พยาบาลต้องขึ้นเวรควง 24-36 ชั่วโมงติดต่อกันเนื่องจากขาดคน ขณะที่เหตุการณ์ความขัดแย้งในโรงพยาบาล เช่น คำด่าทอและอารมณ์เกรี้ยวกราดจากแพทย์หรือผู้รับบริการที่มุ่งเป้ามายังพยาบาล ซึ่งเป็นปราการด่านหน้า แต่ความหวังที่จะได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการเพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิตกลับ “ถูกแช่แข็ง” เมื่อสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ยังคงนโยบาย “ชะลอตำแหน่งระดับสูง” และจำกัดกรอบอัตรากำลังข้าราชการอย่างเข้มงวด
สถานการณ์เหล่านี้ไม่เพียงแต่บั่นทอนกำลังใจ แต่กำลังเป็นฟางเส้นสุดท้ายของการตัดสินใจลาออกของพยาบาลวิชาชีพที่อยู่ในระบบอย่างต่อเนื่อง จนนำมาสู่คำถามสำคัญที่ว่า “พยาบาลในระบบสาธารณสุขไทยควรมีกี่คน ตอนนี้มีอยู่เท่าไหร่ และทำไมผลิตเท่าไหร่ก็ไม่เคยพอ?”
เมื่อกางตัวเลขจากสภาการพยาบาลประมาณการกำลังคนพยาบาลวิชาชีพต่อปี จะเห็นภาพ “สมการเข้า-ออก” ที่ตึงตัวอย่างน่าตกใจ
- มีพยาบาลจบใหม่ผ่านใบอนุญาตเข้าสู่ระบบจริงประมาณ 10,000 คน/ปี
- พยาบาลเกษียณอายุราชการประมาณ 3,600 คน/ปี
- พยาบาลตัดสินใจลาออก ย้ายสายงาน หรือหนีไปภาคเอกชนสูงถึงประมาณ 5,000 คน/ปี
- ระบบสุขภาพไทยเหลือพยาบาลคงอยู่จริงเพียงประมาณ 1,400 คน/ปี เท่านั้น
การสูญเสียบุคลากรไปเกือบ 8,600 คนต่อปี คิดเป็นอัตราการไหลออกจากระบบ สธ. สะสมสูงถึง 10% ในรอบ 3 ปี สะท้อนว่าโรงพยาบาลรัฐกำลังเผชิญวิกฤตการรักษากำลังคน
พยาบาลด่านหน้าต้องควงเวรติดกัน 16–24 ชั่วโมง เกิดภาวะสมองล้าและแรงกดดันสะสม ซึ่งเป็นชนวนเหตุของความกระทบกระทั่งในสถานที่ทำงานและการบริการประชาชน
พยาบาลเกษียณพุ่ง ขณะที่เด็กรุ่นใหม่เรียนพยาบาลน้อยลง
ขณะที่ยอดพยาบาลเกษียณอายุราชการเพิ่มขึ้นทุกปี จากปี 2565 ที่ 3,500 คน พุ่งขึ้นสู่ 3,746 คนในปี 2569 รวมสะสม 5 ปีสูงถึง 17,946 คน การสูญเสียกลุ่มนี้คือการสูญเสียความเชี่ยวชาญและทักษะการดูแลเคสซับซ้อนที่พยาบาลจบใหม่ไม่สามารถทดแทนได้ทันที
ขณะเดียวกันจากสถิติระบบ TCAS พบว่าผู้สมัครเลือกเรียนคณะพยาบาลศาสตร์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากปีการศึกษา 2565 ที่มีผู้สมัครกว่า 18,500 คน ลดลงเหลือ 17,174 คนในปี 2568 และ ลดลงเหลือเพียง 13,494 คนในปี 2569 หรือลดลงไปถึง 21.4%
เด็กรุ่นใหม่รับรู้ข้อมูลความยากลำบาก ภาระงานที่ไร้ Work-Life Balance และข่าวดราม่าในระบบสาธารณสุขผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ส่งผลให้สายงานพยาบาลเริ่มสูญเสียความจูงใจ และอาจส่งผลให้ ยอดผลิตจบใหม่ในอีก 4 ปีข้างหน้าลดลงตามไปด้วย
พยาบาลในระบบ สธ.ยังขาดอีกเกือบ 6 หมื่นคน
เมื่อมองไปที่สัดส่วนพยาบาลที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทั่วประเทศปี 2569 จำนวน 276,102 คน
- 53% (146,334 คน) ปฏิบัติงานอยู่ในระบบกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ซึ่งเป็นหลักในการดูแลประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ
- 32% (88,353 คน) กระจายอยู่นอกระบบ สธ. (โรงเรียนแพทย์, สังกัด กทม./ทหาร/ตำรวจ และภาคเอกชน)
- 15% (41,415 คน) ถือใบอนุญาตแต่หลุดออกนอกระบบบริการสุขภาพไปแล้ว
ขณะที่กรอบอัตรากำลังพยาบาลวิชาชีพ สธ. ที่ควรมีจริง เมื่อคิดจากประชากรไทยสิทธิประกันสุขภาพภาครัฐ (บัตรทอง + ประกันสังคม + กรมบัญชีกลาง) ในดูแลของโรงพยาบาลสังกัด สธ. ระบบ สธ. จึงจำเป็นต้องมีพยาบาลประจำการใกล้เคียง 200,000 คน ดังนั้นจึงยังขาดพยาบาลอีกเกือบ 60,000 คน
โดยเกณฑ์สัดส่วนพยาบาลต่อประชากรขั้นต่ำขององค์การอนามัยโลก WHO กำหนดสัดส่วนพยาบาลต่อประชากรไว้ที่ 1 : 400 (หรือพยาบาล 25 คนต่อประชากร 10,000 คน)
แต่เกณฑ์เป้าหมายของประเทศไทยกำหนดไว้ที่ 1 : 300 ถึง 1 : 350 (หรือพยาบาล 28–33 คนต่อประชากร 10,000 คน) ที่ต้องใช้เกณฑ์สูงกว่า WHO เพราะไทยเข้าสู่ “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์”
แต่ปัจจุบันสัดส่วนพยาบาลต่อประชากรในประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ โดยกรุงเทพมหานครมีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 1 : 120 – 1 : 150 เนื่องจากเป็นศูนย์รวมโรงเรียนแพทย์และโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่
ขณะที่ต่างจังหวัด/ภาคอีสาน บางพื้นที่/บางเขตสุขภาพ สัดส่วนพุ่งสูงถึง 1 : 700 ถึง 1 : 850 (พยาบาล 1 คน ต้องดูแลประชากรเกือบ 900 คน) ซึ่งเกินเกณฑ์ของ WHO ไปเท่าตัว
รูปแบบการจ้างงานสุดเหลื่อมล้ำ ยังมีจ้างรายวัน
จากจำนวนพยาบาลกว่า 1.46 แสนคนในสังกัด สธ. ที่ต้องแบกรับภาระงานหนักที่สุดอาจไม่ได้บรรจุเป็น “ข้าราชการ” ทุกคนหากดูรูปแบบการจ้างงานพยาบาลใน สธ. จะพบว่า
- เป็น ข้าราชการ เพียง 78%
- ที่เหลืออีก 22% กระจายอยู่ในรูปแบบ พนักงานกระทรวงสาธารณสุข (พกส.) 11%, ลูกจ้างชั่วคราว (รายวัน/รายเดือน) 7% และ พนักงานราชการ 4%
พยาบาลรุ่นใหม่จำนวนมากต้องทำงานเข้าเวรหนักเท่ากับข้าราชการ แต่กลับได้สิทธิประโยชน์และค่าตอบแทนในฐานะ “ลูกจ้างชั่วคราว” ที่ใช้เงินบำรุงโรงพยาบาลจ้างไว้ บางแห่งยังจ้างแบบรายวัน
และเมื่อ ก.พ. มีนโยบายชะลอการจัดสรรตำแหน่งบรรจุข้าราชการใหม่ ยิ่งเป็นการตัดความหวังและความก้าวหน้าในอาชีพ เป็นปัจจัยเร่งให้พยาบาลจำนวนไม่น้อยหมดหวัง อาจตัดสินใจยื่นใบลาออกเพื่อไปอยู่โรงพยาบาลเอกชนหรือเปลี่ยนสายงานอื่น
จ้าง “อาสาพยาบาล” หมื่นล้าน เมินบรรจุพยาบาลจริง
ด้าน สกลธี ภัททิยกุล ประธานคณะกรรมธิการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 เสนอปรับลดงบประมาณกระทรวงสาธารณสุขลง 3% โดยวิจารณ์ว่าการจัดสรรงบประมาณขาดทิศทาง ซ้ำซ้อน และสุ่มเสี่ยงถูกใช้ประโยชน์ทางการเมือง
ประเด็นสำคัญคือโครงการ “อาสาพยาบาล” ที่กำหนดค่าตอบแทนเดือนละ 15,000 บาท ซึ่งอาจซ้ำซ้อนกับบทบาทของ อสม. และสร้างภาระผูกพันงบประมาณระยะยาวรวมเกือบ 20,000 ล้านบาท จนถูกตั้งคำถามว่าเป็นการนำงบประมาณรัฐไปสร้างเครือข่ายหัวคะแนนการเมือง
ขณะที่บุคลากรทางการแพทย์และพยาบาลวิชาชีพจริงยังเฝ้ารอการบรรจุและเลื่อนตำแหน่ง แต่กลับถูกปฏิเสธเนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ
บทความที่เกี่ยวข้อง:




