื่อของกระทรวงมหาดไทย (มท.) และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ซึ่งฝ่ายปกครองส่วนท้องถิ่นได้ลงพื้นที่สำรวจไปแล้วกว่า 70% พบว่ามีจำนวนราว 1.04 ล้านราย
พบคนจนตกหล่นเพิ่ม 1.5 ล้านราย
อย่างไรก็ตาม วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง ยอมรับว่า มีคนจนที่ตกหล่นเพิ่มเติมอีกกว่า 1.5 ล้านราย จากการสำรวจพื้นที่และได้รับแจ้ง โดยไม่ได้อยู่ในบัญชีรายชื่อของ มท. และพท. ซึ่งได้เก็บรวบรวมแล้วและอยู่ระหว่างตรวจสอบ
ส่งผลให้มีรายชื่อที่อาจเข้าข่ายตกหล่นรวมทั้งหมด ณ ตอนนี้ ราว 2.2 ล้ายราย และอาจมีเพิ่มเติมอีกจนกว่าจะสำรวจเสร็จสิ้นถึง 21 มิ.ย. 2569 จากนั้นจะนำรายชื่อทั้งหมดไปคัดกรองตามหลักเกณฑ์ใหม่ของโครงการฯ
สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนยืนยันสิทธิแต่ไม่สำเร็จมีราว 4 แสนราย ส่วนใหญ่เป็นการกรอกข้อมูลผิดพลาดเล็กน้อย ทางคณะกรรมการฯ มีมติว่า หากกลุ่มคนเหล่านี้สามารถระบุตัวตนได้ก็จะแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องจามฐานข้อมูลของกระทรวงการคลังโดยอัตโนมัติ แต่ในจำนวนนี้มีอีก 200 ราย ที่กรอกข้อมูลสำคัญไม่ครบถ้วน ก็จะให้เจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงไทย ลงพื้นที่ไปสอบถามสาเหตุและช่วยกรอกข้อมูลให้ถูกต้องต่อไป
เกณฑ์ใหม่ “บี้คนจนไม่จริง”
กระทรวงการคลัง ได้ปรับปรุงเกณฑ์โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) รอบใหม่ เพื่อต้องการคัดกรองกลุ่มคนที่จนไม่จริงออกไป โดยรอบนี้เปลี่ยนมาใช้ระบบเชื่อมโยงฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Data Lake) และตรวจคุณสมบัติเป็นรายบุคคล (เดิมตรวจรายครอบครัว)
หนึ่งในเกณฑ์ใหม่ที่ถูกใส่เข้ามาและถูกสังคมวิพากษณ์วิจารณ์อย่างหนัก คือ เกณฑ์ภาษี ที่กำหนดว่าหากลูกนำชื่อพ่อแม่ไปใช้ยื่นหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ค่าเลี้ยงดูบุพการี) ในระบบของกรมสรรพากร ระบบจะถือว่าพ่อแม่รายนั้นมีลูกดูแลอยู่แล้ว ก็จะถูกตัดสิทธิจากโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐทันที
อย่างไรก็ตาม เกณฑ์ดังกล่าวอาจทำให้ผู้มีฐานะยากจนบางรายหลุดจากระบบช่วยเหลือของรัฐได้ เนื่องจากในทางปฏิบัติ ลูกอาจนำชื่อพ่อแม่ไปลดหย่อน แม้จะส่งเงินเลี้ยงดูเพียงเล็กน้อยหรือไม่ได้เลี้ยงดูเลย จะส่งผลให้พ่อแม่ที่มีฐานะยากจนรายนั้นถูกตัดสิทธิรับสวัสดิการ
แม้กระทรวงการคลังจะเปิดช่องให้พ่อแม่ที่ถูกตัดสิทธิสามารถยื่นอุทธรณ์และพิสูจน์ว่าลูกไม่ได้เลี้ยงดูจริง เพื่อขอคืนสิทธิเข้าร่วมโครงการ แต่ในทางกลับกัน ลูกที่ใช้ชื่อพ่อแม่ไปลดหย่อนก็อาจถูกกรมสรรพากรตรวจสอบและเรียกคืนภาษีย้อนหลัง พร้อมเบี้ยปรับตามกฎหมาย ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งภายในครอบครัวได้
อีกหนึ่งหลักเกณฑ์ใหม่ที่อาจทำให้ผู้มีรายได้น้อยหลุดจากระบบสวัสดิการ คือ การกำหนดให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐต้องมีหนี้ในระบบรวมกันไม่เกิน 100,000 บาท หากมีหนี้เกินกว่ากำหนดจะถูกตัดสิทธิทันที
ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เคยเสนอให้รัฐบาลทบทวนเงื่อนไขดังกล่าว เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อกลุ่มเกษตรกรและลูกหนี้รายย่อยที่มีภาระหนี้เกิน 100,000 บาท แต่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลผ่านโครงการสินเชื่อนโยบายรัฐต่าง ๆ เนื่องจากประสบภัยพิบัติหรือเกิดเหตุการณ์วิกฤต ๆ ซึ่งคนกลุ่มนี้ยังมีความจำเป็นต้องได้รับการดูแลจากภาครัฐ แต่อาจถูกตัดสิทธิจากโครงการโดยอัตโนมัติ
นอกจากนี้ การตรวจสอบหนี้ตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวยังอ้างอิงข้อมูลจากระบบฐานข้อมูลเครดิตของบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) ซึ่งไม่ได้ครอบคลุมผู้ให้บริการสินเชื่อทุกราย จึงอาจก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม เนื่องจากผู้ที่มีหนี้อยู่ในฐานข้อมูลอาจถูกตัดสิทธิ ขณะที่ผู้มีภาระหนี้ในระดับใกล้เคียงกันแต่ไม่ได้อยู่ในระบบฐานข้อมูลดังกล่าว อาจยังคงได้รับสิทธิ ส่งผลให้การคัดกรองผู้มีสิทธิได้รับสวัสดิการขาดความเท่าเทียม
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




