“แนวกันไฟร่วมใจ 2 แผ่นดินสาละวิน” นับเป็นโครงการที่มีความสำคัญในมิติสิ่งแวดล้อมและป้องกันภัยพิบัติหมอกควันข้ามแดนในเขตลุ่มน้ำสาละวิน ซึ่งครอบคลุมบริเวณชายแดนระหว่าง จ.แม่ฮ่องสอน และประเทศเมียนมา ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าอุดมสมบูรณ์ แต่ประสบปัญหาไฟป่าและหมอกควันเป็นประจำทุกปีในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งส่งผลกระทบทั้ง 2 ประเทศ
ปัญหาไฟป่าจึงไม่ใช่ปัญหาเขตแดนทางภูมิศาสตร์ จึงเกิดแนวคิด “ผืนป่าเดียวกัน” ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งสองประเทศ จึงเกิดความร่วมมือทำแนวกันไฟในจุดเสี่ยงข้ามแดนเพื่อสกัดกั้นไม่ให้ไฟป่าลุกลาม ในพื้นที่นำร่องแถบลุ่มน้ำสาละวิน โดยเริ่มบูรณาการร่วมกันตั้งแต่ปี 2567
อรัญญา ศิริผล ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถอดบทเรียนกิจกรรม “แนวกันไฟร่วมใจ 2 แผ่นดินสาละวิน” โดยเดินทางไป ณ จุดผ่อนปรนการค้าชายแดน บ้านเสาหิน ตำบลเสาหิน อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เมื่อ 9 ก.ค. 69
การทำงานครั้งนี้ เรียกชื่อรูปแบบ ว่า “Thai–Karenni P2P-CBFIM Model” คือ รูปแบบความร่วมมือระดับชุมชนไทย–คะเรนนีในการจัดการไฟโดยมีชุมชนเป็นฐาน และเป็นกลไกความร่วมมือข้ามแดนระดับพื้นที่ที่ช่วยคลี่คลายข้อจำกัดของความร่วมมือระหว่างรัฐบาล ผ่านการทำงานร่วมกันของชุมชน เครือข่ายท้องถิ่น และภาคประชาสังคม เพื่อป้องกัน ควบคุม และลดผลกระทบจากไฟป่าและหมอกควันข้ามแดน
การประชุมครั้งนี้ ทีมวิจัยนำเสนอข้อมูลผลลัพธ์ แสดงผ่านแผนที่ดาวเทียม คืนข้อมูลให้ 10 ชุมชนและภาคีเครือข่ายร่วมกันพิจารณา โดยข้อสรุปร่วมกันจากเวที เห็นว่าความร่วมมือนี้ได้ดำเนินมาถูกทาง ทั้งการบริหารเชื้อเพลิงตามหลักวิชาการในจุดที่จำเป็นและในเวลาที่สมควร และการเฝ้าระวังไม่ให้ไฟข้ามแนวถนนเข้าสู่เขตไทย ถือว่าเกิดผลในทางปฏิบัติ

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมได้ถอดบทเรียนปัญหาและอุปสรรคที่มีอยู่ และเห็นควรบันทึกไว้เป็นข้อมูล สำหรับพัฒนาปรับปรุงในปีถัดไป
อรัญญา บอกว่า มีผลสัมฤทธิ์ 2 เรื่อง คือ
- การบริหารจัดการเชื้อเพลิงตามหลักวิชาการ (แนวดำ) ในช่วงเวลาที่เหมาะสม (10 มี.ค) ที่ยังระบายอากาศได้ดีอยู่ ทำไป 6 จุดๆ ละ 30 นาทีในเขตป่าไผ่ในร่องห้วยต่องละ สามารถลดเชื้อเพลิงไปได้มาก ส่งผลให้ลดจุดความร้อนหลัง 10 มี.ค.-กลาง เม.ย. อย่างชัดเจนเทียบกับปี 68 และไฟไม่ลามรุนแรงขึ้นเขาข้ามเข้ามายังผาตั้ง ฝั่งไทยที่ทุกปีมักจะเอาไม่อยู่หากลามขึ้นดอย
- เมื่อพิจารณาภาพหัวไฟ ก็จะเห็นว่า แนวถนนที่ใช้เป็นแนวกันไฟ และคนคะเรนนี 5 บ้านช่วยป้องกันไม่ให้ไฟข้ามถนนมา ก็พอจะเป็นไปได้ ยังมีลามบ้าง แต่น้อยลง

ปัญหาอุปสรรคที่กลุ่มชุมชนสะท้อนให้ฟังเพื่อการปรับปรุงปีต่อไป มีดังนี้
1) บทเรียนจากชุมชนฝั่งไทย
บ้านเสาหิน บทเรียนของผู้นำชุมชนบ้านเสาหิน พบว่า ในการทำงานที่ผ่านมา ชุมชนประสบปัญหาในการประสานกับหน่วยเฝ้าระวังไฟป่า ซึ่งเป็นหน่วยที่รับงบประมาณจากกรมอุทยานฯ เนื่องจากหน่วยดังกล่าวรับผิดชอบดูแลเฉพาะพื้นที่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ขณะที่ในพื้นที่บ้านเสาหินยังมีเขตป่าสงวนจำนวนมากที่เกิดไฟทุกปี กลุ่มชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ต้องเข้าไปดูแล แต่กลับพบปัญหาว่า ไม่ได้รับงบประมาณสำหรับการจัดทำแนวกันไฟ ค่าอาหาร ค่าน้ำมันสำหรับเครื่องเป่าลม ค่าน้ำมันรถมอเตอร์ไซต์ เป็นต้น
สำหรับการทำไร่หมุนเวียนและการทำไร่ข้าวโพด ชุมชนได้รับการแจ้งห้ามเผา และชาวบ้านส่วนใหญ่ให้ความร่วมมืออย่างดี แต่ก็มีกรณีลักลอบเข้าป่าหาของป่าใช้ไฟ และกลายเป็นสาเหตุเกิดไฟในพื้นที่ แต่ผู้นำชุมชนได้พยายามประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง-ขอความร่วมมือให้ชาวบ้านช่วยกันดับไฟให้มอดสนิททุกครั้งหากต้องใช้ไฟ

สำหรับแผนการทำงานในปีถัดไป ชุมชนเสนอว่า อยากได้การสนับสนุนกำลังคนจากพิทักษ์ (อส.อส.) หรือ ชรบ. หรือมีงบประมาณจากจังหวัดเข้ามาเพิ่มเติม เนื่องจากที่ผ่านมาไม่เคยได้รับงบฯ เพราะพื้นที่จำนวนมากอยู่ในเขตป่าสงวน
ในประเด็นนี้ ทีมวิจัยให้ข้อมูลว่า พื้นที่ป่าสงวนได้รับการถ่ายโอนภารกิจให้กับองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) แล้ว งบที่ อบต. ได้จะต้องนำมาจัดสรรให้ชุมชน จึงเสนอว่า ในปีหน้าบ้านเสาหินจะต้องประสานกับ อบต. เพื่อขอให้ท้องถิ่นนำ “งบอุดหนุนทั่วไป” ที่ได้รับจากสำนักงบฯ มาร่วมจัดทำแผนชุมชน เพื่อใช้เป็นฐานยื่นของบฯจากอบต. และเพื่อให้การจัดสรรงบแต่ละพื้นที่เหมาะสม ทำงานได้ประสิทธิภาพมากขึ้น
สำหรับบ้านเสาหิน ประเด็นด้านงบประมาณกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้เกิดความตึงเครียดในชุมชน เนื่องจากหน่วยเฝ้าระวังภายใต้งบของอุทยานฯ ซึ่งได้รับค่าตอบแทนรายบุคคลเดือนละ 9,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน ขณะที่มาดึงเอางบค่าดำเนินการจากโครงการอีก 15,000 บาทไปใช้ในการปฏิบัติงานด้วย จึงทำให้เกิดข้อกังวลเกี่ยวกับขอบเขตและความเหมาะสมของการใช้งบประมาณ
สถานการณ์ในลักษณะเดียวกันยังพบในบ้านห้วยปูและบ้านห้วยเดื่อ ซึ่งมีข้อสังเกตการใช้งบค่าดำเนินการ 15,000 บาท จากกิจกรรมแนวกันไฟร่วมใจสองแผ่นดิน โดยหน่วยเฝ้าระวังไฟป่าเข้าใจว่า งบดังกล่าวสามารถใช้สำหรับการดำเนินงานด้านการดับไฟ — ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการทบทวนความเข้าใจร่วมกันเรื่องการจัดสรรและการใช้จ่ายงบประมาณ ที่หน่วยเฝ้าระวังไม่ควรเหมาว่า ทุกภารกิจที่เกี่ยวข้องกับไฟป่าจะต้องไปรวมศูนย์อยู่ที่หน่วยเฝ้าระวังทั้งหมด ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการขับเคลื่อนงาน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ชุมชนไม่ได้รับงบสนับสนุนจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และยังต้องพึ่งพาความร่วมมือและจิตอาสาของชาวบ้านเป็นหลัก
อย่างไรก็ดี ผู้นำชุมชนบ้านห้วยปูและบ้านห้วยเดื่อระบุว่า ในปีนี้สถานการณ์ไฟของบ้านตัวเองลดลงจากปีก่อน เนื่องจากมีการแจ้งเตือนชาวบ้านและเกษตรกรอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการเผาป่าและการเผาข้าวโพดในระบบไร่หมุนเวียน ทำให้ชาวบ้านส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือ และมักดำเนินการเผาเฉพาะในช่วงเวลาที่ภาครัฐอนุญาต
บ้านอูนุ ผู้นำชุมชนอธิบายการใช้งบประมาณค่าดำเนินการ 15,000 บาทว่า ได้นำไปซื้อแบตเตอรี่และโซลาร์เซลล์ของชุมชน ใช้เป็นค่าน้ำมันรถมอเตอร์ไซต์ เครื่องเป่าลมและเงินที่เหลือใช้ในเป็นค่าอาหาร เครื่องดื่มสำหรับกิจกรรมทำแนวกันไฟ ส่วนระบบไร่หมุนเวียน ชาวบ้านทุกคนทำแนวกันไฟของตนเอง แต่ยังเกิดเหตุไฟลามขึ้น 2 ครั้ง แม้ว่าจะควบคุมสถานการณ์ได้ แต่ปัญหาหลักที่พบ คือ ไฟลามจากพื้นที่อื่นเข้ามาในพื้นที่ของตน
ส่วนบ้านจอปร่าคี และบ้านปอหมื่อ เดินทางมาไม่ได้ เนื่องจากสภาพถนน ฝนตก และระยะทางไกล

2) บทเรียนจากชุมชนฝั่งคะเรนนี
บ้านหัวจิต ผู้นำชุมชนสะท้อนว่า ในฤดูไฟป่าที่ผ่านมา แม้ในชุมชนจะมีการประกาศห้ามเผา แต่ชาวบ้านจำนวนหนึ่งยังคงเผาตามเดิม ไม่ค่อยฟังคำห้าม บางครั้งพูดจาไม่เหมาะสมกับผู้ปฏิบัติงาน อีกทั้งยังมีชาวบ้านบางส่วนขาดความเข้าใจต่อการทำงานของทีม ที่ผ่านมา ช่วงเผชิญเหตุ พบปัญหาซับซ้อน เช่น ทีมงานเข้าไปดับไฟด้านหน้า ก็มีคนแอบจุดไฟด้านหลัง และเมื่อไปดักคุมด้านหลัง คนก็กลับไปเผาด้านหน้าอีก ไฟส่วนใหญ่มักลุกไหม้อยู่ในป่า และบางกรณี ไม่ทันสังเกต ทำให้เข้าดับไฟได้ไม่ทัน
แนวทางแก้ไขที่ชุมชนเสนอสำหรับปีถัดไป คือ การเพิ่มการประชาสัมพันธ์เรื่องไฟให้มากขึ้น หากชาวบ้านมีความจำเป็นต้องเผา จะขอให้เผาหลังเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป นอกจากนี้ ยังต้องมีการพูดคุยกับบ้านตองละ (ติดกับบ้านหัวจิต) เพื่อขอความร่วมมือไม่ให้เผา เนื่องจากมีกรณีไฟไหม้ข้ามเขตเข้ามาในพื้นที่ และจะต้องพูดคุยกับชาวบ้านให้เกิดความเข้าใจร่วมกันมากขึ้น
บ้านห้วยทราย เจอปัญหาไฟป่าทุกปีและควบคุมได้ยาก สาเหตุมาจากการที่ชาวบ้านเข้าป่าไปหาของป่า แม้จะพูดคุยทำความเข้าใจแล้วก็ตาม ประเด็นนี้ สาเหตุหนึ่งมาจากการบริหารจัดการเชื้อเพลิงของชาวบ้าน ซึ่งทำให้ไฟหลุดเข้ามาในบริเวณที่เกินแนวกันไฟที่เคยร่วมกันทำเอาไว้ ข้อเสนอสำคัญสำหรับปีถัดไป คือ บริเวณนี้น่าจะขยายแนวกันไฟเพิ่มอีกนิดและบริหารเชื้อเพลิงทำแนวดำไปก่อนได้
บ้านห้วยทราย เป็นจุดที่มีไฟป่าข้ามแนวกันไฟเข้ามายังฝั่งไทยปีนี้ เหตุเพราะเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลฝั่งโน้นทำการเผาเพื่อสร้างแนวกันไฟป้องกันโรงพยาบาล แต่ไฟกลับลุกลาม และทีมดับไฟมีไม่พอ อีกทั้งฝั่งไทยไม่ได้รับการแจ้งเตือนล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ (ปัญหาเรื่องการสื่อสาร ไม่มีอินเทอร์เน็ต โทรศัพท์ วิทยุสื่อสารที่ยังไม่รู้ว่า จะแก้อย่างไร)

บ้านเหลอตอ และบ้านหัวพระ หมู่บ้านทำงานร่วมกับหมู่บ้านป่ากล้วยซึ่งเป็นหมู่บ้านข้างเคียง และสามารถป้องกันไม่ให้ไฟลามเข้ามาในพื้นที่ได้
ข้อสังเกตจากผู้ว่าแม่แจ้ะ บริเวณฝั่งตองละมีชาวบ้านบางกลุ่มที่ประกอบอาชีพล่าสัตว์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุของการเกิดไฟ ดังนั้น ในปีหน้าช่วงฤดูไฟป่า จะมีการเรียกชาวบ้านกลุ่มดังกล่าวเข้ามาอบรมและสร้างการรับรู้ร่วมกัน เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น
3) การหารือแนวทางดำเนินงานในปีถัดไป
ข้อเสนอเรื่องรายได้และการไม่ใช้ไฟ ทีมวิจัยเสนอว่า การแก้ไขปัญหาไฟป่าไม่ได้มุ่งเฉพาะเรื่องการควบคุมหรือห้ามเผาเท่านั้น แต่อยากจะคิดต่อไปถึง แนวทางการสร้างรายได้และความมั่นคงทางอาหารให้กับชุมชน โดยเฉพาะการหาของป่าหรือใช้ประโยชน์จากทรัพยากรโดยไม่ต้องอาศัยการเผา
หากสามารถเพิ่มมูลค่าของผลผลิตหรือทรัพยากรในท้องถิ่นได้ ก็จะช่วยลดแรงจูงใจในการใช้ไฟเพื่อหาของป่าหรือล่าสัตว์ และทำให้ชุมชนมีความมั่นคงทางอาหารมากยิ่งขึ้น
ข้อเสนอจากสภาลมหายใจภาคเหนือ ระบุว่า ปัจจุบันมีแนวทางความร่วมมือระหว่างหอการค้ากับรัฐกะเหรี่ยงในการจำหน่ายน้ำผึ้ง โดยติดโลโก้ที่สื่อถึงการดูแลป่า จึงอยากสอบถามชาวบ้านในรัฐคะเรนนีว่า มีผลผลิตอะไรอีกบ้างที่สามารถพัฒนาไปสู่การจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้ และเป็นฐานของความร่วมมือร่วมกันในอนาคต
ข้อเสนอจากหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ เสนอว่า เนื่องจากตำบลเสาหินมีด่านศุลกากรอยู่ จึงควรใช้ศักยภาพดังกล่าวในการฟื้นฟูการค้าชายแดน โดยเฉพาะการสนับสนุนพืชหรือผลผลิตทดแทนที่ไม่ต้องใช้ไฟ เช่น น้ำผึ้งป่ากลอทูเล ซึ่งเป็นสินค้าที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเผาป่า และอาจช่วยลดจุดความร้อนได้ในระดับหนึ่ง พร้อมทั้งสร้างรายได้ให้กับชาวบ้าน
ในแง่นี้ ชุมชนคะเรนนี ก็เสนอว่า เขามีพืชที่มีศักยภาพ คือ พริกกะเหรี่ยง งาดำ และกระเทียม ที่อยากจะใช้เพิ่มรายได้ ดังนั้น หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ มองว่า ในระยะต่อไป จะหารือกับหน่วยงานศุลกากรเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการยกเว้นภาษีนำเข้า การกำหนดอัตราภาษี และกลไกการนำเข้า-ส่งออก เพื่อให้การค้าระหว่างกันสามารถเป็นเครื่องมือสนับสนุนพื้นที่ปลอดการเผา หรือพื้นที่ที่มีการควบคุมการเผาอย่างมีประสิทธิภาพ
ข้อคิดเห็นจากทหารพรานที่ 36 ผู้บังคับการ เห็นว่า การทำงานในปีนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการลดไฟตามแนวชายแดน และเป็นพื้นฐานความร่วมมือข้ามแดนในการแก้ไขปัญหาไฟป่าให้ลดลงในอนาคต ขณะเดียวกัน การเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรก็ถือเป็นการเสริมกำลังใจ และช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต ลดการใช้ไฟ และนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของชุมชน โดยคาดหวังว่าในปีหน้าชุมชนทั้งสองฝั่งจะมีความร่วมมือในการจัดการปัญหาไฟป่าได้มากยิ่งขึ้น
ข้อคิดเห็นจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน หัวหน้าขสป. มองว่า ในปีนี้กลุ่มป่าสาละวินไม่ติด 1 ใน 10 ของพื้นที่ที่มีปัญหารุนแรงที่สุด แม้จะยอมรับว่า ปีนี้เป็นปีที่หนักหน่วงและเต็มไปด้วยแรงกดดันจากการทำงานภายใต้ข้อจำกัดหลายด้าน แต่ก็เห็นว่า การทำงานที่ผ่านมาในปีนี้ไม่ได้ต่อสู้เพียงลำพัง เพราะมีหน่วยงานจำนวนมากเข้ามาหนุนเสริม ทั้งทีมวิจัย สภาลมหายใจ ชุมชน และ ทพ.36 ซึ่งมีส่วนสำคัญในการจุดประกายและขับเคลื่อนความร่วมมือในพื้นที่
ส่วนปัญหาและอุปสรรคสำคัญยังคงอยู่ที่เรื่องการสื่อสาร ถือเป็นความท้าทายเฉพาะของพื้นที่ชายแดน ทั้งในประเด็นไฟป่า หมอกควัน และหมอกควันข้ามแดน ซึ่งรู้สึกขอบคุณภาคประชาสังคม ภาควิชาการ และผู้นำ หน่วยงานทั้งสองฝั่งที่เข้ามาร่วมทำงานและสนับสนุนกลไกการป้องกันแก้ไขปัญหาไฟป่าในพื้นที่
ข้อคิดเห็นจากตัวแทน ทสจ.แม่ฮ่องสอน ระบุว่า ในปี 2569 จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีจุดความร้อนเกิดขึ้นถึง 13,221 จุด ซึ่งนับว่าเป็นตัวเลขที่สูง สะท้อนข้อจำกัดของการทำงานในพื้นที่ ทั้งด้านภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และปัจจัยเชิงโครงสร้างอื่น ๆ
ดังนั้น จะกลับไปเสนอทางจังหวัดให้พยายามยกระดับการทำงานให้เข้มข้นขึ้น และจะเสนอให้จังหวัดพิจารณาเรื่องการบรรจุงบประมาณไว้ในแผนจังหวัด รวมถึงเพิ่มงบประมาณในพื้นที่เสี่ยงให้เหมาะสมยิ่งขึ้นในปีหน้า
4) สรุปผลการถอดบทเรียนและการคืนข้อมูลแก่ชุมชน
ในช่วงสรุปผลและคืนข้อมูลแก่ชุมชนและผู้เกี่ยวข้อง ผู้ว่าแม่แจ้ะกล่าวว่า รู้สึกยินดีที่ได้เข้าร่วมประชุม และเห็นว่า การทำงานที่ผ่านมาโดยภาพรวมถือว่า ลุล่วงไปด้วยดี อย่างไรก็ตาม หากได้รับการสนับสนุนจากภาควิชาการมากขึ้น โดยเฉพาะงบประมาณเพิ่มเติม แม้เพียงเล็กน้อยก็จะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากการปฏิบัติงานจริงมีค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ทั้งค่าน้ำมัน ค่าอาหาร เครื่องดื่ม และอุปกรณ์
ขณะที่คนคะเรนนีไม่ได้มีเงินมากนัก อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องการสื่อสาร เพราะบางพื้นที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ รวมถึงกำลังคนก็ยังไม่เพียงพอ โดยในอดีตแต่ละหมู่บ้านเคยมีทีมดับไฟป่าหมู่บ้านละ 5 คน
ในตอนท้าย ทีมวิจัยได้สรุปประเด็นสำคัญของกิจกรรม ดังนี้
ประเด็นเรื่องงบประมาณ ยังคงเป็นความหนักใจสำคัญของทุกฝ่าย แต่ทีมงานจะพยายามหาแหล่งสนับสนุนเพิ่มเติมจากผู้ใหญ่ใจดี ภาคเอกชน และแหล่งอื่น ๆ เพื่อช่วยชุมชน รวมทั้งอยากขอความร่วมมือจาก ทสจ.แม่ฮ่องสอน ให้นำประเด็นดังกล่าวเข้าสู่การหารือกับผู้บริหารจังหวัด โดยคาดหวังให้นำเข้าแผนของจังหวัดในปีถัดไป ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องการจัดการไฟเพียงอย่างเดียว แต่อาจเชื่อมโยงกับเรื่องการส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียวเพื่อลดการเผาทั้งสองฝั่งแผ่นดิน เป็นต้น
ในปีหน้า ทีมงานจะยังคงขับเคลื่อนงานอย่างต่อเนื่อง รูปแบบ “Thai–Karenni P2P-CBFIM Model” ทั้งในด้านกิจกรรมจัดการไฟและการสร้างทางเลือกทางเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน โดยจะประสานกับหอการค้า หน่วยงานเกษตรอำเภอ และพัฒนาที่ดิน ภาควิชาการ เพื่อขับเคลื่อนแนวทางต่าง ๆ เช่น การปลูกพืชอื่นทดแทนพืชที่เผา หรือการพัฒนาสินค้าที่ช่วยรักษาสภาพแวดล้อมป่าและคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ ซึ่งเป็นแนวทางที่จับต้องได้และช่วยให้มองเห็นภาพการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม
ภาคีเครือข่ายเป็นจุดสำคัญของความร่วมมือในปีนี้ และเชื่อว่าเราจะยังคงร่วมทำงานกันต่อไป ไม่ว่าจะเป็น กรมทหารพรานที่ 36 (ทพ.36) สภาลมหายใจภาคเหนือ ขสป.สาละวิน และหน่วยงานอื่น ๆ ที่มีบทบาทสำคัญอย่างต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ ยังได้ฝากไปยัง ส.อบต. ให้พิจารณานำเรื่องงบประมาณของท้องถิ่น ไปหารือกับ อบต. เพื่อจัดทำแผนด้านการป้องกันไฟป่าให้แก่พื้นที่ที่ อบต.ได้รับการถ่ายโอนภารกิจมาด้วย โดยเฉพาะอยากให้จัดงบลักษณะ “กองกลาง” เพื่อการบริหารจัดการมากกว่าการจ้างรายคน ให้เป็นค่าใช้จ่ายดำเนินการสำหรับดูแลป่าและป้องกันไฟ ซึ่งจะเป็นแนวทางที่ดีสำหรับการทำงานในอนาคต

ปีหน้า ยังจะมีการดำเนินการต่อ แต่หากจะให้เกิดความยั่งยืน และสามารถแก้ปัญหาไฟข้ามแดนได้อย่างเป็นรูปธรรมในระยะยาว ก็อยากเพิ่มเติมประเด็นดังต่อไปนี้
1. เพิ่มภาคีเครือข่ายและกลุ่มภาคเอกชนเพื่อระดมทุน ปีนี้เราจัดหางบ 10 ชุมชน เป็นค่าดำเนินการบ้านละ 15,000 บาทตั้งแต่ต้นเริ่มงาน เพื่อให้สามารถใช้เป็นค่าน้ำมัน ค่าอาหาร และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ และกำหนดไว้ว่า หากทำได้สำเร็จ คือไม่มีไฟขึ้น ไม่มีไฟข้าม ก็จะให้รางวัลอีกบ้านละ 35,000 บาท แต่เนื่องจากผู้จัดทำเอง (ทีมวิจัย) ก็ประสบปัญหา และผลการดำเนินงานยังมีไฟข้ามอยู่ ทำให้ไม่สามารถหาเงินจากภาคเอกชนมาสมทบได้ตามที่ตั้งใจ ทำได้เพียงมีเงินบางส่วนสำหรับจัดซื้อของเพื่อให้กำลังใจชาวบ้านที่ได้ร่วมทำงานกันมาอย่างดีเพียงเท่านั้น
2. อยากเห็นภาคเอกชนเข้ามาร่วมมากขึ้น ดังนั้น ในปีหน้าอยากเห็นภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นในท้องถิ่นหรือจากเชียงใหม่ เข้าร่วมด้วยช่วยกัน ชาวบ้านไม่ได้ต้องการเงินจำนวนมาก แต่ต้องการการสนับสนุนในลักษณะ PES (payment for ecosystem service) หากท้องถิ่น คหบดีแม่สะเรียง คนแม่ฮ่องสอน และภาคเอกชนเชียงใหม่เข้ามาร่วมด้วย ก็จะเป็นเรื่องที่ดี เพราะบริเวณนี้เป็น airshed ต้นลมในช่วงเดือนมีนาคม–เมษายน ซึ่งพัดฝุ่นควันเข้าสู่พื้นที่ด้านล่าง คือ อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอนและเชียงใหม่
3. การบริหารจัดการเชื้อเพลิงแบบควบคุม ปีหน้า การบริหารจัดการเชื้อเพลิงแบบควบคุม เชิงพื้นที่และเวลาที่เหมาะสม และต้องทำประกาศลง FireD หรืออะไรก็ตามให้สาธารณะรับทราบ เป็นเรื่องที่ควรทำต่อ จากการทดลองแปลงป่าไผ่ที่ร่องห้วยต่องละจำนวน 6 จุด ซึ่งได้ผลดี ทำให้เราเข้าใจธรรมชาติของป่าผลัดใบบริเวณนี้มากขึ้นว่า หากจะเผาตามหลักวิชาการ ควรดำเนินการในช่วงเดียว คือ ตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางเดือนมีนาคม ก่อนที่การระบายอากาศจะปิด จนไม่สามารถดำเนินการได้
4. การดูแลไฟไม่ให้ข้ามเขตโดยใช้ถนนเป็นแนวกันไฟ เรื่องการที่ฝั่งคะเรนนีดูแลไฟไม่ให้ข้ามเขต โดยใช้ถนนฝั่งคะเรนนีเป็นแนวกันไฟไปในตัวนั้น ปีนี้ พบว่า ไฟข้ามน้อยลงอย่างมาก โดยเกิดขึ้นเพียง 2 จุดเท่านั้น (ดูแผนที่ประกอบ) สิ่งที่จะทำต่อไป ตามที่ผู้ว่าแม่แจ๊ะได้กล่าวไว้ คือ จะเน้นการประชาสัมพันธ์และการทำความเข้าใจ ควบคู่ไปกับการสร้างแรงจูงใจเรื่องการเพิ่มรายได้ ซึ่งน่าจะเป็นจุดที่สามารถมองหาความร่วมมือกันต่อไปได้
5. ผลักดันโครงการเข้าสู่แผนยุทธศาสตร์จังหวัด ขยับขอให้ ทสจ.มส ประสานกับทางจังหวัด เพื่อลองปรับแผนยุทธศาสตร์จังหวัด และนำโครงการแนวกันไฟร่วมใจสองแผ่นดินเข้าสู่แผน เพื่อผลักดันงบประมาณให้สามารถทำงานได้ต่อเนื่องและยั่งยืน
6. ขับเคลื่อนเรื่องการเพิ่มรายได้ให้ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยฝั่งคะเรนนี ปัญหาจะอยู่ที่ความวุ่นวายเรื่องการนำเข้าวัตถุดิบ เช่น พริก กระเทียม และงาดำ จึงมีข้อเสนอให้ทำแปรรูป ติดตราผลิตภัณฑ์จากในพื้นที่ แล้วนำเข้าในรูปแบบสินค้าแปรรูป ซึ่งหากจะทำเช่นนี้ จะต้องใช้พลังในการจัดการสูงมาก ส่วนฝั่งไทย 5 บ้าน น่าจะมีความยากน้อยกว่า หากสามารถหาผลิตภัณฑ์เกษตรที่เหมาะสมได้
7. การขยายผลไปยังฝั่งรัฐกะเหรี่ยง ปีหน้า นอกจากฝั่งคะเรนนีแล้ว จะได้ไปดำเนินการกับทางฝั่งรัฐกะเหรี่ยงริมแม่น้ำสาละวิน โดยใช้โมเดลเดียวกัน
ที่มา: aranya siriphon
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




