การบอกให้เด็ก ลูก หรือหลานเลิกดูจอมือถืออาจดูเป็นเรื่องที่พูดและแก้ไขได้ง่าย แต่ในความเป็นจริงแล้วเด็กไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะระงับพฤติกรรมตัวเองได้หรือรู้จักถึงความเหมาะสมที่ปลอดภัย
ในเวลาเดียวกันระบบของแพลตฟอร์มต่างๆ ก็มีการออกแบบ feature หรือรูปแบบการใช้งานที่ดึงดูดให้ผู้ใช้ใช้นาน ๆ ทำให้ยิ่งเป็นเรื่องยากสำหรับเด็กและวัยรุ่นที่จะยับยั้งชั่งใจในการติดตามหรือเลือกเนื้อหาได้
ทั้งนี้ โลกออนไลน์น่ากลัวขึ้นทุกวันเพราะทุกคนเข้าถึงได้ง่ายกว่าในอดีตมาก มีเหตุการณ์ไม่ดีและเป็นภัยหลายอย่างที่เกิดขึ้นจากโลกออนไลน์ แม้กระทั่งผู้ใหญ่เองที่มีประสบการณ์ก็ยังถูกหลอก ภัยคุกคาม และพบกับเนื้อหาที่เป็นอันตราย ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องที่ยากจะรับมือ
นี่เองเป็นเหตุที่หลายๆ ประเทศลุกขึ้นมาสร้างกฎหมายระงับการใช้โซเซียล เพื่อปกป้องเยาวชน ให้เด็กได้เติบโตอย่างเหมาะสมในพื้นที่ที่ปลอดภัย หลังจากเริ่มมี ฤหลักฐาน”ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ว่าโลกโซเซียลส่งผลกระทบหลายด้าน

สมองเด็กรองรับไม่ไหว
ข้อมูลจาก BBC Thai สรุปผลการศึกษาของ แซม วาสส์ อาจารย์จากมหาวิทยาลัย East London ว่าสมองของเด็กไม่มีความสามารถเพียงพอในการตามเนื้อหาที่กำลังดูอยู่ ซึ่งต้นเหตุอาจมาจากการที่เนื้อหาเกิดขึ้นเร็วกว่าความสามารถของสมองเด็กจะตามทัน หรือเนื้อหานั้นมีความซับซ้อนมากจนเกินไป
เมื่อเหตุการณ์ลักษณะนี้ ระบบความเครียดหรือสู้ของร่างกายจะทำงาน หัวใจจะเต้นเร็ว และร่างกายจะปล่อยพลังงานจำนวนมากออกมา เพื่อให้ร่างกายเตรียมพร้อมต่อการตอบสนองได้ทันท่วงที แต่การตอบสนองลักษณะนี้ก็ไม่เป็นประโยชน์อะไร เพราะในบริบทนี้เด็กๆ กำลังนั่งอยู่เฉยและดูสิ่งที่ฉายอยู่บนจอ
นอกจากนี้ พฤติกรรมในปัจจุบันยังเป็นการดูเนื้อหาที่มีความรวดเร็ว ตามไม่ทัน และในระยะเวลาที่นานขึ้น ต่างจากในอดีตที่รายการโทรทัศน์เมื่อ 20-40 ปีที่แล้ว จะมีการดำเนินเรื่องที่ช้ากว่ามาก หรือในอีกแง่หนึ่งมีความเหมาะสมต่อสมองและการเติบโตของเด็กมากกว่า
ออสเตรเลีย ประเทศแรกที่แบนโซเซียลมีเดีย
หากย้อนกลับไปดูว่าใครเป็นผู้ริเร่มกฎหมายห้ามวัยรุ่นใช้โซเซียลมีเดีย ก็ต้องเป็น ออสเตรเลีย เป็นประเทศแรกในโลกที่แบนการใช้โซเซียลมีเดียในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปี
รัฐบาลออสเตรเลียอธิบาย การห้ามใช้โซเซียลมีเดียในวัยรุ่นจะช่วยลดผลกระทบหลาย ๆ อย่าง โซเซียลมีเดียมีการออกแบบที่กระตุ้นให้เด็กใช้เวลาบนจอเป็นเวลานาน ในขณะเดียวกันก็มีเนื้อหาที่อาจทำร้ายสุขภาพของเด็กได้
นอกจากนี้ BBC ยังชี้ การศึกษาในปี 2025 แสดงให้เห็นว่า 96% ของเด็กอายุระหว่าง 10-15 ปี นั้นมีการใช้โซเซียลมีเดีย และ 7 จาก 10 คนเคยได้รับเนื้อหาที่เป็นอันตราย ซึ่งเนื้อหาเหล่านี้รวมไปถึงเนื้อหาที่มีความชักชวนเรื่องการกินที่ผิดปกติ หรือมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการฆ่าตัวตายอีกด้วย
นอกจากนี้ พบว่า 1 ใน 7 คนรายงานว่าเคยประสบกับพฤติกรรมที่ล่อลวงทางเพศจากผู้ใหญ่หรือเด็กที่มีอายุมากกว่า และมากกว่าครึ่งยังเคยตกเป็นเหยื่อของการกลั่นแกล้งทางโลกออนไลน์หรือ cyberbully มาก่อน
ในขณะนี้มีแพลตฟอร์ม 10 แห่งถูกระงับการใช้งานในเด็กวัยรุ่น ได้แก่ Facebook Instagram Snapchat Threads TikTok X YouTube Reddit Kick และ Twitch และในเบื้องต้น YouTube Kids, Google Classroom and WhatsApp ยังไม่ได้ถูกรวม เนื่องจากไม่ได้มีปัจจัยเสี่ยง
รัฐบาลออสเตรเลีย มี 3 เกณฑ์ในการประเมินว่าแพลตฟอร์มไหนต้องถูกดำเนินการ
- วัตถุประสงค์หลักหรือ “วัตถุประสงค์สำคัญ” ของแพลตฟอร์มนั้นคือการเปิดใช้งานให้มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมออนไลน์ระหว่างผู้ใช้สองคนขึ้นไปหรือไม่
- แพลตฟอร์มนั้นอนุญาตให้ผู้ใช้โต้ตอบกับผู้ใช้บางส่วนหรือทั้งหมดหรือไม่ และ
- แพลตฟอร์มนั้นอนุญาตให้ผู้ใช้โพสต์เนื้อหาหรือไม่
กฎหมายทำงานอย่างไร? ในออสเตรเลีย เด็กและผู้ปกครองจะไม่ถูกลงโทษหากมีการทำผิดละเมิดกฎหมาย ในทางกลับกัน บริษัทโซเซียลมีเดียต่างๆ จะถูกปรับมากถึง 49.5 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (หรือ 32 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) สำหรับการละเมิดร้ายแรงหรือซ้ำซาก
รัฐบาลชี้ว่าบริษัทจะต้องรับผิดชอบและมีความรับผิดชอบที่จะช่วยให้เด็กไม่เข้ามาใช้บริการ และควรใช้เทคโนโลยีคัดกรองหลายตัวเข้ามาช่วย
สเปน ประเทศล่าสุดในยุโรปแบนโซเซียลในเด็ก
BBC ระบุ สเปนเป็นประเทศยุโรปล่าสุดที่ออกมาประกาศมาตรการแบนการใช้โซเซียลมีเดียในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปี อย่างไรก็ตามการแบนจะต้องผ่านการอนุมัติของสภาเสียก่อน ทั้งนี้ ในกฎหมายจะมีการระบุด้วยว่าผู้บริหารแพลตฟอร์มต่างๆ ต้องมีส่วนรับผิดรับชอบต่อเนื้อหาที่มีความรุนแรงและผิดกฎหมาย
นายกรัฐมนตรี Pedro Sanchez กล่าว ณ ที่การประชุมนานาชาติ World Governments Summit ที่ Dubai ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา Sanchez ชี้ว่า ทุกวันนี้เด็กของเราเข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่เขาไม่ควรอยู่ และไม่ควรอยู่คนเดียวโดยปราศจากคนแนะแนวหรือนำทาง
“โซเซียลมีเดียเป็นพื้นที่ที่มียาเสพติด การใช้กำลัง มีเนื้อหาเกี่ยวกับอารมณ์ทางเพศ และการใช้ความรุนแรง เราจะอยู่เฉยๆ และไม่ยอมรับอีกต่อไป เราต้องปกป้องพวกเขา”
หน้าตาการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างไร? ในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้แพลตฟอร์มต่างๆต้องมีการพิสูจน์อายุที่เข้มงวด ไม่ใช่แค่การเช็ค box อย่างง่ายดาย แต่ต้องมีการคัดกรองที่เข้มงวดและใช้ได้จริง ทั้งนี้ กฎหมายจะมีบทลงโทษให้แก่ algorithms ที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มความรุนแรงในเนื้อหา
ประเทศอื่นๆ เช่น ฝรั่งเศส เดนมาร์ก และออสเตรีย ก็มีความเคลื่อนไหวออกมาว่าจะไตร่ตรองถึงมาตรการนี้ในประเทศเช่นเดียวกัน รวมถึงสหราชณาอาจักร
อย่างไรก็ตาม บางบริษัทออกมาตอบโต้ว่ามาตรการนี้ไม่มีประสิทธิภาพ ยากที่จะดำเนินการทำ และกลับกันอาจทำให้กลุ่มวัยรุ่นถูกแยกและลอยแพโดดเดี่ยว
หลังจากที่นายก Sanchez ออกมาประกาศ เจ้าของและผู้บริหาร X (อดีต Twitter) อีลอน มัสก์ ออกมาตอบโต้และเรียก Sanchez ว่าเป็นเผด็จการและคนทรยศ ต่อประชาชนชาวสเปน
กรีซห้ามเด็กต่ำกว่า 15 ปีเข้าโซเชียลมีเดีย
อีกประเทศในสหภาพยุโรปที่ออกมาเคลื่อนไหวอย่างแข็งขัน คือ กรีซ ที่ออกมาเตือนภัยเช่นเดียวกัน
นายกรัฐมนตรี คิเรียกอส มิตโซทาคิส แห่งกรีซ แถลงผ่านวิดีโอบนแอปพลิเคชัน TikTok โดยประกาศว่า กรีซจะเริ่มบังคับใช้มาตรการสั่งห้ามเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี เข้าถึงโซเชียลมีเดียอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2027 เป็นต้นไป เพื่อปกป้องเยาวชนจากภัยคุกคามในโลกออนไลน์และปัญหาทางด้านสุขภาพ
มิตโซทาคิสระบุว่าเป็นมาตรการ “ที่ยากแต่จำเป็น” โดยชี้ให้เห็นข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มีความชัดเจนว่า การที่เด็กใช้เวลาอยู่หน้าจอเป็นเวลานานหลายชั่วโมงต่อวันส่งผลให้สมองไม่ได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ
ในวิดีโอยังสื่อสารถึงกลุ่มวัยรุ่นโดยตรง โดยผู้นำกรีซระบุว่า”พวกคุณบางคนอาจจะโกรธ แต่เป้าหมายของเราไม่ใช่การกีดกันคุณออกจากเทคโนโลยี แต่คือการต่อสู้กับการเสพติดบางแอปพลิเคชันที่ทำลายความไร้เดียงสาและเสรีภาพของคุณ”
ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากประชาชนในประเทศอย่างล้นหลาม โดยผลสำรวจความคิดเห็นจาก ALCO เมื่อ ก.พ. 69 ว่า ชาวกรีซกว่า 80% เห็นด้วยกับมาตรการนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้รัฐบาลกรีซก็ได้สั่งห้ามนำโทรศัพท์มือถือเข้าโรงเรียนและใช้ระบบควบคุมโดยผู้ปกครองเพื่อจำกัดเวลาหน้าจอไปแล้วบางส่วน
มาตรการนี้ ทำให้กรีซกลายเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศแรก ๆ ของโลกที่ใช้มาตรการจำกัดอายุอย่างจริงจัง ตาม ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประเทศแรกในโลกที่ผ่านกฎหมายห้ามเด็กต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดียเมื่อ ธ.ค. 68
นายกรัฐมนตรีกรีซระบุอีกว่าจะนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมสหภาพยุโรป เพื่อผลักดันให้เกิดมาตรการในระดับภูมิภาค โดยกรีซจะไม่ใช่ประเทศสุดท้ายที่ตัดสินใจเช่นนี้ เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมดิจิทัลที่ปลอดภัยสำหรับคนรุ่นใหม่ในอนาคต
อินโดนีเซีย ประเทศแรกในอาเซียน
กลับมาที่โซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน อินโดนีเซียเป็นประเทศแรกในทวีปนี้ที่มีการห้ามให้เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีเข้าถึงโซเซียลมีเดีย ซึ่งการบังคับเริ่มต้นตั้งแต่ 28 มี.ค. 2568 ที่ผ่านมา
แหล่งข่าว Channel News Asia รายงานว่า การห้ามในครั้งนี้รวมการเข้าถึงแพลตฟอร์มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น YouTube TikTok Facebook Instagram Threads X Bigo Live และ Roblox โดยในกฎหมายฉบับนี้ รัฐบาลจะห้ามไม่ให้เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปีเข้าถึงแพลตฟอร์มดิจิทัล และจะดำเนินการต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าทุกแพลตฟอร์มจะทำตามมาตรการ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสารและกิจการดิจิทัลของอินโดนีเซีย Meutya Hafid รายงานว่าแพลตฟอร์ม X เริ่มมีมาตราการระบุตัวตนและลบบัญชีรายชื่อที่พบเจอว่าเป็นเด็ก รวมถึงหลายฝ่ายให้ความร่วมมือดี Tiktok ออกมาพูดว่าจะทำตามมาตรการใหม่และจะหารือกับกระทรวงอย่างสม่ำเสมอ รมว. ชี้ต่อ ไม่มีพื้นที่ให้ต่อรอง ทุกธุรกิจที่ดำเนินการอยู่ในอินโดนีเซียจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศเรา ทั้งนี้กฎหมายตัวนี้จะถูกนำไปใช้กับเด็กจำนวน 70 ล้านคนในประเทศอินโดนีเซีย จากประชากรทั้งหมด 280 ล้านคน
Hafid อธิบาย สามารถประเมินว่าแฟลตฟอร์มไหนมีความเสี่ยงสูงจากปัจจัยว่า เด็กๆ นั้นสามารถเข้าถึงได้ง่ายขนาดไหน สามารถพบเจอคนแปลกหน้าหรือมีความเป็นไปได้ที่จะเจอคนไม่ดีง่ายขนาดไหน หรือการเจอเนื้อหาที่รุนแรง รวมทั้งความเสี่ยงต่อการถูกโดนแย่งผลประโยชน์และการโดนหลอก
ยอมรับไม่ใช่งานง่ายที่จะให้ทุกบริษัททำตาม แต่ย้ำว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำ ต้องช่วยเหลือเด็กๆ ให้ได้ ในส่วนของเสียงสะท้อนจากพ่อแม่ผู้ปกครอง ชี้ ถึงแม้จะเชื่อใจในลูกตัวเองในการใช้สื่อต่างๆ แต่ก็มีความรู้สึกดีที่จะมีกฎหมายฉบับนี้
เหตุผลที่ต้องมีกฎหมายนี้ Diena Haryana ผู้ก่อตั้ง Semai Jiwa Amini Foundation (ชื่อย่อ SEJIWA) เป็นองค์กรที่ดูแลเรื่องความปลอดภัยและการคุ้มครองเด็กทางออนไลน์ Haryana อธิบายว่า มีงานศึกษาหลายชิ้นที่บ่งบอกว่า การที่เด็กใช้โซเซียลมีเดียนั้นมีผลกระทบต่อสุขภาพจิตและสามารถกระตุ้นความกังวล (anxiety) หรืออาการซึมเศร้าได้ (depression)
เราต้องเตือนตัวเองว่า เด็กต้องได้รับการเรียนรู้ที่เหมาะสมว่าจะใช้เทคโนโลยีดิจิทัลต่างๆ ได้เมื่อไหร่ เด็กควรจะได้ใช้ในช่วงเวลาที่เหมาะสมพร้อมมีการแนะนำที่ดี
Haryana ไม่ปฏิเสธว่าแพลตฟอร์มต่างๆ ก็มีประโยชน์ เพราะสามารถเปิดโลกการเรียนรู้ให้เด็กได้ ทั้งนี้ มูลนิธิของเธอพยายามให้ชุมชนและผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมจัดหาข้อแนะนำให้เด็กเรียนรู้ต่อโลกออนไลน์
การระงับใช้จะมีเสียงสะท้อนมากมายและผลลัพธ์จะเห็นได้ก็ต่อเมื่อหลังมาตรการได้ถูกใช้ไปแล้ว อย่างไรก็ตาม Haryana กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของโรงเรียนและผู้ปกครองที่จะทำให้ชีวิตจริง โลกข้างนอกของเด็ก ที่ไม่ใช่โลกออนไลน์ มีความสุขและสนุกได้ เพราะว่าในความเป็นจริงโลกข้างนอกนั้นมีอะไรให้เรียนรู้และสำรวจมากมาย
สิงคโปร์ กำลังศึกษา–พิจารณา
สิงคโปร์ ถือว่าเป็นประเทศที่ใส่ใจกับการพัฒนาคนของตัวเองมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีการแบนโซเซียลมีเดียในกลุ่มวัยรุ่น แต่อยู่ในช่วงที่รัฐบาลทำการศึกษาว่าจะปกป้องเยาวชนจากภัยออนไลน์และการเสพติดออนไลน์ได้อย่างไร
รัฐบาลสิงคโปร์กำลังหารือกับบริษัทโซเซียลมีเดียเมื่อพูดคุยถึงการยกระดับมาตรการความปลอดภัย และการระงับโซเซียลมีเดียอาจจะแตกต่างกันออกไปในแต่ละแพลตฟอร์มเนื่องจากแต่ละที่มีการออกแบบที่แตกต่างกันไป
ข้อมูลจาก The Straits Times ชี้ นักวิจารณ์บางคนกล่าวว่า การเสพข่าวและการดูวิดีโอในลักษณะที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ส่งเสริมพฤติกรรมที่เสพติดและใช้เวลาอยู่หน้าจอมากเกินไป ในขณะที่การส่งข้อความโดยตรงอาจทำให้วัยรุ่นเสี่ยงต่อการถูกกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ ผู้ประสงค์ร้าย หรือเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมจากคนแปลกหน้า
ล่าสุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของสิงคโปร์ Ong Ye Kung ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า รายงานการศึกษาจากผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของการใช้โซเซียลมีเดียและผลกระทบใกล้จะเสร็จแล้ว และเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่ พร้อมกับหารือกับกระทรวงอื่นไปพร้อมๆ กัน เช่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงนโยบายสังคม หรือ กระทรวงการพัฒนาและสารสนเทศดิจิทัล เป็นต้น
ในเวลาเดียวกัน ก็มองว่าสิงคโปร์สามารถใช้วิธีพิจารณาหาแนวทางแก้ไขข้อกังวลเกี่ยวกับ feature ต่างๆ หรือการออกแบบแพลตฟอร์มได้ แทนที่จะใช้มาตรการห้ามหรือแบนโดยเด็ดขาด ทิ้งท้ายด้วยว่าตัวเลือกในการแก้ไขปัญหานั้นค่อนข้างเปิดกว้าง แต่ต้องมีการดำเนินการอะไรสักอย่างที่อย่างจริงจัง
ญี่ปุ่นเริ่มหารือ เยาวชนเล่นโซเซียลมากกว่ากลุ่มไหน
ณ ตอนนี้ ญี่ปุ่นก็กำลังอยู่ในช่วงพิจารณาจำกัดอายุผู้ใช้งานโซเชียลมีเดีย อิงไปตามกระแสโลกที่เริ่มมีการบริหารจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ใช้งานกลุ่มเยาวชน
รัฐบาลกำลังพิจารณาข้อกำหนดว่าด้วยการให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ต้องติดตั้งระบบคัดกรองตามเกณฑ์อายุเป็นค่าเริ่มต้น (Default) โดยมีผู้เชี่ยวชาญบางส่วนชี้ว่า การจำกัดอายุแบบครอบคลุมเพียงเกณฑ์เดียวอาจไม่ใช่แนวทางที่ดีที่สุด เนื่องจากแต่ละแพลตฟอร์มมีประสบการณ์ที่แตกต่างและความเสี่ยงที่ต่างกันไป
ทั้งนี้ คาดว่าช่วงฤดูร้อนปีนี้จะได้เห็นรายงานที่อาจนำไปสู่การแก้ไขกฎหมายหรือการประกาศแนวทางปฏิบัติใหม่ภายในสิ้นปี 69 กฎหมายของญี่ปุ่นในปัจจุบันเป็นเพียงการขอความช่วยเหลือและความร่วมมือให้ผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือและอินเทอร์เน็ตเปิดใช้งานระบบคัดกรองเยาวชน แต่ไม่ได้เป็นข้อบังคับหากผู้ปกครองเลือกที่จะปฏิเสธมาตรการดังกล่าว
ผลสำรวจของรัฐบาลญี่ปุ่น พบว่า เยาวชนญี่ปุ่นใช้เวลาเกือบ 70 นาทีต่อวันไปกับการใช้โซเชียลมีเดียในวันธรรมดา ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของคนทั้งประเทศเกือบเท่าตัว การออกแบบระบบที่กระตุ้นให้ผู้ใช้เกิดการเสพติดและมีเนื้อหาที่เป็นอันตรายนั้น สามารถสร้างความเสียหายต่อพัฒนาการทางสติปัญญาและสุขภาพจิตของเด็กได้
นอกจากนี้ นักจิตวิทยาบางส่วนยังเชื่อมโยงการใช้โซเชียลมีเดียกับความเสี่ยงด้านสุขภาพจิต เช่น การกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ โรคคิดว่ารูปร่างตนเองผิดปกติ (body dysmorphia) พฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ และการฆ่าตัวตาย
รายงานจากกระทรวงศึกษาธิการญี่ปุ่นระบุว่า ในปี 2567 มีรายงานกรณีการหมิ่นประมาท การล่วงละเมิด หรือประสบการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ผ่านคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือกว่า 27,000 กรณี ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าแนวโน้มภัยคุกคามจากโลกออนไลน์จะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ
การเคลื่อนไหวของรัฐบาลหลายประเทศตั้งแต่ปีที่ผ่านมา เริ่มออกมาตรการเข้มงวดมากขึ้น ส่วนในไทยยังไม่มีการพูดถึงในระดับรัฐบาล เพียงแต่มีรายงาน หรือ ความเห็นจากคนภายนอกรัฐบาลว่าโซเชียลมีเดียกำลังสร้างปัญหาให้กับการพัฒนาของเด็กและเยาวชน
ปัญหาต่าง ๆ ที่หลายประเทศเจอมาก่อนจนกระทั่งออกเป็นมาตรการควบคุม ล้วนแต่เป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นในสังคมไทย เพียงแต่รัฐบาลกล้าพอจะออกมายอมรับหรือไม่ว่านี่เป็น “ปัญหาสังคม” ไม่ใช่ปัญหา “เฉพาะตัวบุคคล” เหมือนที่รัฐบาลและหน่วยงานรัฐมักจะใช้เป็นเหตุผลอธิบายหลาย ๆ ปัญหาที่เกิดขึ้น
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




