ท่ามกลางกระแส Odyssey ของ Christopher Nolan ว่าด้วยการเดินทางกลับบ้านที่แสนยาวไกลและยาวนาน พร้อมไปกับการหลงทิศหลงทางไปหลายรอบ ชวนนึกถึงงาน ”Bringing the Food Economy Home“ ของ เฮเลนา นอร์เบิร์ก-ฮอดจ์, ทอดด์ เมอรีฟิลด์ และ สตีเวน กอร์ลิค (Norberg-Hodge, Merrifield and Gorelick, 2002) ซึ่งมีการแปลเป็นไทยในชื่อ “นำอาหารกลับบ้าน: ทางเลือกและทางรอดของเศรษฐกิจอาหารชุมชน” โดย ไพโรจน์ ภูมิประดิษฐ์ ซึ่งเสนอแง่คิด มุมมอง และข้อมูลสถานการณ์ระบบเกษตรและอาหารโลกที่ห่างไกลออกไปทุกทีจากบ้านของเรา และสะท้อนเป็นอย่างดีต่อสถานการณ์ด้านเกษตรและอาหารในประเทศไทยจากอดีตถึงปัจจุบัน
หลายคนอาจจะทราบอยู่แล้วว่าการเดินทางที่แสนยาวไกลของอาหารเกิดขึ้นที่บ้านเราอย่างเด่นชัดไม่แพ้ที่อื่น จากที่อาหารที่เรากินมีต้นทางมาจากปุ๋ยไนโตรเจนที่นำเข้ามาจากซาอุดีอาระเบีย โอมาน และกาตาร์ โดยต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซและเผชิญกับความท้าทายทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ไปกับเขาอย่างเต็มที่แบบที่เลี่ยงไม่ได้ ตอนผลิตก็ต้องพึ่งพาเมล็ดพันธุ์จากที่อื่นที่สะสมเองไม่ได้และพึ่งพิงเทคโนโลยีนำเข้า
อ่านเพิ่มเติม: “วิกฤตอาหาร” ซ้อน “วิกฤตพลังงาน” จากสงครามตะวันออกกลาง
ส่วนตอนบริโภคก็ต้องกินของที่เดินทางมาไกลมาก ที่พบเจอเป็นปกติคือของแถวนี้ส่งออกไปเมืองใหญ่หรือแม้แต่นอกประเทศ ส่วนของที่กินนำเข้ามาจากต่างแดน โดยเฉพาะจีน ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้เราต้องการนโยบายแบบที่เรียกว่านำระบบเกษตรและอาหารกลับบ้าน
การเริ่มออกเดินทางด้วยการหลงทางจากการมุ่งสู่เป้าหมายด้านผลิตภาพอย่างเดียว
การเดินทางของนโยบาย (Policy journey) ด้านเกษตรและอาหารของเรากล่าวได้ว่าเริ่มจากการหลงทางอยู่กับการมุ่งผลิตภาพ (Productivity) แบบไม่ลืมหูลืมตา ผ่านช่วงเวลาที่เรียกว่าการปฏิวัติเขียว (Green revolution) ในช่วงทศวรรษ 1940 เริ่มจากประเทศเม็กซิโก โดยขยายตัวอย่างมากในช่วง ทศวรรษ 1960–1970 ซึ่งมุ่งสร้างผลผลิตสูงด้วยการใช้เครื่องจักรกลการเกษตร รวมไปถึงพันธุ์พืชให้ผลผลิตสูง ปุ๋ยเคมี สารกำจัดศัตรูพืช และระบบชลประทาน
โดยช่วงดังกล่าวตรงกับห้วงเวลาในประเทศของเราที่เริ่มต้นจากปี พ.ศ. 2504 กล่าวคือช่วงที่เริ่มประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับแรก ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐบาลเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเกษตร ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และปรับการผลิตจากการยังชีพไปสู่การผลิตเพื่อการค้าและการส่งออก (วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ และสุริยนต์ ธัญกิจจานุกิจ, 2551)
ดังที่ Jane Jacobs (1969) ได้ชี้ไว้ เกษตรสมัยใหม่ เริ่มจากการเกิดเมือง พอเกิดการตั้งถิ่นฐานเป็นชุมชนที่มีคนอยู่มากก็ต้องเริ่มออกแบบระบบการผลิตแบบใหม่ที่ไม่ใช่การผลิตสำหรับบริโภคภายในครัวเรือน หากแต่เป็นการผลิตเกษตรแปลงใหญ่ จนขยายมาเป็นเกษตรอุตสาหกรรมในแบบที่เรารู้จักกัน โดยทวิภพที่เรียกว่าเมืองกับชนบทได้ถูกสร้างขึ้นจากระบบการผลิตเช่นนี้เอง และเมื่อฐานคิดเรื่องการแบ่งแยกหน้าที่ระหว่างเมืองกับชนบทเกิดขึ้น ระบบเกษตรและอาหารก็ถูกวางว่าอยู่ที่ชนบท
ในขณะที่เมืองมีหน้าที่ผลิตสินค้าอย่างอื่นและบริโภคผลผลิตอาหารที่ถูกส่งเข้ามา ทำให้นโยบายเกษตรและอาหารในยุคแรกเริ่มของสังคมสมัยใหม่นี้ คือนโยบายเอาเกษตรและอาหารออกจากบ้านไปนั่นเอง จากที่เดิมทีในบริบทสังคมดั้งเดิมคนอยู่กับกสิกรรมและเกษตรกรรมอย่างใกล้ชิดราวกับเป็นวิถีที่อยู่ร่วมกัน โดยเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมในสังคมไทย เกษตรกรส่วนใหญ่ยังใช้แรงงานคนและสัตว์ ปลูกพืชพื้นเมือง ใช้ปุ๋ยคอกและปุ๋ยธรรมชาติเป็นหลัก แต่แลกมาด้วยการมีผลผลิตต่อไร่ค่อนข้างต่ำ
ลักษณะสำคัญของการเดินทางในเส้นทางเรื่องผลิตภาพคือการมองเรื่องการป้องกันการขาดแคลนอาหารเป็นหลัก โดยเฉพาะในหมู่แรงงาน ซึ่งทำให้เรื่องอาหารและการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่สัมพันธ์กัน ในกรณีของไทย ชัดเจนว่าแนวทางนี้ทำให้ผลผลิตข้าวและพืชเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น รายได้ของเกษตรกรบางพื้นที่สูงขึ้น และสามารถทำให้ประเทศมีบทบาทสำคัญในการส่งออกสินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าวได้ จนในท้ายที่สุดนโยบายหลักของรัฐบาลที่แทบไม่ถูกตั้งคำถามเลยในช่วงนั้นคือการสนับสนุนการผลิตเพื่อการค้าและการส่งออก ซึ่งสร้างทางเดินหลักทางเดินเดียวคือการมุ่งเกษตรเชิงเดี่ยวบนแปลงใหญ่ที่เน้นเฉพาะพืชเศรษฐกิจที่ส่งออกได้ ภายใต้แนวคิดเกษตรพันธสัญญา และบนฐานของความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบกับที่อื่น (Comparative advantage)
การเดินทางเส้นนี้ยาวนานเป็นศตวรรษโดยแทบจะไม่มีการตั้งคำถามเรื่องการหลงทาง จนวันหนึ่งที่เริ่มค้นพบว่า ประสิทธิภาพการผลิตช่วยลดขนาดพื้นที่ และถ้าเกิดประสิทธิภาพ เราไม่ต้องแสวงหาดินแดนโล่งกว้างในการผลิตเฉกเช่นที่ผ่านมาอีกแล้ว
การเริ่มเปลี่ยนทิศสู่การวางเป้าหมายด้านประสิทธิภาพด้วยแนวทางเกษตรอัจฉริยะและการยกระดับความมั่นคงทางอาหาร
ในสองทศวรรษที่ผ่านมา นโยบายเกษตรไทยเริ่มหันเหเข้าหาเกษตรแม่นยำ โดยมีเส้นทางเดินสำคัญคือการมุ่งเกษตรอัจฉริยะ (Smart farming) เพื่อเป้าหมายด้านประสิทธิภาพที่มากขึ้น ทุกวันนี้ ไม่มีใครไม่พูดถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางด้านการเกษตร ภาคนโยบายมองว่านี่จะเป็น New S-curve ภาคการเกษตร เกษตรกรที่มีทุนหันมาติดตั้ง IoT (Internet of Things) เพื่อการเกษตร GMOs กลายเป็นเรื่องปกติ Hydroponics ถูกส่งเสริมทั่วไป เกษตรแปรรูปและบรรจุภัณฑ์ทางการเกษตรกลายมาเป็นจุดมุ่งเน้นใหม่ โดยระบบโมเดิร์นเทรดครอบครองโดยบรรษัทอาหารถูกฝากความหวัง โดยเฉพาะบทบาทในการลงทุนในระบบโลจิสติกส์เกษตรและอาหาร การสร้างตลาดที่เป็นศูนย์กลางการกระจายอาหาร และการขนส่งอาหารที่รวดเร็วและครอบคลุม (Boossabong, 2019)
แนวทางเช่นนี้ไปด้วยกันอย่างดีกับการวางเป้าหมายด้านความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งต้องใส่ใจเป็นพิเศษต่อการมีอาหารเพียงพอ การเข้าถึงอาหาร การใช้ประโยชน์จากอาหาร และความมั่นคงหรือเสถียรภาพของระบบอาหาร ซึ่งทำให้ต้องคิดเรื่องประสิทธิภาพการผลิต ระบบเกษตร และห่วงโซ่อุปทาน โดยความกังวลหลักอยู่ที่จะทำอย่างไรให้ระบบที่เป็นอยู่ไม่สะดุด มีตลาด ร้านค้า หรือช่องทางซื้ออาหารเพียงพอ แม้ในยามภัยแล้ง น้ำท่วม โรคระบาด หรือสงครามก็ไม่เกิดการขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรง จากการมีระบบจัดการความเสี่ยง
จุดเปลี่ยนสำคัญของการเดินทางเส้นนี้คือการเริ่มหันมาใส่ใจเรื่องอาหารปลอดภัย มีสุขอนามัย และมีคุณค่าทางโภชนาการ เช่น การควบคุมด้วยมาตรฐานต่างๆ แต่ในสภาวะจริงการพูดถึงประสิทธิภาพและความมั่นคงทางอาหารที่ผ่านมาไม่ได้ทำให้เราพึ่งพาปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตรน้อยลง เพราะความปลอดภัยหมายรวมถึงการละเว้นการใช้สารเคมีแค่เฉพาะก่อนเก็บเกี่ยวและการล้างให้ดีก่อนการบริโภค
เส้นทางเดินนี้จึงยังคงผลิตซ้ำผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ดินเสื่อม น้ำปนเปื้อน และความหลากหลายทางชีวภาพลดลง รวมไปถึงการค่อยๆ ทำให้เกษตรกรรายย่อยมีต้นทุนการผลิตสูงขึ้น พึ่งพาปัจจัยการผลิตจากภายนอกมากขึ้น และเกิดความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะระหว่างเมืองกับชนบท (spatial inequality) และความเหลื่อมล้ำแบบเป็นทอด ๆ
กล่าวคือ เริ่มจากความได้เปรียบของผู้ควบคุมระบบเกษตรและอาหาร เจ้าของเมล็ดพันธุ์และเทคโนโลยี และคนกลางผู้เชื่อมห่วงโซ่อาหาร สู่ความเสียเปรียบของเกษตรกรรายย่อย และผู้บริโภครายได้น้อย
อีกหนึ่งผลพวงจากระบบเช่นนี้คือปัญหามลพิษ ซึ่งเป็นราวกับปีศาจตัวใหญ่ที่พร้อมเขมือบทุกคนที่อยู่ในวงรัศมีของมัน ในที่นี้ขอแบ่งปันผลจากการจัดวงร่วมแลกเปลี่ยนเรื่อง “การพัฒนานโยบายเพื่อสร้างอนาคตสังคมที่เป็นธรรมภาคเหนือ” ที่จัดโดยสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) ร่วมกับสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยประเด็นหลักอยู่ที่ความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งโยงกับสิทธิในที่ดินและทรัพยากรของกลุ่มชาติพันธุ์บนดอย ซึ่งเชื่อมโยงไปสู่ปัญหา PM2.5 โดยบทสนทนาที่เริ่มจากเรื่องสิ่งแวดล้อมและสุขภาพกลายมาเป็นเรื่องของระบบเกษตรและอาหารในท้ายที่สุด
เมื่อเบื้องหลังฝุ่นควันคือผลพวงของการคิดเรื่องผลิตภาพ ประสิทธิภาพการผลิต และความมั่นคงทางอาหารดังที่กล่าวมาในแบบที่คับแคบที่ผลิตซ้ำการผลิตอาหารสัตว์ส่งออกที่ลามไปในระดับอนุภูมิภาค และเป็นฟันเฟืองให้อุตสาหกรรมเลี้ยงไก่และหมูที่มีการผูกขาดในประเทศ ก่อนจะโยงไปที่การปลูกข้าวและเกษตรแปลงใหญ่อื่นๆ ที่จำเป็นต้องจัดการกับวัสดุเหลือทิ้ง ซึ่งทางเลือกที่สะดวกและประหยัดที่สุดคือการเผา ส่วนการขนส่งผลผลิตจากที่สูงลงมาก็ปล่อยมลภาวะไม่ใช่น้อยจากการอาศัยยานพาหนะพลังงานเชื่อเพลิงฟอสซิล
โดยผู้เข้าร่วมล้วนเห็นด้วยว่า ปัญหานี้คงแก้ไม่ได้แน่ถ้าไม่เปลี่ยนแปลงระบบเกษตรและอาหารแบบที่เป็นอยู่ หรือการปฏิรูปโครงสร้างการผลิตขนานใหญ่อย่างจริงจัง
การเริ่มหันธงสู่เป้าหมายหลักด้านห่วงโซ่อาหารที่เป็นธรรมและสิทธิทางอาหาร
ทศวรรษที่ผ่านมานับว่ามีความพยายามในการเปลี่ยนผ่านระบบเกษตรและอาหารในสังคมไทยอยู่พอสมควร เราเริ่มเห็นความเข้มแข็งของเกษตรกรรมทางเลือก เกษตรกรรมธรรมชาติ และการผลักดันเกษตรในเมืองที่นำอาหารกลับมาใกล้บ้าน เช่น การเกิดโครงการสวนผักคนเมืองที่พยายามสร้างพื้นที่สีเขียวที่กินได้จากการใช้พื้นที่รกร้างว่างเปล่าในเมืองให้เกิดประโยชน์ ซึ่งขยายตัวในเมืองใหญ่หลายแห่ง แม้แต่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล (ปิยะพงษ์ บุษบงก์, 2558)
ทั้งนี้ จุดตั้งต้นของการเดินทางในเส้นทางนี้คือการตั้งคำถามกับระบบอาหารที่ไม่เป็นธรรม การตามหาวิถีเกษตรกรรมยั่งยืน และการสร้างระบบอาหารท้องถิ่น โดยชี้ชวนให้เลิกภูมิใจกับการเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลกหรือการได้กินของนำเข้า มาสู่ความภูมิใจในการได้กินอาหารละแวกบ้านหรือแม้แต่การได้ทดลองปลูกกินเองเล็กๆ น้อยๆ ก็ยังดี
ตอนแรกเพื่อนร่วมทางดูเหมือนจะน้อย แต่ปัจจุบันนับว่ามีแนวร่วมอยู่มาก ทั้งภาคประชาชนด้วยกัน ผู้ประกอบการท้องถิ่น และภาครัฐที่ก้าวหน้าโดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเด่นชัดภายหลังการเผชิญวิกฤติน้ำท่วมครั้งแล้วครั้งเล่าที่ทำให้เห็นว่าระบบอาหารที่มีอยู่เปราะบางเพียงใดเมื่อการกระจายอาหารถูกแทรกแซง (Boossabong, 2017) โดยแนวนโยบายที่เกิดขึ้นคือการส่งเสริมสวนผักของชุมชน เกษตรพึ่งตนเอง เกษตรอินทรีย์ เกษตรผสมผสาน เกษตรนิเวศ ตลาดสีเขียว และการเชื่อมโยงผู้ผลิตและผู้บริโภคผ่านระบบการรับรองอย่างมีส่วนร่วม (Participatory Guarantee System: PGS) และระบบสนับสนุนการผลิตโดยชุมชน (Community Supported Agriculture: CSA)
ทั้งนี้ การพึ่งพาอาหารจากแหล่งภายนอกยังจำเป็น แต่ภายใต้ฐานคิดนี้ ทางเลือกจะอยู่ที่การผลิตที่ไม่ทำลายหรือเกื้อกูลกับระบบนิเวศน์ โดยเฉพาะการผลิตแบบปลอดสารและการเกษตรแบบไม่เผา โดยการรับรู้ถึงแหล่งผลิตและวิถีการผลิตนับเป็นเงื่อนไขสำคัญ (Boossabong, 2018)
ทั้งนี้ อาหารในมุมมองนี้ไม่ใช่แค่สินค้าหากแต่เป็นสิทธิ (Right to food) โดยจะมีความมั่นคงทางอาหารอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีอธิปไตยและประชาธิปไตยทางอาหารด้วย (Food sovereignty/ Food democracy) ทำให้คนที่เสียเปรียบในสังคมถูกใส่ใจมากเป็นพิเศษ เช่น การมีธนาคารอาหารสำหรับคนจน (Food bank) การสร้างระบบคูปองอาหารในฐานะสวัสดิการรูปแบบหนึ่ง การผลักดันเรื่องอิสรภาพทางเมล็ดพันธุ์
การชี้ให้เห็นความเปราะบางของระบบอาหารที่ถูกผูกขาดจากการอยู่ในมือบรรษัทอาหารไม่กี่แห่ง และการมองเห็นปัญหาของการขนส่งอาหารจากแหล่งผลิตที่ห่างไกลและผ่านพ่อค้าคนกลางหลายต่อ โดยเฉพาะที่เกิดขึ้นต่อความรับผิดชอบระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค และระหว่างมนุษย์กับระบบนิเวศน์ของเรา
ทิศทางเช่นนี้จึงเป็นการพาอาหารกลับบ้าน ซึ่งแม้ว่ายังต้องเดินทางต่ออีกไกล แต่หมุดหมายที่ปักไว้ก็นับว่าชัดเจนมากทีเดียว โดยหลายแห่งได้มีนวัตกรรมทางสังคมที่เรียกว่าสภานโยบายอาหาร (Food policy council) เกิดขึ้นแล้ว ซึ่งแทบทั้งหมดเห็นความสำคัญของระบบอาหารใกล้บ้านจากการที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นต่อความเปลี่ยนแปลงต่างๆ (Boossabong, Chamchong, & Promthed, 2025) โดยทิศทางนี้มองเกษตรและอาหารเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจแบบหมุนเวียน โดยเฉพาะการหันมาจัดการเศษอาหารและอาหารเหลือทิ้งเพื่อนำไปบริโภคต่อและแปลงเป็นปัจจัยการผลิตรอบใหม่ ซึ่งทำให้ห่วงโซ่อาหารเปลี่ยนจากเส้นตรงมาเป็นวงกลม มากกว่านั้น เรายังเริ่มเห็นผู้ประกอบการด้านเกษตรและอาหารพผุดขึ้นในเมืองคู่ขนานกับภาพที่เกษตรกรในชนบทที่เริ่มหมดแรง ซึ่งพวกเขามาเพื่อสร้างห่วงโซ่อาหารใหม่ที่สั้นลงกว่าเดิม
จากที่เล่ามา จะเห็นว่าเราเดินทางมาไกลเหลือเกิน ผ่านอุปสรรคมาก็มาก เจอทั้งเทพเจ้าและปีศาจ แต่ที่สำคัญคือเราต้องเรียนรู้และอย่าหลงทางอีก เพื่อจะได้พาอาหารกลับถึงบ้านเสียที
อ้างอิง:
- ปิยะพงษ์ บุษบงก์. (2558). ปลูกเมือง ปลูกชีวิต: แนวคิดและแนวทางการพัฒนาเกษตรในเมือง. มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน.
- วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ และสุริยนต์ ธัญกิจจานุกิจ. (2551). จากปฏิวัติเขียวสู่พันธุวิศวกรรม: บทเรียนสำหรับอนาคตเกษตรกรรมไทย. มูลนิธิชีววิถี.
- Boossabong, P. (2019). Governing Bangkok’s City Food System: Engaging Multi-Stakeholders for Smart, Sustainable and Inclusive Growth. Journal of City, Culture and Society, 16(1): 52-9.
- Boossabong, P. (2018). “Community-based Food Production”. Routledge Handbook of Urbanization in Southeast Asia, ed. Padawangi, Rita. London: Routledge, pp.451-8.
- Boossabong, P. (2017). “Food and Floods in the City: Lessons from Collaborative Governance within Policy Networks on Urban Agriculture in Bangkok”. Environmental Justice and Urban Resilience, ed. Allen, Adriana. London: Palgrave Macmillan.
- Boossabong, P., Chamchong, P., & Promthed, A. (2025). Inclusive planning and collaboration in support of disadvantaged groups: lessons from the urban food agenda in Chiang Mai, Thailand. Environment & Urbanization, 37(2): 597–615.
- Norberg-Hodge, H., Merrifield, T. and Gorelick, S. (2002). Bringing the Food Economy Home. Zed Books.
- Jacobs, J. (1969). The Economy of Cities. Vintage.
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




