จากกรณีของ “อำนาจ รื่นเริง” อดีตนักมวยสากลแชมป์โลกที่เผชิญภาวะติดยาเสพติดจนเกิดอาการคลุ้มคลั่งและปรากฏเป็นกระแสโซเชียล ก่อนหน้านั้นในเดือน พ.ค. 2569 อำนาจเคยถูกตำรวจและฝ่ายปกครองใน จ.ชลบุรี จับกุมหลังมีคลิปเกี่ยวข้องกับการเสพยา และผลตรวจพบสารเสพติดในร่างกาย ก่อนเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย ขณะที่ต้นเดือน ก.ย. มีรายงานว่า หลังกลับจากการบำบัดไม่นานก็เกิดเหตุซ้ำ และต่อมาถูกนำส่งโรงพยาบาลจิตเวชเพื่อรักษาอีกครั้ง
แม้รัฐบาลจะประกาศใช้นโยบาย “ผู้เสพคือผู้ป่วย” ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 เพื่อดึงผู้ติดยาเสพติดเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาแทนการส่งเข้าเรือนจำ แต่ในทางปฏิบัติ เมื่อสารเสพติดสั่งสมจนทำลายระบบประสาทอย่างรุนแรง ทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะหลอน ระแวง และก้าวร้าว ยังสร้างความหวาดกลัวในชุมชน
กลไกทางกฎหมายเดียวที่จะเข้ามาควบคุมสถานการณ์ในจุดนี้ได้ คือ พระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ. 2551 แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งถือเป็นเครื่องมือ “บังคับบำบัด” ในผู้ป่วยจิตเวชเสี่ยงสูง แต่เมื่อเจาะลึกระบบกลับพบว่า เส้นทางจากการระงับเหตุฉุกเฉินไปจนถึงการฟื้นฟูให้หายขาด ยังคงเผชิญกับคอขวดทั้งด้านกำลังคน เตียงรองรับ และอัตราการกลับมาเสพซ้ำที่ยังสูงเกินครึ่ง
เส้นทางบังคับบำบัด 5 ระยะ กลไกตาม พ.ร.บ.สุขภาพจิต
พ.ร.บ.สุขภาพจิต พ.ศ. 2551 ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างสมดุลระหว่าง “การคุ้มครองความปลอดภัยของสังคม” และ “การคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ป่วย” โดยผู้ติดยาเสพติดที่จะถูกดึงเข้าสู่ระบบนี้ ต้องเข้าข่าย มาตรา 22 คือมี ภาวะอันตราย ก้าวร้าว ทำร้ายตนเอง/ผู้อื่น ข่มขู่ และ มีความจำเป็นต้องได้รับการบำบัดรักษา เนื่องจากไม่สามารถตัดสินใจรักษาได้ด้วยตนเองจากภาวะหลงผิดหรือประสาทหลอน
ขั้นตอนกระบวนการบำบัดรักษาตามกฎหมายแบ่งออกเป็น 5 ระยะหลัก ดังนี้
- ระยะที่ 1: การแจ้งเหตุและนำส่ง (มาตรา 23–25)
- ผู้มีสิทธิแจ้ง: ญาติ, พนักงานฝ่ายปกครอง, กำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ เมื่อพบผู้ติดยาเสพติดที่มีอาการคุ้มคลั่ง
- การนำส่ง: เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองหรือตำรวจมีอำนาจคุมตัวและนำส่งสถานพยาบาลของรัฐหรือสถานบำบัดรักษาที่ใกล้ที่สุดทันที
- ระยะที่ 2: การตรวจวินิจฉัยประเมินอาการ (มาตรา 27–28)
- จิตแพทย์และทีมสุขภาพจิตตรวจประเมินความผิดปกติทางจิต ระดับสารเสพติด และความเสี่ยงต่อความรุนแรง
- หากพบความผิดปกติทางจิตพร้อมภาวะอันตราย แพทย์มีอำนาจสั่งรับตัวไว้บำบัดรักษาฉุกเฉินได้ทันที (ระยะแรกไม่เกิน 48 ชั่วโมงเพื่อประเมินอย่างละเอียด)
- ระยะที่ 3: การบังคับบำบัดรักษาตามคำสั่ง (มาตรา 29–30)
- การอนุมัติ: คณะกรรมการสถานบำบัดรักษาออกคำสั่งรับตัวไว้บำบัด
- ระยะเวลา: ครั้งละไม่เกิน 90 วัน และขยายได้อีกครั้งละไม่เกิน 90 วันตามความรุนแรงของอาการ
- การรักษาทางแพทย์: ครอบคลุมระยะถอนพิษยา (Detoxification) โดยใช้ยารักษาโรคจิต (Antipsychotics) ควบคู่กับยาบรรเทาอาการเสาะยา และระยะฟื้นฟูภาวะจิตใจเพื่อควบคุมอาการประสาทหลอน
- ระยะที่ 4: การฟื้นฟูสมรรถภาพและจิตสังคมบำบัด
- เน้นการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavioral Therapy – CBT)
- การเสริมสร้างแรงจูงใจ (Motivational Interviewing – MI) เพื่อให้เห็นโทษของยาเสพติด
- การเตรียมความพร้อมของครอบครัวในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชยาเสพติด
- ระยะที่ 5: การจำหน่ายและการติดตามดูแลในชุมชน (มาตรา 40)
- เมื่ออาการสงบ คณะกรรมการฯ จะสั่งจำหน่ายและส่งต่อไปยังระบบการดูแลต่อเนื่องในชุมชน (Community-Based Treatment and Care – CBTx)
- มีทีมสุขภาพจิตร่วมกับ อสม. ติดตามประเมินอาการและตรวจสารเสพติดเป็นระยะ

การรับมือฉุกเฉิน ปฏิกิริยาหน้างานก่อนถึงมือแพทย์
ในยามเกิดเหตุวิกฤต ชุมชนและครอบครัวถือเป็นปราการด่านแรก การรับมือผู้ติดยาเสพติดที่มีอาการคุ้มคลั่งจำเป็นต้องใช้แนวทางเชิงเทคนิค “3 ไม่ + 2 แจ้ง” เพื่อลดความสูญเสีย
- ตั้งสติและประเมินความเสี่ยง ถอยห่างในระยะปลอดภัยอย่างน้อย 3–5 เมตร สังเกตอาวุธ และวางแผนทางหนี
- ใช้หลัก “3 ไม่” (ไม่ท้าทาย – ไม่กดดัน – ไม่โต้เถียง) ไม่โต้เถียงในสิ่งที่ผู้ป่วยหลอนหรือระแวง ใช้โทนเสียงนุ่มนวล ชัดเจน และแสดงภาษากายที่ผ่อนคลาย (ไม่กอดอก ไม่ชี้นิ้ว ไม่จ้องตา)
- ปกป้องกลุ่มเป้าหมายอ่อนแอ อพยพเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และสัตว์เลี้ยงออกจากพื้นที่เกิดเหตุทันที
- แจ้งเหตุฉุกเฉินผ่านสายด่วน
- 191 (เหตุด่วนเหตุร้าย): แจ้งเหตุเร่งด่วน มีแนวโน้มใช้ความรุนแรง มีอาวุธ หรือทำร้ายผู้อื่น (24 ชั่วโมง)
- 1669 (เจ็บป่วยฉุกเฉิน): แจ้งขอรถพยาบาลกรณีผู้ป่วยบาดเจ็บ ช็อก ขาดยารุนแรง (24 ชั่วโมง)
- 1323 (สายด่วนสุขภาพจิต): ขอคำปรึกษาการดูแลผู้ป่วยระยะยาว (24 ชั่วโมง)
- 1165 (สายด่วนบำบัดยาเสพติด – สบยช.): ปรึกษาขั้นตอนการเข้ารับการบำบัด (24 ชั่วโมง)
- 1567 (ศูนย์ดำรงธรรม): ประสานงานฝ่ายปกครอง/กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน (24 ชั่วโมง)
5.ให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ เตรียมเอกสารบัตรประชาชน ประวัติการใช้สารเสพติด ยาประจำตัว หรือคลิปวิดีโอพฤติกรรมก้าวร้าว เพื่อประกอบการส่งตัวตามแบบ สจ.1
การอุทธรณ์และสิทธิผู้ป่วยตามกฎหมาย
พ.ร.บ.สุขภาพจิต พ.ศ. 2551 ไม่ได้มอบอำนาจให้รัฐบังคับคุมตัวเพียงฝ่ายเดียว แต่ยังกำหนดกรอบการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานตาม มาตรา 15 และ 16 ทั้งสิทธิการได้รับบริการตามมาตรฐานวิชาชีพ การปกปิดข้อมูลส่วนบุคคลเป็นความลับ การได้รับแจ้งเหตุผลการรักษา และการห้ามทารุณกรรมหรือผูกมัดยึดเหนี่ยวโดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์
หากผู้ป่วยหรือญาติมองว่าคำสั่งบังคับบำบัดไม่เป็นธรรม สามารถใช้สิทธิอุทธรณ์ตาม มาตรา 37–39 ได้ดังนี้
- ขั้นตอนที่ 1 (ยื่นอุทธรณ์): ผู้ป่วย, ผู้แทนโดยชอบธรรม, สามี/ภรรยา, บุพการี หรือผู้สืบสายโลหิต ยื่นหนังสืออุทธรณ์ภายใน 30 วันนับแต่วันรับทราบคำสั่ง โดยยื่นต่อคณะกรรมการสถานบำบัดรักษา
- ขั้นตอนที่ 2 (ตรวจสอบข้อเท็จจริง): คณะกรรมการฯ ตรวจสอบข้อเท็จจริง ประเมินสภาพจิตใหม่ และรับฟังความเห็นจากแพทย์ผู้รักษา
- ขั้นตอนที่ 3 (แจ้งผลวินิจฉัย): คณะกรรมการฯ พิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน หาก “ยกอุทธรณ์” ผู้ป่วยต้องรับการบำบัดต่อ หาก “ฟังขึ้น” จะมีคำสั่งจำหน่ายผู้ป่วยทันที
- ขั้นตอนที่ 4 (พึ่งอำนาจศาล) หากยังไม่เห็นชอบกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ผู้อุทธรณ์มีสิทธิยื่นฟ้องต่อ ศาลปกครอง ได้ตามกฎหมาย
สถิติสะท้อนพุ่งขึ้นของผู้ป่วยกับ “วงจรเสพซ้ำ”
เมื่อพิจารณาข้อมูลสถิติผู้เข้ารับการบำบัดรักษายาเสพติดย้อนหลัง 5 ปี (ปีงบประมาณ 2565–2569) จากระบบ บสต. สำนักงาน ป.ป.ส. และกระทรวงสาธารณสุข จะเห็นแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ
- ปี 2565: เข้ารับการบำบัด 120,915 ราย (เริ่มใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดฉบับใหม่)
- ปี 2566: เข้ารับการบำบัด 146,269 ราย (เริ่มระบบคัดกรองตามความรุนแรง สีเขียว-เหลือง-ส้ม-แดง)
- ปี 2567: เข้ารับการบำบัด 188,992 ราย (เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก Active Case Finding และการขยายมินิธัญญารักษ์)
- ปี 2568: เข้ารับการบำบัด ประมาณ 210,000 – 220,000 ราย (เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากผลการขยายระบบบำบัดรักษาในโรงพยาบาลชุมชน มินิธัญญารักษ์ ครอบคลุมทุกจังหวัด)
- ปี 2569: เข้ารับการบำบัด ประมาณ 220,000 ราย (แนวโน้มผู้เข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาภาพรวมทั่วประเทศยังคงทรงตัว)
โดยสารเสพติดตระกูลแอมเฟตามีน (ยาบ้า และ ยาไอซ์) ยังคงเป็นสารเสพติดหลักอันดับ 1 ที่พบในผู้เข้ารับการบำบัดรักษามากกว่า 80%
อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การดึงคนเข้าบำบัด แต่อยู่ที่อัตราการกลับมาเสพซ้ำ ที่สูงน่ากังวล
- ปี 2565: อัตราเสพซ้ำ 40%–50%
- ปี 2566: อัตราเสพซ้ำ 35%–45%
- ปี 2567: อัตราเสพซ้ำ 30%–40% แม้ภาครัฐรายงานผู้ไม่เสพซ้ำสะสมมากกว่า 50,000 ราย แต่กลุ่มบำบัดไม่สำเร็จยังคงสูง
- ปี 2568–2569: คาดการณ์อัตราเสพซ้ำทรงตัวที่ราว 30%–35%
สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดวงจรเสพซ้ำมาจาก ภาวะจิตเวชแทรกซ้อน เมื่อสมองถูกทำลาย การหยุดยาโดยไม่ได้รับยารักษาอาการจิตเวชต่อเนื่องจะทำให้อาการหลอนกำเริบจนต้องหันไปพึ่งยาเสพติดซ้ำ ร่วมกับ การถูกตีตราในสังคม ที่ขาดโอกาสประกอบอาชีพ และความเข้มแข็งของระบบติดตามในชุมชน (CBTx) ที่ยังไม่ทั่วถึง
คอขวดเชิงโครงสร้าง วิกฤตเตียงรับผู้ป่วยจิตเวชทั่วประเทศ
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ พ.ร.บ.สุขภาพจิต ไม่สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร คือ “ข้อจำกัดด้านทรัพยากรทางการแพทย์”
เมื่อสำรวจศักยภาพการรองรับผู้ป่วยจิตเวชในสังกัดกรมสุขภาพจิตทั่วประเทศ พบว่ามี เตียงรองรับผู้ป่วยจิตเวชรวมกันเพียง 4,362 เตียง กระจายตัวตามเขตสุขภาพ ดังนี้
- ภาคเหนือ: รพ.สวนปรุง 415 เตียง, สถาบันพัฒนาการเด็กฯ 60 เตียง, รพจ.พิษณุโลก 24 เตียง
- ภาคกลาง/ภาคตะวันออก: รพ.ศรีธัญญา 750 เตียง, สถาบันกัลยาณ์ฯ 235 เตียง, รพจ.สระแก้วฯ 92 เตียง, รพ.ยุวประสาทฯ (เด็ก) 150 เตียง, รพจ.นครสวรรค์ฯ 94 เตียง
- ภาคอีสาน: รพจ.ขอนแก่นฯ 250 เตียง, สสท.ตะวันออกเฉียงเหนือ 12 เตียง, รพจ.นครพนม 90 เตียง, รพจ.เลย 120 เตียง, รพจ.นครราชสีมาฯ 270 เตียง, รพ.พระศรีมหาโพธิ์ 360 เตียง
- ภาคใต้: รพ.สวนสราญรมย์ 480 เตียง, รพจ.สงขลาฯ 200 เตียง
- กรุงเทพมหานคร: สถาบันสมเด็จเจ้าพระยา 500 เตียง, สถาบันราชานุกูล (เด็ก) 260 เตียง
เมื่อนำจำนวนเตียงจิตเวช 4,362 เตียง ไปเปรียบเทียบกับจำนวนผู้เข้าบำบัดรักษายาเสพติดปีละเกือบ 200,000 ราย ซึ่งในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยกลุ่มสีส้มและสีแดงที่มีอาการจิตเวชแทรกซ้อนจำนวนมาก จะพบภาวะคอขวดขั้นวิกฤต โรงพยาบาลจิตเวชหลักไม่สามารถแบกรับภาระการครองเตียงระยะยาว 90 วันตาม พ.ร.บ.สุขภาพจิต ได้ไหว
แม้ว่ากรมการแพทย์จะมีสถานบำบัดหลักอย่าง สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (สบยช.) และ รพ.ธัญญารักษ์ประจำภูมิภาค (เชียงใหม่, แม่ฮ่องสอน, อุดรธานี, ขอนแก่น, สงขลา, ปัตตานี) เข้ามาช่วยเสริม แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อปริมาณผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทางออกของวิกฤตจิตเวชยาเสพติดในประเทศไทย จึงต้องเชื่อมต่อระหว่าง ประมวลกฎหมายยาเสพติด และ พ.ร.บ.สุขภาพจิต ให้ทำงานประสานกันอย่างไร้รอยต่อ ทั้งการเร่งรัดการจัดตั้ง “มินิธัญญารักษ์” ในโรงพยาบาลชุมชนทั่วประเทศ เพื่อทำหน้าที่สกรีนและบำบัดผู้ป่วยกลุ่มสีส้ม (อาการปานกลาง) ลดภาระการส่งต่อเข้าโรงพยาบาลจิตเวชส่วนกลางที่มีเพียง 4,300 กว่าเตียง
ปรับงบประมาณจากการค้นหาผู้เสพมาสู่การ “สร้างระบบดูแลในชุมชน” จัดให้มีนักจิตวิทยาหรือพยาบาลสุขภาพจิตประจำ รพ.สต. เพื่อติดตามการทานยารักษาอาการจิตเวชอย่างต่อเนื่อง ป้องกันการก้าวร้าวซ้ำ และที่สำคัญคือการบูรณาการงบประมาณข้ามกระทรวงระหว่างกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และกระทรวงมหาดไทย เพื่อสร้าง “ศูนย์ฝึกอาชีพและฟื้นฟูสภาพทางสังคม” รองรับผู้ผ่านการบำบัด ลดอัตราการถูกตีตรา และตัดวงจรการกลับไปเสพซ้ำอย่างยั่งยืน
บทความที่เกี่ยวข้อง:




