ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรของไทย จะได้รับผลกระทบหลายด้าน จากสงครามในตะวันออกกลาง ทั้งจากปัจจัยการผลิต ค่าขนส่งและตลาด แต่สินค้าเกษตรที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในปี 69 คือ ข้าว เนื่องจากราคาในตลาดโลกไม่ขยับ แต่ต้นทุนเพิ่มขึ้นจากราคาปุ๋ยและน้ำมัน ในขณะที่ผลผลิตการเกษตรสำคัญอีก 4 ประเภท คือ อ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน แต่น้อยกว่า เนื่องจากราคาดีกว่าข้าว
ผลกระทบต่อแต่ละอุตสาหกรรมจะแตกต่างกันตามโครงสร้างต้นทุน ความเชื่อมโยงกับตลาดพลังงาน และตลาดส่งออกหลักของพืชแต่ละชนิด
สำหรับผลกระทบจากวิกฤติตะวันออกกลางต่อภาคเกษตรของไทยผ่าน 5 ด้าน คือ
- ราคาน้ำมัน
- ราคาปุ๋ยเคมี
- อุปสงค์จากตะวันออกกลาง
- ค่าระวางเรือและโลจิสติกส์
- เศรษฐกิจโลกหรืออุปสงค์โดยรวม

ราคาน้ำมันและปุ๋ยที่แพงขึ้น ทำให้เกษตรกรทั้ง 5 พืชได้รับผลเสียโดยรวม เกษตรกรทั้ง 5 พืชจะได้รับผลกระทบสุทธิเป็นลบ ในขณะที่โรงงานแปรรูปพืช 4 ชนิด ยกเว้นข้าวจะได้รับผลสุทธิเป็นบวก แต่ยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนสูงในหลายด้าน
SCB EIC ประเมินผลกระทบผ่านการวิเคราะห์ความอ่อนไหวของราคาสินค้าต่อราคาน้ำมันและ GDP โลก และผลกระทบของราคาน้ำมันและราคาปุ๋ยต่อโครงสร้างต้นทุน ภายใต้ 2 ฉากทัศน์ คือ
- กรณีฐานที่ราคาน้ำมันดิบ Brent เฉลี่ยทั้งปี 2026 อยู่ที่ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ราคาปุ๋ยเพิ่มขึ้นสูงกว่ากรณีปกติ 28.6 pp และ GDP โลกต่ำกว่ากรณีปกติ 0.2 pp
- กรณีรุนแรงที่ราคาน้ำมันเพิ่มเป็น 110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ราคาปุ๋ยเพิ่มขึ้นสูงกว่ากรณีปกติ 64.5 pp และ GDP โลกต่ำกว่ากรณีปกติ 0.9 pp
จากผลการประเมินพบว่า เกษตรกรผู้ปลูกพืช 5 ชนิดมีแนวโน้มได้รับผลกระทบสุทธิเป็นลบ โดยเกษตรกรผู้ปลูกข้าวจะได้รับผลกระทบหนักสุด ตามมาด้วยปาล์มน้ำมัน อ้อย มันสำปะหลังและยางพารา จากต้นทุนปุ๋ยและน้ำมันที่จะเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก จนหักล้างผลบวกด้านราคา
โรงงานแปรรูปได้ประโยชน์
ในทางตรงกันข้าม โรงงานแปรรูปยางพารา โรงงานน้ำตาล โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มและโรงงานแปรรูปมันสำปะหลัง จะได้รับผลกระทบสุทธิเป็นบวก จากผลของราคาที่จะเพิ่มขึ้น ทั้งนี้โรงงานสกัดปาล์มน้ำมัน จะได้รับผลบวกสุทธิมากที่สุดจากความเชื่อมโยงกับไบโอดีเซล รองลงมา คือ โรงงานแปรรูปมันสำปะหลังจากความต้องการเอทานอล โรงงานน้ำตาลจากราคาน้ำตาลโลกที่มีแนวโน้มสูงขึ้น และโรงงานยางพาราจากการถูกนำไปใช้ทดแทนยางสังเคราะห์
อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการกลุ่มนี้ยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนสูงในหลายด้าน ทั้งจากเศรษฐกิจโลก นโยบายพลังงานในประเทศ ต้นทุนการผลิตและต้นทุนการขนส่ง ขณะที่โรงสีข้าว เป็นผู้ประกอบการกลุ่มเดียวที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบสุทธิเป็นลบ เนื่องจากจะไม่ได้อานิสงส์ด้านราคาจากน้ำมันเหมือนสินค้าอื่น แต่กลับเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการผลิต ค่าระวางเรือ การพึ่งพาตลาดตะวันออกกลาง และการแข่งขันในตลาดโลกที่จะรุนแรงขึ้น
ส่วนผลกระทบจากราคาปุ๋ยเคมีที่สูงขึ้นต่อโรงงานแปรรูปสินค้าเกษตรจะอยู่ในระดับจำกัด เพราะแม้ราคาปุ๋ยจะเพิ่มขึ้น แต่ผลผลิตจะลดลงไม่มาก และผลกระทบโดยส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในปี 2027 เนื่องจากเกษตรกรในหลายพืช เช่น อ้อย มีการเก็บเกี่ยวผลผลิตไปแล้ว แต่ในทางตรงกันข้าม ราคาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้น จะกระทบต่อเกษตรกรค่อนข้างมาก เนื่องจากสัดส่วนต้นทุนปุ๋ยต่อต้นทุนรวมของเกษตรกรที่อยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง
ผู้ประกอบการต้องเตรียมรับมืออย่างไร?
วิกฤติตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเกษตรแต่ละประเภทในลักษณะที่แตกต่างกันส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเตรียมรับมือให้สอดคล้องกับโปรไฟล์ความเสี่ยงเฉพาะของตน ดังนี้ :
1) โรงงานสกัดปาล์มน้ำมัน ประเด็นสำคัญที่สุด คือ การติดตามนโยบายสูตรผสมไบโอดีเซลของภาครัฐอย่างใกล้ชิด เพราะการปรับสูตรผสมขึ้นจะส่งผลโดยตรงต่ออุปสงค์และราคาน้ำมันปาล์มดิบในประเทศ
2) โรงงานแปรรูปมันสำปะหลัง ควรยกระดับการเฝ้าระวังสัญญาณการชะลอตัวของ GDP โลก ซึ่งจะกระทบอุปสงค์ในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง รวมถึงต้องติดตามนโยบายส่งเสริม E20 ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางอุปสงค์เอทานอลในอนาคต
3) โรงงานน้ำตาล นอกจากต้องจับตาเศรษฐกิจโลกแล้ว ยังต้องติดตามแผนการผลิตของบราซิลอย่างใกล้ชิด เพราะการโยกกำลังการผลิตระหว่างน้ำตาลกับเอทานอลของบราซิลเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางราคาน้ำตาลโลก
4) โรงงานแปรรูปยางพารา ควรติดตามภาวะเศรษฐกิจโลกและอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเร่งกระจายตลาดส่งออกและขยายฐานลูกค้าไปยังอุตสาหกรรมอื่น เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาอุตสาหกรรมยานยนต์มากเกินไป
5) โรงสีข้าวและผู้ส่งออกข้าว จำเป็นต้องดำเนินการเชิงรุกในสองด้านพร้อมกัน คือ เร่งกระจายตลาดส่งออกออกจากตะวันออกกลาง และเร่งลดต้นทุนในกระบวนการผลิตและการดำเนินงาน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันท่ามกลางแรงกดดันด้านราคาและค่าขนส่ง
6) เกษตรกรผู้ปลูกพืช ควรให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนปัจจัยการผลิตมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านแนวทางอย่าง “ปุ๋ยสั่งตัด” หรือการผสมปุ๋ยให้เหมาะสมกับความต้องการของดินในแต่ละพื่นที่ รวมถึงการใช้ปุ๋ยอินทรีย์หรือวัสดุปรับปรุงดินร่วมกับปุ๋ยเคมี เพื่อลดการพึ่งพาปัจจัยนำเข้าและฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดินในระยะยาว
ภาครัฐควรเร่งช่วยอุตสาหกรรมข้าวก่อน
SCB EIC มองว่า ภาครัฐควรมีมาตรการดูแลเกษตรกรในทุกกลุ่มพืช โดยเฉพาะการช่วยลดต้นทุนปัจจัยการผลิตและยกระดับประสิทธิภาพการผลิต อย่างไรก็ดี หากต้องจัดลำดับความเร่งด่วน อุตสาหกรรมข้าวควรได้รับความช่วยเหลือเป็นอันดับแรก เนื่องจากเป็นกลุ่มเดียวที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบสุทธิเป็นลบ และยังเผชิญแรงกดดันพร้อมกันหลายด้าน ทั้งต้นทุนโลจิสติกส์ อุปสงค์จากตะวันออกกลาง และการแข่งขันในตลาดโลก
- ในระยะสั้น รัฐควรเร่งเปิดตลาดใหม่ผ่านการทูตเชิงพาณิชย์ เพื่อลดแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ควบคู่กับการส่งเสริมองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่ช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างเป็นรูปธรรมในทุกกลุ่มพืช เช่น ปุ๋ยสั่งตัดและเกษตรแม่นยำ เพื่อช่วยให้เกษตรกรบริหารต้นทุนที่ผันผวนได้ดีขึ้น
- ในระยะยาว รัฐควรเร่งยกระดับยุทธศาสตร์ข้าวไทยจากสินค้าโภคภัณฑ์เพื่อการบริโภคทั่วไป ไปสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูงและวัตถุดิบเชิงนวัตกรรม โดยถอดบทเรียนจากประเทศที่ประสบความสำเร็จอย่างญี่ปุ่น
ทั้งการสนับสนุนงานวิจัยเพื่อนำข้าวไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงในอุตสาหกรรมยา เวชสำอาง และอาหารเฉพาะทาง ตลอดจนการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวสำหรับการใช้งานเฉพาะ เช่น อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ เพื่อช่วยลดการพึ่งพาตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ที่แข่งขันด้านราคาสูง และสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างยั่งยืนในระยะยาววิกฤติตะวันออกกลางไม่ใช่ข่าวร้ายในระดับเดียวกันสำหรับทุกสินค้าเกษตรไทย สินค้าที่เชื่อมโยงกับตลาดพลังงานหรือสามารถได้อานิสงส์จากการใช้ทดแทนวัตถุดิบจากปิโตรเลียม เช่น ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง น้ำตาลและยางพารา มีแนวโน้มได้รับแรงหนุนด้านราคา ขณะที่ข้าวยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุน โลจิสติกส์ และการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดโลก
ดังนั้น ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการมองว่า “สงครามทำให้ราคาพืชเกษตรขึ้นหรือลง” แต่ต้องมองให้ลึกไปถึงโครงสร้างความเชื่อมโยงของแต่ละอุตสาหกรรม ว่าเชื่อมกับตลาดพลังงานมากน้อยเพียงใด พึ่งพาตลาดปลายทางใด และมีความสามารถในการรับมือกับต้นทุนที่ผันผวนได้มากแค่ไหน เพราะในโลกที่ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็น “ความปกติใหม่”
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




