สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานภาวะสังคมไทยไตรมาสองปี2569 ถึงสถานการณ์ในโลกออนไลน์ที่พบปัญหา “การล่อลวงเด็กผ่านสื่อออนไลน์ หรือ Online Grooming” แตกต่างออกไปจากโลกความเป็นจริง เพราะไม่ได้เริ่มต้นจากคำข่มขู่หรือการบังคับ หากอาจเริ่มจากการพูดคุย การแสดงความใส่ใจ และการทำให้เด็กรู้สึกว่า “มีใครสักคนเข้าใจ” ก่อนที่ผู้ไม่ประสงค์ดีจะค่อย ๆ สร้างความไว้วางใจ เพื่อนำไปสู่การแสวงหาประโยชน์ในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งการชักจูงให้มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม การหลอกลวงเอาทรัพย์สิน และการล่วงละเมิดทางเพศ
ด้วยเหตุนี้ Online Grooming จึงเป็นความเสี่ยงรูปแบบใหม่ที่ประเทศไทยควรเร่งพัฒนากลไกในการป้องกันและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เพื่อให้เท่าทันภัยในโลกดิจิทัลที่มีความซับซ้อนมากขึ้น
โลกออนไลน์ พื้นที่ใหม่ที่ผู้ไม่ประสงค์ดีเข้าถึงเด็กได้ง่ายขึ้น
โลกออนไลน์ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของเด็กและเยาวชน ทั้งในด้านการเรียนรู้ การติดต่อสื่อสาร และความบันเทิง ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า ในปี2562 สัดส่วนเด็กและเยาวชนอายุ 6–24 ปีที่ใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นจาก 86.3 % เพิ่มเป็น 98.2 % ในปี 2567
ขณะเดียวกัน ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ในปี 2568 ประเทศไทยมีบัญชีผู้เล่นเกมประมาณ 42.5 ล้านบัญชี เพิ่มขึ้น 1.2 % จากปีก่อนหน้า โดย Gen Z เป็นกลุ่มผู้เล่นที่ขยายตัวสูงสุด การใช้งานออนไลน์ที่แพร่หลายจึงเพิ่มโอกาสให้ผู้ไม่ประสงค์ดีสามารถเข้าถึงเด็กผ่านการล่อลวงออนไลน์ หรือ Online Grooming และนำไปสู่การแสวงหาประโยชน์ในรูปแบบต่าง ๆ
สำนักงานตำรวจแห่งชาติรายงานว่า ในปี 2567 มีคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กผ่านอินเทอร์เน็ต 346 คดี เพิ่มขึ้น 3.8 เท่าจากปี 2562 โดยเด็กอายุ 8–14 ปีเป็นกลุ่มที่ตกเป็นเหยื่อมากที่สุด ขณะที่มูลนิธิกระจกเงาพบว่า ในปี 2568 มีกรณีเด็กหายที่เกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์จำนวน 19 คน เพิ่มขึ้นจาก 11 คนในปี 2567
ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ภัยออนไลน์อาจไม่ได้จบลงเพียงบนหน้าจอ แต่สามารถนำไปสู่ความเสียหายและอันตรายที่เกิดขึ้นกับเด็กในชีวิตจริงได้
จากการสร้างความไว้วางใจสู่การควบคุมเด็ก
Online Grooming มักไม่ได้เริ่มต้นด้วยการคุกคามอย่างชัดเจน หากแต่เป็นกระบวนการที่ค่อยเป็นค่อยไป โดยผู้กระทำผิดพยายามทำให้เด็กรู้สึกว่าอีกฝ่ายเป็น “เพื่อน” หรือ “คนที่เข้าใจ” ก่อนจะค่อย ๆ พัฒนาความสัมพันธ์ไปสู่การควบคุมและแสวงหาประโยชน์
จากงานศึกษาของ O’Connell (2003) และ Levano (2020) สามารถสรุปกระบวนการสำคัญได้ 5 ขั้นตอน ดังนี้
- การเข้าหาเด็ก
ผู้กระทำผิดอาจเข้าไปอยู่ในแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เด็กนิยมใช้ และเลือกเป้าหมายจากข้อมูลที่เด็กเปิดเผยไว้ เช่น การแสดงความรู้สึกโดดเดี่ยวหรือการขาดคนดูแลอย่างใกล้ชิด จากนั้นจึงเริ่มต้นด้วยการพูดคุยเรื่องทั่วไปในลักษณะเป็นมิตร ก่อนชักชวนให้ย้ายจากพื้นที่สาธารณะไปพูดคุยกันเป็นการส่วนตัว
- การสร้างความสัมพันธ์
เมื่อเด็กเริ่มคุ้นเคย ผู้กระทำผิดจะพยายามแสดงความเข้าอกเข้าใจและใส่ใจปัญหาของเด็ก เช่น ปัญหาครอบครัวหรือการถูกกลั่นแกล้งในโรงเรียน จนเด็กเกิดความรู้สึกผูกพันและมองว่าอีกฝ่ายเป็นที่พึ่งพาทางจิตใจได้
- การประเมินความเสี่ยง
ผู้กระทำผิดจะพยายามประเมินว่าเด็กสามารถพูดคุยได้โดยไม่มีใครเห็นหรือไม่ เช่น สอบถามว่าเด็กอยู่บ้านคนเดียวหรือไม่ ใครสามารถเข้าถึงโทรศัพท์หรืออ่านข้อความได้บ้าง ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ผู้กระทำผิดประเมินโอกาสที่จะถูกผู้ปกครองหรือบุคคลอื่นตรวจพบ
- การสร้างความสัมพันธ์พิเศษ
เมื่อเด็กเริ่มไว้วางใจ ผู้กระทำผิดอาจทำให้เด็กรู้สึกว่าอีกฝ่ายเป็น “คนพิเศษ” หรือเป็นเพียงคนเดียวที่เข้าใจเด็ก พร้อมทั้งขอให้เก็บความสัมพันธ์ไว้เป็นความลับ วิธีการดังกล่าวอาจทำให้เด็กค่อย ๆ แยกตัวออกจากคนรอบข้าง และเพิ่มอำนาจในการควบคุมของผู้กระทำผิด
- การแสวงหาผลประโยชน์
บทสนทนาอาจเปลี่ยนไปสู่เรื่องเพศ โดยเริ่มจากคำถามที่ดูเหมือนไม่มีพิษภัย ก่อนขอรูปภาพหรือวิดีโอส่วนตัว ชักชวนให้แสดงพฤติกรรมทางเพศผ่านกล้อง ไปจนถึงการนัดพบเพื่อล่วงละเมิดทางเพศ หากเด็กพยายามยุติความสัมพันธ์ ผู้กระทำผิดอาจนำภาพ วิดีโอ หรือข้อมูลส่วนตัวมาข่มขู่เรียกเงิน หรือขู่ว่าจะเผยแพร่ให้ครอบครัว เพื่อน หรือสาธารณชนรับรู้
ทั้งนี้ กระบวนการดังกล่าวไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นครบทุกขั้นตอนหรือเป็นลำดับเดียวกันเสมอไป แต่หัวใจสำคัญคือ การใช้ความไว้วางใจเป็นเครื่องมือเพื่อลดการระวังตัวของเด็ก ก่อนเปลี่ยนความสัมพันธ์ไปสู่การควบคุมและแสวงหาประโยชน์
ช่องว่างสำคัญไม่ได้อยู่ที่ “ความรู้” เพียงอย่างเดียว
แม้เด็กจำนวนมากจะตระหนักว่าการติดต่อหรือพบปะบุคคลแปลกหน้าผ่านอินเทอร์เน็ตมีความเสี่ยง แต่ยังพบช่องว่างระหว่างการรับรู้ความเสี่ยงกับพฤติกรรมจริง
รายงาน Disrupting Harm in Thailand โดยมูลนิธิเพื่อยุติการแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็ก (ECPAT) องค์การตำรวจสากล (INTERPOL) และกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) พบว่า เด็ก 58.0 % เห็นว่าการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว
เช่น ชื่อ ที่อยู่ หรือหมายเลขโทรศัพท์ แก่บุคคลแปลกหน้าทางออนไลน์เป็นพฤติกรรมที่มีความเสี่ยงสูง แต่เด็ก 47.0 %กลับเคยเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว และ 10.0 %เคยนัดพบบุคคลที่รู้จักเป็นครั้งแรกผ่านอินเทอร์เน็ต โดยในกลุ่มนี้มากกว่า 50.0 % ระบุว่ารู้สึกตื่นเต้นหรือมีความสุขจากการพบปะ
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า การป้องกัน Online Grooming ไม่สามารถมุ่งเน้นเพียงการให้ความรู้แก่เด็กว่า “อะไรคือความเสี่ยง” เท่านั้น แต่จำเป็นต้องทำความเข้าใจด้วยว่า เหตุใดเด็กจึงอาจตัดสินใจไว้วางใจบุคคลที่รู้จักผ่านโลกออนไลน์ แม้จะตระหนักถึงความเสี่ยงอยู่แล้ว
ดังนั้น การสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กและเยาวชนจึงควรครอบคลุมทั้งทักษะการใช้สื่ออย่างปลอดภัย การรู้เท่าทันกลวิธีการสร้างความไว้วางใจ การรู้จักตั้งขอบเขตในความสัมพันธ์ออนไลน์ ตลอดจนการรู้ว่าควรขอความช่วยเหลือจากใครเมื่อพบสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัย
Online Grooming เป็นภัยที่อาศัย “ความสัมพันธ์” มากกว่าการใช้กำลัง และความอันตรายของมันอยู่ตรงที่ผู้กระทำผิดอาจทำให้เด็กมองภัยคุกคามเป็นเพียงมิตรภาพหรือความใส่ใจในช่วงแรก
การป้องกันจึงไม่ควรเป็นเพียงหน้าที่ของเด็กหรือครอบครัว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ปกครอง โรงเรียน แพลตฟอร์มออนไลน์ หน่วยงานภาครัฐ และสังคมโดยรวม เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมดิจิทัลที่เด็กสามารถเรียนรู้และเติบโตได้อย่างปลอดภัย
การทำให้เด็ก “รู้เท่าทันภัย” จึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้น สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือการทำให้เด็กมั่นใจว่า เมื่อเกิดเหตุไม่ปลอดภัย พวกเขาสามารถพูดคุย ขอความช่วยเหลือ และได้รับการคุ้มครองโดยไม่ถูกกล่าวโทษ เพราะการป้องกันที่มีประสิทธิภาพไม่ได้หมายถึงการทำให้เด็กหวาดกลัวโลกออนไลน์ แต่คือการทำให้เด็กมีทักษะ มีพื้นที่ปลอดภัย และมีผู้ใหญ่ที่พร้อมยืนอยู่ข้างพวกเขาเมื่อเผชิญกับภัยในโลกดิจิทัล
การป้องกันการล่อลวงเด็กผ่านสื่อออนไลน์จำเป็นต้องอาศัยมาตรการเชิงระบบที่กำหนดให้ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาครัฐและผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ มีบทบาทและความรับผิดชอบร่วมกันในการสร้างสภาพแวดล้อมดิจิทัลที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก
ยกระดับกฎหมายคุ้มครองเด็ก
สำหรับประเทศไทย แม้ว่ากฎหมายที่ใช้บังคับในปัจจุบันยังไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการล่อลวงเด็กผ่านสื่อออนไลน์โดยเฉพาะ แต่ได้เริ่มมีการขับเคลื่อนมาตรการเพื่อยกระดับการคุ้มครองเด็กมากขึ้น โดยสภาองค์กรของผู้บริโภค (2569) ได้เสนอให้สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์นำหลัก Duty of Care มาใช้ เพื่อกำหนดให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มมีหน้าที่ป้องกันและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ใช้งาน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2568 คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติหลักการร่าง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา เพื่อเพิ่มฐานความผิดเกี่ยวกับการกระทำต่อเด็กผ่านสื่อออนไลน์ 5 ประเภท ได้แก่ (1) การล่อลวงเด็กเพื่อวัตถุประสงค์ทางเพศ (2) การพูดคุยเรื่องเพศที่ไม่เหมาะสม (3) การแบล็กเมลทางเพศ (4) การติดตามคุกคาม และ (5) การกลั่นแกล้งรังแกออนไลน์ (ไทยรัฐ, 2568ก)
การคุ้มครองเด็กไม่อาจอาศัยกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เด็กควบคู่ไปด้วย เด็กและเยาวชนควรได้รับการส่งเสริมทักษะการรู้เท่าทันดิจิทัล (Digital Literacy) และการรู้เท่าทันความสัมพันธ์บนโลกออนไลน์ เพื่อให้สามารถประเมินความน่าเชื่อถือของบุคคล รู้ทันกลวิธีการสร้างความไว้วางใจ การชักจูง และแรงกดดันที่ผู้กระทำผิดใช้ ตลอดจนรู้จักปฏิเสธ ขอคำปรึกษา และขอความช่วยเหลือเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัย
ขณะเดียวกัน ครอบครัวและสถานศึกษาควรสร้างบรรยากาศที่เปิดกว้างและปลอดภัย เพื่อให้เด็กกล้าพูดคุยถึงปัญหาโดยไม่หวาดกลัวว่าจะถูกตำหนิหรือกล่าวโทษ ทั้งนี้ การดำเนินมาตรการดังกล่าวอย่างบูรณาการจะช่วยลดความเสี่ยงจากการล่อลวงและการแสวงหาประโยชน์จากเด็กผ่านสื่อออนไลน์ พร้อมทั้งส่งเสริมให้เด็กสามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างปลอดภัยและมีความรับผิดชอบ
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




