ตามนโยบายด้านการเกษตรของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา ยังมุ่งเน้นไปที่การลดภาระและเพิ่มรายได้ของเกษตรกรเป็นสำคัญ รวมทั้งเรื่องที่ดินทำกินของเกษตรกรในพื้นที่สำนักงานปฏิรูปที่ดิน(สปก.) และที่ดินในการดูแลของกระทรวงกลาโหม
เกษตรกรมีหนี้สูง
ระบบเศรษฐกิจคือภาคการเกษตร ประชากรจำนวนไม่น้อยของประเทศไทยกว่า 10 ล้านคน หรือราว 1 ใน 3 ของก าลังแรงงาน อยู่ในภาคนี้ที่ทำงานหนักเพื่อเลี้ยงชีพ แต่กลับสะท้อนออกมาเป็นมูลค่าเพียงร้อยละ 7 ต่อ GDP ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ารูปแบบการทำการเกษตรที่ยังคงพึ่งพาวัฏจักรธรรมชาติและมีประสิทธิภาพของผลผลิตต่ำแต่ค่าใช้จ่ายในการผลิตมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้เกษตรกรไทยมีหนี้สินเฉลี่ยครัวเรือนละกว่า 3 แสนบาท
นโยบายเร่งด่วนพักหนี้ 3 ปี
นโยบายแรก คือ การแก้ปัญหาหนี้สินทั้งในภาคเกษตร ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน รัฐบาลจะลดภาระพี่น้องเกษตรกรด้วยการพักหนี้เกษตรกรตามเงื่อนไขและคุณสมบัติที่เหมาะสม รวมถึงมาตรการช่วยประคองภาระหนี้สินและต้นทุนทางการเงินสำหรับภาคประชาชนที่ครอบคลุมถึงผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ให้ได้มีโอกาสในการฟื้นตัวและกลับมาดำเนินธุรกิจได้อีกครั้ง นอกจากนี้รัฐบาลจะมีมาตรการ ในการแก้ไขปัญหาหนี้สินของกลุ่มอื่น ๆ ภายใต้ปรัชญาที่จะไม่ขัดต่อวินัยทางการเงินและไม่ทำให้เกิดภาวะภัยทางจริยธรรม (Moral Hazard) ของผู้มีภาระหนี้สิน
ตลาดนำ-นวัตกรรมเสริม-เพิ่มรายได้
สำหรับประชาชนในภาคการเกษตร รัฐบาลจะสร้างรายได้ในภาคการเกษตรโดยใช้หลักการ ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ โดยการสนับสนุนการเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพของภาคการเกษตรควบคู่ไปด้วยกัน จะมีการบูรณาการองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพเพื่อตอบสนองต่อความต้องการน้ำในแต่ละพื้นที่ ใช้การบริหารจัดการแปลงเกษตร
ด้วยนวัตกรรมเกษตรแม่นยำ (Precision Farming) การวิจัย พัฒนาพันธุ์ เพื่อเพิ่มผลผลิตและเพิ่มมูลค่าผลตอบแทนต่อไร่ให้สูงขึ้น ตลอดจนการหาตลาดให้สินค้าเกษตรได้ขายในราคาที่เหมาะสม สนับสนุนให้เปลี่ยนแปลงการปลูกพืชให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติและเศรษฐกิจ และการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรให้มีมูลค่าสูงขึ้น
นอกจากนี้ รัฐบาลจะฟื้นชีวิตอุตสาหกรรมประมงให้กลับมาเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของประชาชนอีกครั้งด้วยการแก้ไขข้อกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายให้เหมาะสมอันเป็นการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลให้อยู่กับประเทศอย่างยั่งยืน การบริหารจัดการภาคการเกษตรที่ครบถ้วนทุกด้านตั้งแต่ดิน น้ำ พันธุ์พืชพันธุ์สัตว์กลไกราคา แหล่งเงินทุน นวัตกรรม และกรรมสิทธิ์ที่ดินของเกษตรกรผู้ปลูกพืช ผู้เลี้ยงปศุสัตว์ และกลุ่มประมง มีเป้าหมายทำให้รายได้ของเกษตรกรทั้งประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญภายในระยะเวลา 4 ปี
ใช้ประโยชน์ที่ดินกองทัพ
ภายใต้นโยบาย “พัฒนาร่วมกับกองทัพ” รัฐบาลจะนำพื้นที่ของหน่วยทหารที่เกินความจำเป็นมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชน โดยเฉพาะการใช้เพื่อการเกษตร การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค การเพิ่มพูนความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ และการใช้เป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อสนับสนุนการสร้างรายได้การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและการสร้างความเข้มแข็งด้านสังคมของประเทศ

สงครามในตะวันออกกลาง ทำให้เกิดความเสี่ยงด้านอาหาร เมื่อต้นทางปุ๋ยไนโตรเจนผ่านช่องแคบฮอร์มุซสะดุดลง อีกทั้งขั้นตอนผลิตต้องพึ่งพาเมล็ดพันธุ์และเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ขณะที่ต้องพึ่งพาจากการนำเข้าและส่งออก ทำให้เผชิญความเสี่ยงมากยิ่งขึ้น "ปิยะพงษ์ บุษกงก์"เสนอว่าต้องกลับไปหานโยบาย "นำอาหารกลับบ้าน"

การแก้ปัญหา “ไฟป่าและฝุ่นควันข้ามแดน” มีความยุ่งยากและซับซ้อน จากการถอดบทเรียนของภในพื้นที่นำร่อง “สาละวิน” ชี้ให้เห็นว่าความร่วมมือระหว่างคนสองแผ่นดินมีความสำคัญในการแก้ปัญหา และไม่สามารถแก้ได้ด้วยการ “ห้ามเผา” แต่ต้องมีมาตรการเสริม เพื่อสร้างฐานด้านเศรษฐกิจ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการแก้ปัญหาอย่างได้ผล

จังหวัดระยองถือหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์ของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นเมืองที่มีคำถามด้านการจัดการทรัพยากร และผลกระทบจากมลพิษจากนิคมอุตสาหกรรมเต็มพื้นที่ โดยเฉพาะการฟื้นฟูป่าชายเลนที่มีอยู่ 12,757 ไร่ นับเป็นความท้าทายอย่างมาก
