“แนวกันไฟร่วมใจ 2 แผ่นดินสาละวิน” เป็นโครงการความร่วมมือระหว่างชุมชนไทยกับคะเรนนี เมียน เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาไฟป่าและหมอกควันข้ามแดน นับว่าเป็นความพยายามในการแก้ปัญหาร่วมกัน ไม่ใช่การกล่าวโทษว่าใครเป็นต้นเหตุ เพราะในพื้นที่ชายแดนมีความซับซ้อนมากกว่าที่คนภายนอกจินตนาการ
ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และภาคี ลงทำกิจกรรมในพื้นที่ ที่ อรัญญา ศิริผล ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เรียกว่า “Thai–Karenni P2P-CBFIM Model” คือ รูปแบบความร่วมมือระดับชุมชนไทย–คะเรนนีในการจัดการไฟโดยมีชุมชนเป็นฐาน และเป็นกลไกความร่วมมือข้ามแดนระดับพื้นที่ที่ช่วยคลี่คลายข้อจำกัดของความร่วมมือระหว่างรัฐบาล ผ่านการทำงานร่วมกันของชุมชน เครือข่ายท้องถิ่น และภาคประชาสังคม เพื่อป้องกัน ควบคุม และลดผลกระทบจากไฟป่าและหมอกควันข้ามแดน
หลังจากลงภาคสนามเพื่อ “ถอดบทเรียน” เมื่อ 9 ก.ค. 69 วันต่อมา 10 ก.ค. มีการประชุม “สร้างกลไกความร่วมมือทางเศรษฐกิจพื้นที่สาละวิน เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นควันข้ามแดน” ที่อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับความร่วมมือจากการทำงานเชิง เผชิญเหตุ ไปสู่การสร้าง กลไกเศรษฐกิจสีเขียว ที่สามารถแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นควันข้ามแดนได้อย่างยั่งยืนที่ระดับโครงสร้าง
อ่านเพิ่มเติม:ฝุ่นควันข้ามแดน : ส่องโมเดล “แนวกันไฟร่วมใจ 2 แผ่นดินสาละวิน” (1)
กิจกรรมนี้จัดโดย มูลนิธิสภาลมหายใจภาคเหนือ ภายใต้การสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สภาลมหายใจลุ่มแม่น้ำโขง และ โครงการแนวกันไฟร่วมใจ 2 แผ่นดิน (แม่สะเรียง–สาละวิน)

มีผู้เข้าร่วมมาจากหลายภาคส่วน ทั้งภาคประชาสังคม หน่วยงานภาครัฐ เช่น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน อุทยานแห่งชาติสาละวิน และฝ่ายปกครอง ภาควิชาการและผู้เชี่ยวชาญจากพื้นที่ ภาคเอกชนโดยเฉพาะหอการค้าเชียงใหม่และหอการค้าแม่ฮ่องสอน ตลอดจนเครือข่ายชุมชนในพื้นที่ เช่น บ้านแม่เจ บ้านแม่เหลอ และบ้านโพซอ รวมถึงองค์กรภาคประชาชนกะเหรี่ยงอย่าง Karen Environmental and Social Action Network (KESAN) ซึ่งขับเคลื่อน อุทยานสันติภาพสาละวิน (Salween Peace Park) ในพื้นที่รัฐกะเหรี่ยง และมูลนิธิภูมิปัญญาชาติพันธุ์
การประชุมมีข้อเสนอร่วมกันว่า การแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันในพื้นที่สาละวินไม่ควรถูกจำกัดอยู่ที่มาตรการ ห้ามเผา หรือการบริหารจัดการเฉพาะฤดูไฟป่า แต่ควรขยายไปสู่การสร้าง ฐานเศรษฐกิจทางเลือก ที่ทำให้ชุมชนมีรายได้จากการดูแลป่า การรักษาพื้นที่สีเขียว และการลดแรงจูงใจในการใช้ไฟในระบบการผลิตเดิม
มีการแลกเปลี่ยนในเชิงแนวคิดและเชิงปฏิบัติ โดยนำเสนอภาพรวมแนวทางแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันสาละวินในปี 2570 อภิปรายเรื่อง Airshed การขยายผล แนวกันไฟสองแผ่นดิน ตลอดจนหารือเรื่อง กิจกรรมทางเศรษฐกิจสองแผ่นดิน ทั้งด้านการค้า การท่องเที่ยว การเกษตร และ SME ชุมชนชายแดน
ปัญหาไฟป่าในฐานะปัญหาเชิงโครงสร้าง
ข้อสะท้อนจากผู้เข้าร่วมประชุมชี้ว่า ปัญหาไฟป่าในพื้นที่สาละวินมีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกับหลายมิติ ทั้งด้านนโยบาย การบริหารจัดการ กฎหมาย งบประมาณ และบริบทสังคมการเมืองชายแดน ปัญหาสำคัญที่ถูกกล่าวถึง ได้แก่ ข้อจำกัดเชิงนโยบายและการบริหาร เช่น การเปลี่ยนแปลงบุคลากร การโยกย้ายกำลังคน และการจัดการแบบคลัสเตอร์ที่ยังไม่ต่อเนื่อง ความไม่ต่อเนื่องของงบประมาณ บางปีไม่ได้รับงบประมาณโดยตรง ขณะที่บุคลากรถูกโยกไปทำงานพื้นที่อื่น

การใช้นโยบาย “สั่งห้ามเผา” แบบเบ็ดเสร็จจากส่วนกลางหรือฝ่ายปกครอง ซึ่งไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงของพื้นที่ การที่คำสั่งห้ามเผาไปขัดกับแผนการจัดการเชื้อเพลิงเดิมของจังหวัด เช่น แผนจัดการเชื้อเพลิง 2 ช่วง ซึ่งไม่สามารถดำเนินต่อได้เมื่อมีคำสั่งห้ามเผา ปัจจัยทางสังคมและการเมือง เช่น ความไม่พอใจต่อหน่วยงานรัฐหรือป่าไม้ ซึ่งอาจนำไปสู่การแอบเผาเพื่อต่อต้านรัฐ
การที่ชาวบ้านบางส่วนยังจำเป็นต้องใช้ไฟในระบบการผลิตเดิม ขณะที่ในอีกด้าน ปัญหาก็ยังเชื่อมโยงกับความซับซ้อนของพื้นที่ชายแดนไทย–เมียนมา โดยเฉพาะเรื่องการค้าชายแดน ศุลกากร การระบุแหล่งที่มาของสินค้า และการสร้างตลาดให้กับสินค้าและระบบเศรษฐกิจที่ไม่พึ่งพาการเผา
แนวคิดหลักที่ที่ประชุมร่วมกันผลักดัน
- จาก “เผชิญเหตุ” สู่ “การแก้ที่รากเหง้า” ที่ประชุมเสนอให้เปลี่ยนกรอบการทำงานจากการรับมือไฟป่าเฉพาะหน้า ไปสู่การพัฒนา คุณภาพชีวิตและฐานเศรษฐกิจชุมชน ที่ช่วยลดแรงกดดันต่อทรัพยากร ลดการเผา และสร้างความยั่งยืนในระยะยาว
- การสร้าง “เศรษฐกิจสีเขียวสองแผ่นดิน” ข้อเสนอสำคัญ คือ การพัฒนา เศรษฐกิจสีเขียวสองแผ่นดิน เพื่อเชื่อมโยงพื้นที่สองฝั่งสาละวินทั้งในมิติของ การค้า การท่องเที่ยว เกษตรทางเลือก วัฒนธรรม สินค้าอัตลักษณ์ การอนุรักษ์ป่าการสร้างรายได้จากการดูแลพื้นที่ แนวคิดนี้ถูกมองว่า จะเป็นกลไกที่เชื่อม ลมหายใจ คุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และการลดไฟ เข้าด้วยกัน
- การยกระดับจากพื้นที่สู่ระดับจังหวัดและนโยบาย หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่า แนวคิดดังกล่าวควรถูกผลักดันให้เข้าไปอยู่ในแผนจังหวัด กระบวนการจัดทำงบประมาณของจังหวัด กลไกคณะกรรมการอากาศสะอาด ความร่วมมือเชิงนโยบายภายใต้กฎหมายอากาศสะอาด ความร่วมมือระหว่างหอการค้า ภาคประชาสังคม และหน่วยงานรัฐ
ข้อเสนอและมุมมองจากภาคีที่เข้าร่วม
การประชุมร่วมกันครั้งนี้ มีข้อเสนอจากภาคีที่เข้ามาร่วมกันแก้ปัญหา โดยผู้เข้าร่วมมีข้อเสนอที่สามารถนำไปสู่การแก้ปัญหาได้ ดังนี้
KESAN และอุทยานสันติภาพสาละวิน ตัวแทนองค์กรนำเสนอประสบการณ์การจัดการป่าร่วมกับชุมชนในพื้นที่รัฐกะเหรี่ยง โดยย้ำว่า แนวทาง “คนอยู่กับป่า” สามารถสร้างผลลัพธ์ด้านการอนุรักษ์ได้จริง ผลผลิตสำคัญจากการดูแลป่าของกลุ่ม คือ น้ำผึ้ง ซึ่งเป็นรายได้ที่เกิดจากการรักษาป่า เนื่องจากการเลี้ยง “ผึ้งโพรง” จำเป็นต้องรักษาพื้นที่ไม่ให้ไฟเข้าในป่า
อย่างไรก็ตาม การนำน้ำผึ้งเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยยังติดข้อจำกัดด้านกฎหมายและอำนาจการกำกับดูแลของหน่วยงานในพื้นที่ จึงจำเป็นต้องออกแบบความร่วมมือข้ามพรมแดนให้สอดคล้องกับผู้มีอำนาจจริงในพื้นที่ฝั่งตรงข้าม
หอการค้าแม่ฮ่องสอน เสนอให้ผลักดันพื้นที่ ห้วยผึ้ง ห้วยต้นนุ่น ขุนยวม และเสาหิน เป็นด่านถาวรหรือด่านผ่อนปรนที่ยืดหยุ่นกว่านี้ เพื่อรองรับการค้าและโลจิสติกส์ แต่ติดข้อจำกัดด้านกฎหมาย เพราะบางพื้นที่อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ทำให้การขยายถนนและโครงสร้างพื้นฐานทำได้ยาก ฝั่งเมียนมายังมีศักยภาพด้านสินค้า เช่น กาแฟ และ อะโวคาโด รวมทั้งมีโอกาสในการเชื่อมโยงการค้า การท่องเที่ยว วัฒนธรรม และเศรษฐกิจชายแดน จึงมีข้อเสนอให้ผลักดันแนวคิด กะเหรี่ยงสองแผ่นดิน และ เศรษฐกิจสีเขียวสองแผ่นดิน ไปสู่ระดับจังหวัด
ยอมรับว่า พื้นที่แม่ฮ่องสอนมีความซับซ้อนมาก เพราะเกี่ยวข้องกับ 3 รัฐในฝั่งเมียนมา ได้แก่ คะยา กะเหรี่ยง และฉาน จึงไม่อาจทำงานได้ในระดับรัฐส่วนกลาง
สภาลมหายใจภาคเหนือ เห็นว่า โครงการเศรษฐกิจสีเขียวสองแผ่นดินควรถูกบรรจุในแผนงานของหน่วยงานต่าง ๆ อย่างจริงจัง และอาจต้องมีการจัดทำ MOU ระหว่างภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นฐานในการผลักดันการลดภาษีสินค้านำเข้าและอำนวยความสะดวกด้านการค้า
แม้จะมองว่า แนวทางนี้เป็นทางออกที่ยั่งยืน แต่ก็ยอมรับว่า มีอุปสรรคสำคัญ ไม่ว่า การปลดล็อกภาษีนำเข้า เงื่อนไขของหน่วยงานป่าไม้และป่าอนุรักษ์ รวมถึงข้อจำกัดในการนำผลผลิตอย่าง บุก ออกนอกพื้นที่
การพัฒนาคุณภาพชีวิตควบคู่การลดไฟ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรจากโครงการหลวง สะท้อนว่า การลดไฟและฝุ่นควันต้องดำเนินไปพร้อมกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนแม่สะเรียง งานที่ผ่านมาเชื่อมโยงกับการติดตั้งไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ การขุดบ่อ การติดตั้งปั๊มโซลาร์เซลล์ การพัฒนาระบบสื่อสาร การใช้ ว.แดง และเสาขยายสัญญาณ ตลอดจนการพัฒนา super อสม. ซึ่งช่วยให้ชุมชนเข้าถึงน้ำสะอาด พลังงาน และการสื่อสารได้ดีขึ้น
ในด้านเศรษฐกิจ มีการส่งเสริมอาชีพและพืชทางเลือกหลายชนิด ได้แก่ การเลี้ยงสัตว์ เช่น ไก่และหมู บุกไข่ ซึ่งขายสดได้กิโลกรัมละประมาณ 27 บาท และหากฝานแห้งจะได้เกือบ 60 บาท งาขาว งาดำ งาขี้ม้อน และการผลิตน้ำมันงา ซึ่งส่งออกได้ราคาประมาณถังละ 1,600 บาท การทอผ้า ฝ้ายเปลี่ยนเผา พืชพื้นถิ่น เช่น ห่อทีหล่า/เฮาะที, เอื้องแซะ, หอมเหลืองสล่าเชียงตอง, พริกกะเหรี่ยงแม่กองคา คุณสุรเดชเน้นว่า บุกไข่ เป็นตัวอย่างสำคัญของพืชที่เชื่อมเศรษฐกิจกับการรักษาป่า เพราะปลูกใต้ร่มไม้และไม่เอื้อต่อการเผา แต่ยังติดปัญหากฎหมายเรื่องแหล่งที่มาและการจำหน่าย ทำให้บางกรณีต้องหันไปขาย เม็ดบุก แทน
หอการค้าเชียงใหม่ เสนอแนวทางค้นหาและพัฒนาสินค้าที่มีศักยภาพเป็น GI หรือ “สินค้า 1 เดียวในโลก” เช่น ผ้าทอ หอมเหลือง เอื้องแซะ พร้อมผลักดันการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างสองแผ่นดิน ไทย–เมียนมา นอกจากนี้ ยังเห็นว่า กฎหมายอากาศสะอาด ในอนาคตอาจเป็นเครื่องมือสำคัญในการผลักดันโครงการเศรษฐกิจสีเขียวสองแผ่นดินให้เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในมิติของ “ฝ้ายเปลี่ยนเผา” งานวัฒนธรรม การสร้างเวทีความร่วมมือ การพัฒนาสินค้า ระบบขนส่ง ศุลกากร ภาษี ความมั่นคง และการผลักดันสินค้า GI
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน เห็นว่า การดำเนินงานครั้งนี้เป็นมิติใหม่ของการแก้ปัญหาหมอกควันไฟป่าและหมอกควันข้ามแดน เพราะเปลี่ยนจากแนวทางเดิมไปสู่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนขึ้น ส่วนเรื่อง บุก ยังเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตกในทางกฎหมาย แม้จะเป็นพืชที่มีศักยภาพสูง ปัจจุบันเขตรักษาพันธุ์ฯ ได้สนับสนุนกล้าไม้และกล้าบุกให้ครัวเรือน และพยายามผลักดันการปลูกบุกผ่านกิจกรรมร่วมกับชุมชน ซึ่งอาจเป็นทางเลือกสำคัญในการลดหมอกควัน
ฝ่ายปกครองอำเภอแม่สะเรียง ปลัดอำเภอแม่สะเรียงสะท้อนว่า ที่ผ่านมาเคยสนับสนุน การเลี้ยงผึ้ง ซึ่งเป็นสินค้าที่อ่อนไหวต่อควันและไฟ แต่เมื่อจะนำผลผลิตออกจากพื้นที่ กลับติดปัญหาว่าไม่สามารถ Declare แหล่งที่มา ได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม หากสามารถส่งเสริมการเลี้ยงผึ้งควบคู่กับการดูแลระบบนิเวศ ก็จะช่วยทั้งการรักษาป่า การลดไฟ การสร้างรายได้ และการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยมองว่าการประชุมครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการหาทางออกอย่างเป็นระบบ
รศ.ดร.อรัญญา ศิริผล เสนอให้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวสองแผ่นดินอย่างเป็นรูปธรรม โดยเริ่มจากพืชและผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพ เช่น พริก กระเทียม งา ในพื้นที่ฝั่งคะเรนนี รวมถึง หอมเหลืองสล่าเชียงตอง ที่สามารถขยายพันธุ์และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เด่นของแม่สะเรียงได้ พื้นที่เป้าหมาย เช่น แม่เจ แม่เหลอ ขุนแม่สอง และสล่าเชียงตอง พร้อมเสนอให้วางระบบ นิเวศเกษตร การฟื้นฟูพื้นที่เผาไหม้ซ้ำซาก และการยกระดับพืชท้องถิ่นจากผลผลิตธรรมชาติหรืออาหารพื้นบ้าน ไปสู่ สินค้าเกษตร สินค้าแปรรูป และสินค้าอัตลักษณ์ ที่เชื่อมโยงกับการลดการเผา การรักษาป่า และการสร้างรายได้
ทสจ.แม่ฮ่องสอน ระบุว่า จะนำประเด็นจากที่ประชุมไปหารือกับจังหวัด เพื่อใช้ในการวางแผน ขับเคลื่อนแผน และวางงบประมาณ แต่ก็สะท้อนข้อจำกัดว่า งบประมาณระดับจังหวัดต้องวางล่วงหน้าประมาณ 2 ปี
ความจำเป็นของการทำงาน “ท้องถิ่นสู่ท้องถิ่น”
อีกข้อเสนอสำคัญ คือ การขยับความร่วมมือจากกรอบ รัฐต่อรัฐ ไปสู่ ท้องถิ่นสู่ท้องถิ่น และ ประชาสังคมสู่ประชาสังคม มากขึ้น โดยเฉพาะในบริบทชายแดนที่การทำงานผ่านรัฐบาลกลางเพียงอย่างเดียวมีข้อจำกัดสูง
ภาคีที่อาจมีบทบาทในแนวทางนี้ ได้แก่ GIZ, MIZZIMA, หอการค้าเชียงใหม่, หอการค้าแม่ฮ่องสอน, ภาคประชาสังคม, กลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ และเครือข่ายกะเหรี่ยงสองฝั่ง
เศรษฐกิจสีเขียวสองแผ่นดินในฐานะเครื่องมือแก้ปัญหาไฟ
ที่ประชุมเห็นร่วมกันว่า เศรษฐกิจสีเขียวสองแผ่นดิน สามารถเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างทางเลือกทางเศรษฐกิจที่ไม่พึ่งพาการเผา โดยเชื่อมโยงสินค้า การผลิต และการดูแลป่าเข้าด้วยกัน
แนวทางนี้ไม่ได้มุ่งสร้างรายได้อย่างเดียว แต่ต้องทำให้สินค้าแต่ละชนิดมี เรื่องราว คุณค่าทางวัฒนธรรม ความเชื่อมโยงกับการดูแลป่า และมีข้อเท็จจริงรองรับว่า ช่วยลดไฟและรักษาคุณภาพอากาศได้
ข้อจำกัดสำคัญของการค้าชายแดนและการพัฒนาสินค้า
แม้พื้นที่สาละวินจะมีศักยภาพด้านสินค้าและเศรษฐกิจสูง แต่การพัฒนาสินค้าและการค้าชายแดนยังเผชิญข้อจำกัดสำคัญ ได้แก่
- ด้านกฎหมายและพื้นที่ พื้นที่ชายแดนบางส่วนอยู่ในเขตอนุรักษ์หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและด่านโลจิสติกส์ทำได้ยาก การนำผลผลิตบางชนิดออกจากพื้นที่ติดข้อกฎหมาย การระบุแหล่งที่มาของสินค้ายังเป็นปัญหาใหญ่
- ด้านศุลกากรและการค้าชายแดน สินค้าหลายชนิดไม่สามารถ Declare ได้ ขาดระบบรับรองแหล่งที่มาที่ชัดเจน กลไกนำเข้า–ส่งออกยังไม่ชัด การค้าฝั่งเมียนมามีข้อจำกัดจากโครงสร้างอำนาจและสถานการณ์การเมือง พื้นที่สาละวินเกี่ยวข้องกับหลายกลุ่มอำนาจ ไม่ได้มีเพียงรัฐส่วนกลางของเมียนมา
- ด้านนโยบายและงบประมาณ นโยบายห้ามเผาที่ยังไม่ยืดหยุ่น งบประมาณไม่ต่อเนื่อง การจัดทำงบจังหวัดต้องล่วงหน้า 2 ปี การเปลี่ยนแปลงผู้บริหารและบุคลากรทำให้การทำงานขาดเสถียรภาพ
- ด้านศักยภาพชุมชน ชุมชนยังขาดทักษะด้านการตลาดและการจัดการเศรษฐกิจ การขนส่งผลผลิตจากพื้นที่ห่างไกลทำได้ยาก ต้องพัฒนาศักยภาพคนรุ่นใหม่เพื่อรองรับการขับเคลื่อนงานในระยะยาว
กลุ่มสินค้าและพืชทางเลือกที่ถูกเสนอเป็นฐานเศรษฐกิจลดการเผา
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ที่ประชุมเสนอพืชและผลิตภัณฑ์หลายกลุ่มที่สามารถพัฒนาเป็นฐานเศรษฐกิจทางเลือก ดังนี้
กลุ่มสินค้าที่เชื่อมโยงกับการรักษาป่า
- น้ำผึ้งและการเลี้ยงผึ้งโพรง ซึ่งต้องอาศัยป่าที่สมบูรณ์และปลอดไฟ
- บุก บุกไข่ บุกทราย ซึ่งเป็นพืชใต้ร่มไม้ ช่วยรักษาป่าและลดการเผา แต่ยังติดข้อกฎหมายเรื่องพื้นที่ปลูกและแหล่งที่มา
- เห็ดลม ซึ่งมีการรับรู้แหล่งที่มาเชิงชุมชน แต่ยังติดข้อจำกัดด้านกฎหมายและการสำแดงแหล่งที่มา

กลุ่มพืชและผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ท้องถิ่น
- หอมเหลืองสล่าเชียงตอง ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะพื้นที่ ราคาประมาณกิโลกรัมละ 70 บาท
- พริกกะเหรี่ยงบ้านแม่กองคา ที่มีลักษณะเด่น คือ เผ็ดร้อนในคอ แต่ประสบปัญหาการถูกผสมกับพริกจากแหล่งอื่น
- เพาะที / เพาะทีลา / ห่อทีหล่า / เฮาะที พืชท้องถิ่นที่แปรรูปเป็นผงปรุงรสหรือ “ผงชูรสกะเหรี่ยง” ปลูกได้บริเวณริมห้วย และมีตลาดรองรับ
- เอื้องแซะ กล้วยไม้ท้องถิ่นที่มีมูลค่าสูง สามารถสกัดเย็นได้ราคาประมาณ 1 ซีซี 500 บาท
กลุ่มพืชเศรษฐกิจและหัตถกรรม
- กาแฟ อะโวคาโด งาขาว งาดำ งาขี้ม้อน น้ำมันงา ฝ้ายเปลี่ยนเผา ผ้าทอ การเลี้ยงสัตว์ เช่น ไก่และหมู
สินค้าเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นทางเลือกในการสร้างรายได้ที่ลดการพึ่งพาระบบการผลิตที่เกี่ยวข้องกับการเผา
กลุ่มทรัพยากรพิเศษและศักยภาพในอนาคต
- ไม้สักลายไทย ที่บ้านห้วยหมูเน่า ซึ่งเหลือประมาณ 5 ต้น
- สินค้าพื้นบ้านที่อาจพัฒนาเป็น GI เส้นทางท่องเที่ยว วัฒนธรรม และเศรษฐกิจสองแผ่นดิน

ข้อเสนอเชิงนโยบายและแนวทางดำเนินงานต่อ
จากการประชุม สามารถสรุปข้อเสนอสำคัญได้ 9 ประการ ได้แก่
- ผลักดัน เศรษฐกิจสีเขียวสองแผ่นดิน ให้เป็นวาระร่วมของหลายหน่วยงาน
- พัฒนาตลาดและเรื่องราวของสินค้าให้เชื่อมกับการรักษาป่า การลดการเผา และคุณภาพอากาศ
- ผลักดันสินค้าอัตลักษณ์และสินค้า GI ของพื้นที่แม่สะเรียง–สาละวิน
- ปลดล็อกข้อจำกัดด้านกฎหมายและศุลกากรสำหรับสินค้าป่าและสินค้าเกษตรชุมชน
- ผลักดันกลไก MOU / แผนจังหวัด / กฎหมายอากาศสะอาด เพื่อรองรับความร่วมมือ
- พัฒนาความร่วมมือแบบ ท้องถิ่นสู่ท้องถิ่น และ ประชาสังคมสู่ประชาสังคม
- สร้างกำลังคนรุ่นใหม่ผ่านทักษะอาชีพ การศึกษาแบบยืดหยุ่น และองค์ความรู้ใหม่
- เชื่อมการอนุรักษ์ป่า การท่องเที่ยว วัฒนธรรม และเศรษฐกิจชุมชนเข้าด้วยกัน
- ยกระดับการจัดการไฟในระดับภูมิทัศน์และข้ามพรมแดน เช่น แนวกันไฟสองแผ่นดิน ดูน้อยลง
ที่มา: aranya siriphon
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




