รายงาน World Happiness Report 2026 คือรายงานด้านความเป็นอยู่โดยรวม ไม่ได้เพียงแต่ดูเรื่องความสุขอย่างเดียว ในแต่ละปีจะมีนักวิชาการจากทั่วโลกเข้าร่วมเพื่อทำการศึกษาวิจัยและวิเคราะห์มิติต่างๆ ในรายงานฉบับนี้ คะแนนต่างๆ ที่ผู้วิจัยทำการศึกษามาจากผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศ หรือ เรียกว่า Residents โดยไม่ได้จำกัดไปที่ผู้ที่มีสัญชาติหรือเกิดในประเทศนั้น ๆ
รายงานดังกล่าวจัดพิมพ์โดยศูนย์วิจัยสุขภาวะ ของมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ร่วมกับ กัลลอป และ เครือข่ายการแก้ปัญหาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDSN) โดยสำรวจข้อมูลจาก 140 ประเทศ
ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ การครอบครองโทรศัพท์ Smart phone และการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายขึ้นมาก และไม่น่าแปลกใจที่จะทำให้ยอดการใช้โซเชียลมีเดียต่าง ๆ เพิ่มขึ้น แต่ในเวลาเดียวกัน ก็มีข้อกังวลเรื่องผลกระทบจากโซเชียลมีเดียเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กวัยรุ่นที่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่าโซเชียลมีเดียนั้นทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง
ความน่ากังวลนี้ทำให้รัฐบาลจากหลายประเทศออกมาประกาศว่าจะแบนการใช้โซเชียลมีเดียในเด็กวัยรุ่น ฝรั่งเศสเป็นประเทศล่าสุดและประเทศแรกในยุโรปที่แบนการใช้โซเชียลมีเดียในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี หลังจากที่ก่อนหน้านี้ออสเตรเลียเป็นประเทศแรกในโลกที่ดำเนินการแบนการใช้งานในเด็กสำเร็จ
เทรนด์ความสุขโลกเป็นอย่างไร?
ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจที่กลุ่มประเทศ Nordic จะมีคะแนนด้านความสุขที่สูงที่สุดนำโดยฟินแลนด์ ตามด้วยไอซ์แลนด์และเดนมาร์ก
จุดที่น่าสนใจ คือ คอสตาริกาที่ขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 4 ซึ่งเป็นอันดับที่สูงที่สุดที่ประเทศในเขตทวีปลาตินอเมริกาเคยได้
ในขณะที่ประเทศไทยเราอยู่อันดับที่ 52 มีคะแนนความพึงพอใจ (Life evaluation) อยู่ที่ 6.296 ลดลงไป -0.075 ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับกลาง
ในภาพรวม รายงาน World Happiness Report 2026 พบว่า ความพึงพอใจของชีวิตที่สูงนั้นมีความเชื่อมโยงต่ออัตราการใช้โซเชียลมีเดียที่ต่ำ นอกจากนี้การเล่นเกมหรือไถผ่าน ๆ เพื่อความสนุก ก็มีแนวโน้มจะทำให้ความพึงพอใจในชีวิตลดลง
ในทางกลับกัน กิจกรรมทางออนไลน์ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อสื่อสาร การรับรู้ข่าว การเรียนรู้ และการสร้างสรรค์คอนเทนต์มีแนมโน้มในเชิงบวกมากกว่า
ข้อมูลจากฝั่งทวีปลาตินอเมริกาสนับสนุนว่าประเภทของโซเชียลมีเดียนั้นสำคัญ รายงานชี้ว่า ชนิดของแพลตฟอร์มที่ใช้นั้นเป็นปัจจัยสำคัญ ตัวอย่างเช่น แพลตฟอร์มที่มีเป้าหมายเพื่ออำนวยความสะดวกในการติดต่อมีความเชื่อมโยงกับความสุข ในขณะที่แพลตฟอร์มที่มีเนื้อหน้าที่ขับเคลื่อนด้วย Algorithm ค้อนข้างจะมีแนวโน้มที่เชื่อมโยงกับความสุขที่ลดลงเมื่อมีการใช้งานที่มากขึ้น
ในอีกมุมหนึ่ง มีบางประเทศที่มีคะแนนการประเมินคุณค่าชีวิตที่ลดลงมามากกว่า 1 คะแนน ไล่จากประเทศที่มีคะแนนลดลงมากที่สุดได้แก่ อัฟกานิสถาน มาลาวี เลบานอน จอร์แดน เวเนซุเอลา บอตสวานา อียิปต์ และเยเมน จุดน่าสังเกตุคือประเทศเหล่านี้นั้นมีปัจจัยเรื่องของความขัดแย้งและสงครามในพื้นที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
TikTok-Facebook คือสินค้าไม่ปลอดภัย
หนึ่งในงานวิจัยที่จัดทำโดย Jonathan Haidt และ Zachary Rausch จาก New York University ค้นพบว่า โซเชียลมีเดียเป็นสินค้าที่ “ไม่ปลอดภัย” โดยเฉพาะในกลุ่มAdolescence หรือ วัยรุ่นอายุระหว่าง 10-19 ปี
ความหมายของโซเชียลมีเดียที่ Haidt และ Rausch ใช้ในการทำวิจัยนั้นแปลว่า แพลตฟอร์มที่มีองค์ประกอบต่าง ๆ เช่นโปรไฟล์ผู้ใช้งาน เนื้อหาที่สร้างโดยผู้ใช้ การสร้างเครือข่าย การโต้ตอบระหว่างกัน และส่วนใหญ่จะมีเนื้อหาที่สร้างและจัดสรรโดย Algorithm และเรื่องที่น่าเศร้าที่ Haidt และ Rausch ได้เปิดเผยก็คือ เหล่าบริษัทผู้ผลิตเองก็รู้อยู่แล้วว่าสินค้าของตนนั้นสร้างความอันตรายต่อสุขภาพ
ทั้งคู่แสดงให้เห็นถึงหลักฐานที่ได้มาจากข้อมูลภายในบริษัทผู้ผลิต ข้อมูลเหล่านี้ล้วนแต่แสดงให้เห็นว่าผู้ผลิตมีเจตจำนงตั้งใจให้ผู้ใช้ได้รับผลกระทบ
มีข้อมูลรั่วไหลมาจาก TikTok และเป็นหลักฐานว่าพนักงานและผู้บริหารใน TikTok รับรู้ดีว่าสินค้าของพวกเขากำลังทำร้ายเด็กเป็นวงกว้าง ยกตัวอย่างเช่น “การใช้งานอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้ (Compulsive usage) มีความเชื่อมโยงกับผลกระทบเชิงลบด้านสุขภาพจิตอย่างเป็นพรวน ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียทักษะการคิดวิเคราะห์ การสร้างความจดจำ การคิดเชิงบริบท ความลึกซึ้งในการสนทนา ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ตลอดจนภาวะความวิตกกังวลที่เพิ่มสูงขึ้น”
นอกจากนี้ ก็มีคำพูดที่มาจากระดับผู้บริหารว่า “เหตุผลที่เด็กๆ ดู TikTok ก็เพราะระบบอัลกอริทึมของมันยอดเยี่ยมมาก”
ทางฝั่งของ Facebook ก็มีข้อมูลรั่วไหลจากภายในมาให้เห็นเช่นกัน แนวคิดเบื้องหลังการสร้างแอปพลิเคชันเหล่านี้ คือการตั้งคำถามว่า ‘เราจะทำอย่างไรให้คุณใช้เวลาและจดจ่ออยู่กับมันให้ได้มากที่สุด?’
“นั่นหมายความว่าเราต้องคอยกระตุ้นให้สมองหลั่งสารโดพามีน (Dopamine) ออกมาเป็นระยะ ๆ เช่น เมื่อมีคนมากดไลก์ หรือแสดงความคิดเห็นใต้รูปภาพหรือโพสต์ของคุณ ซึ่งสิ่งนี้จะจูงใจให้คุณสร้างคอนเทนต์เพิ่มขึ้น และนำไปสู่การได้รับยอดไลก์หรือคอมเมนต์ที่มากขึ้นตามมา“
“มันคือวงจรป้อนกลับที่อาศัยการยอมรับจากสังคม เป็นกลไกแบบเดียวกันกับที่แฮกเกอร์อย่างผมจะคิดค้นขึ้นมา เพราะมันคือการฉกฉวยประโยชน์จากจุดอ่อนทางจิตวิทยาของมนุษย์”
ข้อมูลจาก Facebook เป็นคำพูดของ Sean Parker ในปี 2017 ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นFound President สะท้อนให้เห็นว่าผู้ผลิตนั้นรู้อยู่แก่ใจว่าพวกเขากำลังสร้างอะไรขึ้นมาที่ส่งผลกระทบในแง่ลบต่อสุขภาพมนุษย์และพวกเขาก็ยังคงดำเนินการสร้างต่อไป
โซเชียลมีเดียส่งผลเสียอย่างไร?
Haidt และ Rausch ชี้ สามารถมองภัยอันตรายที่เกิดขึ้นจากโซเชียลมีเดียได้สองแบบ Direct Harm และ Indirect Harm
Direct Harm หรือ ภัยอันตรายโดยตรง สื่อถึงการที่วัยรุ่นต้องเผชิญกับสื่อลามกและความรุนแรงในชีวิตจริงผ่านโซเชียลมีเดีย อีกทั้งโซเชียลมีเดียยังเอื้อให้เกิดการกลั่นแกล้งทางออนไลน์หรือ Cyberbullying อีกด้วย และอาจเกิดการชักจูงให้ทำในสิ่งที่ผิดกฎหมายเช่น ซื้อ–ขายยาเสพติด เป็นต้น
ในส่วนของ Indirect Harm หรือ ภัยอันตรายทางอ้อม มีความเป็นไปได้ที่โซเชียลมีเดียจะทำให้เด็กวัยรุ่นเกิดอาการวิตกกังวล มีอาการหดหู่ หรือสามารถเรียกโดยรวมได้ว่าสุขภาพจิตที่แย่ลง ซึ่งอาการเหล่านี้อาจจะค่อยๆ พัฒนาและเกิดขึ้น นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงที่วัยรุ่นจะมีพฤติกรรมทำร้ายตัวเองและเกิดความผิดปกติของการรับประทานอาหารหรือที่เรียกว่า Eating Disorder อีกด้วย
ทั้งนี้ยังมีข้อมูลจากงานวิจัยในเด็กวัยรุ่นอายุ 14 ปี ที่สหราชอาณาจักรจำนวน 10,904 คน ว่า วัยรุ่นคนที่ใช้โซเชียลมีเดียเป็นเวลา 5 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้นในหนึ่งวัน มีแนมโน้มที่จะเข้าข่ายเกณฑ์การวินิจฉัยภาวะซึมเศร้าสูงกว่ากลุ่มที่ใช้โซเชียลมีเดียน้อยกว่า 1 ชั่วโมงต่อวันถึงประมาณ 2 เท่า
อีกหนึ่งงานวิจัยที่ช่วยยืนยันผลลัพธ์นี้ การวิเคราะห์ในปี 2022 พบว่า ทุกๆ 1 ชั่วโมงที่มีการใช้โซเชียลมีเดียเพิ่มเติมในแต่ละวัน จะเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าประมาณ 13% และเมื่อมาดูอัตราการใช้โซเชียลมีเดียของวัยรุ่นในสหรัฐแล้ว เป็นตัวเลขที่น่ากังวลมาก ทุกวันนี้วัยรุ่นในสหรัฐ ใช้เวลาบนโซเชียลมีเดียเฉลี่ยวันละประมาณ 5 ชั่วโมง (คิดเป็น 4.4 ชั่วโมงสำหรับเพศชาย และ 5.3 ชั่วโมงสำหรับเพศหญิง) ฉะนั้นแล้วตัวเลขดังกล่าวจึงสะท้อนถึงความเสี่ยงสะสมที่สูงมาก
วัยรุ่นต่างรู้สึกว่าโซเชียลมีเดียนั้นไม่ดี… แต่หยุดไม่ได้
ทั้งนี้ทั้งนั้น ทางฝั่งของผู้ใช้โซเชียลมีเดียหรือกลุ่มวัยรุ่น ต่างก็มีความรู้สึกเชิงลบต่อโซเชียลมีเดียมากกว่าความรู้สึกเชิงบวก
ที่สหรัฐอเมริกา พบว่า 20% ของกลุ่มเด็กวัยรุ่นผู้หญิงถูกโซเชียลมีเดียทำลายความเชื่อมั่น 25% บอกว่าโซเชียลมีเดียส่งผลต่อสุขภาพจิตของพวกเขา และมากถึง 50% บอกว่าโซเชียลมีเดียส่งผลกระตบต่อการนอน และเมื่อมองย้อนกลับไป กลุ่มวัยรุ่นยังเอ่ยว่า พวกเขาปรารถนาว่าสินค้าเหล่านี้ (Social media) ไม่น่าจะถูกคิดค้นขึ้นมาตั้งแต่แรก สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มวัยรุ่นนั้นกำลังเผชิญกับความท้าทายและอยู่ในสถานการณ์ที่มีความเปราะบางสูง
ในสหราชอาณาจักร ผลสำรวจระดับชาติในปี 2025 พบว่า 62% ของวัยรุ่นช่วงอายุ16-24 ปี เชื่อว่าโซเชียวมีเดียส่งผลเสียมากกว่าผลดีต่อผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 16 ปี และตัวเลขนี้สูงขึ้นในกลุ่มของผู้หญิงที่อยู่ในช่วง Gen Z นอกจากนี้ 55% เชื่อว่าชีวิตจะดีขึ้นหากมีการห้ามใช้โซเชียลมีเดียในเด็กวัยรุ่นที่มีอายุน้อยกว่า 16 ปี ในขณะที่ 22% มองว่าจะส่งผลให้ชีวิตแย่ลง
และที่ออสเตรเลียก็พบแนวโน้มที่เหมือนกันเช่นกัน หนุ่มสาวระบุว่าโซเชียลมีเดียเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้สุขภาพจิตถดถอย โดยรวมแล้วสามารถสรุปได้ว่า เสียงส่วนมากจากผลสำรวจหลายชิ้นมองว่า โซเชียลมีเดียคือต้นเหตุของปัญหาดังกล่าว ผู้เข้าร่วมการสำรวจนั้นแทบไม่มีความรู้สึกขอบคุณ แต่กลับมีความรู้สึกเสียใจและผิดหวังอย่างมากต่อบริษัทเหล่านี้และสินค้าที่เป็นโซเชียลมีเดีย
คนส่วนใหญ่คิดโซเชียลมีเดียไม่ควรมีขึ้นมาตั้งแต่แรก
ในการศึกษาอื่นๆ มีการถามต่อถึงว่า เมื่อมองย้อนกลับไปแล้ว พวกเขาปรารถนาที่จะให้สินค้าเหล่านี้ไม่เคยถูกสร้างขึ้นมาเลยหรือไม่ การสำรวจนี้ถูกถามในกลุ่มผู้ใหญ่ที่เป็นคนรุ่น Gen Z (มีอายุระหว่าง 18 –27 ปี) ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งผลปรากฏว่า อัตราความเสียดายนั้นอยู่ในระดับต่ำเมื่อเป็นแพลตฟอร์มจำพวก YouTube หรือ Netflix ที่15% และ 17% ตามลำดับ
ในขณะที่โซเชียลมีเดียประเภทอื่นกลับมีคะแนนความเสียดายที่สูงกว่ามาก เช่น 34%ปรารถนาให้ Instagram ไม่เคยถูกสร้างขึ้นมาเลย และตัวเลขของแอปพลิเคชัน Snapchat อยู่ที่ 43% ในขณะที่ TikTok อยู่ที่ 46% และ X ที่ 50% ซึ่งสูงมากและแปลได้ว่า ประมาณ 1 ใน 3 ของหนุ่มสาวในสหรัฐนั้น ปรารถนาให้แพลตฟอร์มบางอย่างที่พวกเขาใช้งานอยู่ทุกวัน วันละ 5 ชั่วโมงหรือมากกว่า ไม่เคยมีตัวตนอยู่เลยบนโลกนี้
เข้าใจ Product Trap กับดักสินค้า
ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะผลลัพธ์จากงานวิจัยเองหรือเสียงจากผู้ใช้เอง ต่างก็สามารถสรุปเป็นทิศทางเดียวกันได้ว่า โซเชียลมีเดียนั้นทำให้ชีวิตแย่ลง แต่เพราะเหตุใดทำไมคนยังใช้โซเชียลมีเดียอยู่มากมายเป็นชีวิตประจำวัน? Cass R. Sunstein จาก Harvard Law School อธิบายว่า เหตุผลเดียวที่ผู้คนมีตัวตนในโซเชียลมีเดียหรือใช้แพลตฟอร์มต่าง ๆ ก็เพราะว่าคนอื่นใช้กัน หรือพูดในอีกแง่หนึ่งได้ว่าเพราะคนอื่นๆ ในสังคมนั้นใช้กันอยู่
นอกจากนี้ สามารถอธิบายในมุมของเศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรมได้ว่า บางคนใช้เวลาและทรัพยากรไปกับกิจกรรมหรือสิ่งของที่ตนไม่ชอบ หรืออยากได้ด้วยซ้ำSunstein ชี้ว่า มันมีโครงสร้างของปัญหาอยู่และ “fear of missing out” หรือการกลัวที่จะตกกระแสกลัวที่จะพลาด ดูจะเป็นสาเหตุสำคัญที่อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นกับพฤติกรรมมนุษย์ที่มีต่อการใช้โซเชียลมีเดียได้ดีใ
ในบริบทของโซเชียลมีเดียคนอาจจะรู้สึกถึงการสูญเสียโอกาสทางสังคมหากแพลตฟอร์มเหล่านี้มีอยู่จริง แต่ตนเองไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งนี้ สถานการณ์ลักษณะนี้เป็น Negative Externality หรืออธิบายได้ว่า ผลกระทบภายนอกเชิงลบที่ส่งผลต่อผู้ที่ไม่ได้ใช้งานแพลตฟอร์ม ฉะนั้นแล้วสถานการณ์แบบนี้จึงเหมือนเป็น “Product trap”หรือกับดักของสินค้านั้นเอง
คนมีความพร้อม “ต่ำ” ที่จะจ่ายเงินเพื่อใช้โซเชียลมีเดียด้วยซ้ำ
ข้อมูลที่น่าสนใจที่ Sunstein ค้นพบอีกก็คือ เมื่อมีการถามถึง Willingness to pay (WTP) ว่าผู้คนจะยอมจ่ายเงินเท่าไหร่เพื่อใช้โซเชียลมีเดียในแต่ละเดือน (ผู้ทำงานวิจัยใช้ Facebook เป็นคำถาม) ซึ่งคำตอบนั้นเป็นตัวเลขที่น้อยมาก และคำตอบจากผู้ใช้หลายคนคือจำนวนเงิน 0 ดอลลาร์ด้วยซ้ำ เหตุผลก็เพราะว่าหลาย ๆ คนมองว่าโซเชียลมีเดียเป็น “Wasting Time Goods” หรือสินค้าที่สิ้นเปลืองเวลานั้นเอง
ในทางกลับกัน เมื่อถูกถามว่าจะต้องได้รับการชดเชยเท่าไหร่หากจะต้องหยุดการใช้โซเชียลมีเดียหนึ่งเดือน (Willingness to accept) คำตอบกลับเป็นตัวเลขที่สูงกว่ามาก ตัวเลขตรงกลางหรือ Median ที่ผู้คนตอบกลับมาคือ 59 ดอลลาร์ต่อเดือน เห็นได้ว่าช่องว่างระหว่างสองคำตอบนี้ค่อนข้างกว้าง
สิ่งที่ตอบข้อสงสัยตรงนี้ได้คือ Endowment effect หรือปรากฏการณ์การยึดติดกับสิ่งที่ตนครอบครองนั้นเอง ในบริบทของโซเชียลมีเดีย ผู้ที่ใช้ Facebook อยู่แล้วมีความรู้สึกว่า Facebook เป็นสิ่งที่ตนครอบครองเอาไว้อยู่แล้วหรือตนเป็นเจ้าของ และเป็นธรรมชาติที่มนุษย์จะให้คุณค่ากับสิ่งของที่ตนเองครอบครอง เมื่อเทียบกับสิ่งของชนิดเดียวกันที่ถูกครอบครองโดยผู้อื่น นี่จะเป็นเหตุผลที่ค่าชดเชยจึงมีมูลค่าสูงกว่า
อย่างไรก็ตาม การที่คำตอบของ WTP นั้นเป็นจำนวนเงินที่น้อย สะท้อนให้เห็นถึงมุมของของผู้บริโภคที่มีต่อโซเชียลมีเดียในเชิงของประโยชน์หรือคุณค่าที่อาจไม่ได้ตอบโจทย์ชีวิตมากนัก
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




