แม้จะเสียงวิพากย์วิจารณ์ว่า “อาสาพยาบาล” หรือ อสพ. ซ้ำซ้อนกับบุคลากรในระบบสุขภาพที่อยู่ในชุมชน ความคุ้มค่าของงบประมาณที่ใช้กว่า 1,300 ล้านบาทในปีแรก และความโปร่งใสในการคัดเลือก รวมถึงข้อสังเกตุทางการเมืองว่าเป็นการสร้าง “หัวคะแนน” ใหม่หรือไม่
แต่ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ก็ยืนยันเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “อาสาพยาบาลชุมชน” หวังลดภาระบุคลากรทางการแพทย์ และดูแลผู้ป่วยเชิงรุกในชุมชนครอบคลุม 4 กลุ่มเป้าหมาย โดยรมว.สธ. คิกออฟเดินหน้าตามกำหนดเดิม พร้อมเปิดสมัครถึงสิ้นเดือน ส.ค. นี้ และลุยอบรมเข้มใน ก.ย.นี้ ก่อนส่งประจำพื้นที่ 1 ต.ค. นี้
เปิดไทม์ไลน์ อสพ. ชุดแรก 7,000 คน พร้อมลงพื้นที่ 1 ต.ค. นี้
หลังเปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการอาสาพยาบาล มาตั้งแต่ 15 ก.ค. ที่ผ่านมา และจะเปิดรับสมัครอย่างต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นเดือน 31 ก.ค. นี้ เมื่อปิดรับสมัครแล้วก็จะเข้าสู่กระบวนการคัดเลือก และเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนการอบรมเพิ่มพูนทักษะในเดือนกันยายน โดยตั้งเป้าหมายว่าในวันที่ 1 ตุลาคม จะสามารถปล่อยแถวอาสาพยาบาลชุมชนชุดแรกจำนวนกว่า 7,000 คน เข้าไปปฏิบัติงานดูแลประชาชนในชุมชนได้จริง
สำหรับคุณสมบัติและเงื่อนไขสำคัญของผู้ที่จะมาเป็น อสพ. ได้แก่
- ต้องเป็นคนในชุมชนนั้นๆ (ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญอันดับแรก)
- ต้องปฏิบัติงานแบบเต็มเวลา (Full-time) เต็มศักยภาพและความสามารถ
- ต้องผ่านการอบรม ตามหลักสูตรมาตรฐานที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดขึ้น
สัญญาจ้าง 2 ปี-คัดออก 10% บ๊วย แต่หนุน 10% ท็อป เรียนต่อพยาบาล
การเป็น อสพ. ไม่ได้เป็นตลอดชีวิต โดยจะมีการประเมินผลการทำงานทุกปี และใช้ สัญญาจ้างระยะเวลา 2 ปี ซึ่งจะมีระบบการคัดกรองที่มีประสิทธิภาพเพื่อรักษามาตรฐานการทำงาน
- กลุ่ม 10% บ๊วย (ประเมินไม่ผ่าน) จะถูกคัดออกจากการเป็น อสพ. โดยต้องไปพัฒนาเพิ่มพูนทักษะตนเองก่อน จึงจะสามารถกลับมาสมัครคัดเลือกได้ใหม่ในรอบถัดไป
- กลุ่ม 10% ท็อป (ผลงานดีเด่น) จะได้รับการผลักดันสู่ Career Path (ก้าวหน้าในอาชีพ) โดยกระทรวงฯ จะพิจารณาช่วงอายุและประสิทธิภาพงาน เพื่อมอบทุนการศึกษาและคอร์สเรียนปรับระดับขึ้นเป็นวิชาชีพทางการแพทย์ เช่น พยาบาล หรือวิชาชีพสุขภาพอื่นๆ ตามความต้องการของแต่ละพื้นที่ โดยใช้หลักสูตรมาตรฐานสากล
หลักเกณฑ์การสัมภาษณ์ “อาสาพยาบาล” มีการประเมิน 5 ด้าน ดังนี้
- คุณสมบัติและศักยภาพของผู้สมัคร
-วุฒิการศึกษา
– ความรู้ และความสามารถ - ประสบการณ์และความพร้อมในการปฏิบัติงาน
-ประสบการณ์การทำงานหรือการทำกิจกรรมเพื่อสังคม
-ความพร้อมในการปฏิบัติงานจริง - ความผูกพันกับพื้นที่และการทำงานในชุมชน
-ความเข้าใจบริบทของพื้นที่
-ความตั้งใจทำงานเพื่อชุมชน - ทักษะการสื่อสารและการทำงานร่วมกับทีม
-การสื่อสารกับประชาชน
-การประสานงานกับภาคีเครือข่าย
-การใช้เทคโนโลยีทางด้านสุขภาพ - การคิดวิเคราะห์และการแก้ไขปัญหา
-การวิเคราะห์สถานการณ์
-การประสานการช่วยเหลือเมื่อพบปัญหา

ข้อกังขา “สอบสัมภาษณ์อย่างเดียว” ชี้เน้นวัด Empathy มากกว่าข้อสอบ paper
ต่อข้อถามถึงความกังวลจาก “ชมรมแพทย์ชนบท” และสังคมเกี่ยวกับการใช้เกณฑ์ “สอบสัมภาษณ์” เพื่อคัดเลือก “อาสาพยาบาล” เพียงอย่างเดียว ที่อาจเสี่ยงต่อความไม่โปร่งใสหรือซ้ำรอยการสอบท้องถิ่นนั้น
พัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สธ. ชี้แจงว่า กระบวนการทำงานดำเนินไปด้วยความโปร่งใส ซึ่งกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ได้ประเมินแล้วว่า การสอบสัมภาษณ์มีความเหมาะสมสูงสุดในการคัดเลือกคนเข้าทำงานในพื้นที่
“การทำงานของ อสพ. เป็นการทำงานเชิงรุกที่ต้องเข้าไปดูแลผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง ผู้สูงอายุ แม่และเด็ก รวมถึงผู้ป่วยจิตเวชในบ้านของเขา การทำข้อสอบกระดาษอาจไม่ใช่เครื่องมือวัดผลที่ดีนัก แต่การสัมภาษณ์จะทำให้เห็นถึง Empathy (ความเห็นอกเห็นใจ) ความไว้วางใจ และการยอมรับจากคนในชุมชน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ชุมชนเปิดใจยอมรับ“ รมว.สธ. กล่าว
พร้อมกันนี้ ได้เปิดเผยถึงระยะเวลาการอบรม อสพ. ที่ออกแบบให้เหมาะสมกับพื้นฐานของแต่ละคน
- พยาบาลเกษียณอายุ: อบรมทบทวนสั้นๆ เพียง 1 สัปดาห์
- ผู้จบปริญญาตรี สายสุขภาพ: อบรมเป็นเวลา 1 เดือน
- ผู้จบปริญญาตรี ไม่ใช่สายสุขภาพ: อบรมเป็นเวลา 2 เดือน
กางเกณฑ์คัดเลือก-สอบประเมิน โปร่งใส
นายแพทย์ภูวเดช สุระโคตร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับกระบวนการคัดเลือกและคุมมาตรฐานว่า กระบวนการสอบคัดเลือกจะมี “คณะกรรมการคัดเลือกระดับจังหวัด” เป็นผู้ดูแล ซึ่งแต่งตั้งโดยนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นพ.สสจ.) ประกอบด้วย
- นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (ประธาน)
- ตัวแทนผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์ / โรงพยาบาลชุมชน (1 ท่าน)
- ตัวแทนสาธารณสุขอำเภอ (1 ท่าน)
- ตัวแทนเจ้าหน้าที่ รพ.สต. (1 ท่าน)
- ตัวแทน อสม. (1 ท่าน)
- ตัวแทนภาคประชาชน/ชุมชน (1 ท่าน)
นพ.ภูวเดช กล่าวเสริมว่า สำหรับ อสม. หรือ Caregiver (CG) เดิมที่มีประสบการณ์ดูแลผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง จะถือเป็น “แต้มต่อ” ในการพิจารณาคัดเลือก เนื่องจากมีทักษะติดตัวอยู่แล้ว
นอกจากนี้ ในช่วงการอบรมจะมีการสอบทั้ง ภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ โดยมีเกณฑ์คะแนนขั้นต่ำต้องผ่าน 60% ขึ้นไป หากผู้สมัครมีข้อสงสัยเกี่ยวกับผลคะแนน สามารถยื่นคำร้องขอดูคะแนนสอบของตนเองได้ตามขั้นตอน แต่จะไม่มีการประกาศคะแนนสาธารณะ ซึ่งเป็นไปตามปฏิบัติต่างๆ และหากมีข้อร้องเรียนในระดับพื้นที่ คณะกรรมการระดับจังหวัดจะเป็นผู้พิจารณา แต่หากเกินขอบเขต สามารถส่งเรื่องมายังคณะกรรมการชุดใหญ่ของส่วนกลางได้
ดูแล 4 กลุ่มเป้าหมายร่วมทีมแพทย์ครอบครัว-ไม่เพิ่มงาน รพ.สต.
อธิบดีกรม สบส. กล่าวถึงโครงสร้างการทำงานในพื้นที่ว่า อสพ. จะเข้าไปเป็นหนึ่งใน ทีมแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว และทำงานร่วมกับ Care Manager (CM) ของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.)
- ภารกิจหลัก 4 ด้าน ดูแลผู้สูงอายุ/ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง, กลุ่มแม่และเด็ก, และผู้ป่วยจิตเวช
- การบริหารงาน อสพ. จะทำงานตาม Care Plan และการมอบหมายงานจาก Care Manager หรือทีมแพทย์ ซึ่งกรณีที่เป็นพยาบาลเกษียณมาสมัครเป็น อสพ. แม้จะมีความสามารถทำหัตถการหรือเขียน Care Plan เองได้ แต่ก็ต้องทำงานประสานและรับการมอบหมายงานจาก Care Manager เช่นกัน
- ลดภาระบุคลากร นพ.ภูวเดช ยืนยันว่า โครงการนี้ไม่ได้เป็นการเพิ่มภาระงานให้ Care Manager แต่เป็นการ ลดภาระงานของบุคลากรสาธารณสุขดั้งเดิม ที่ต้องลงพื้นที่ด้วยตนเอง
สำหรับพื้นที่ กรุงเทพมหานคร (กทม.) นพ.ภูวเดช ชี้แจงว่า เป็นพื้นที่เขตเมืองบริบทพิเศษ หาก กทม. มีความจำเป็นต้องใช้บุคลากรลักษณะ อสพ. ก็สามารถนำรูปแบบไปปรับใช้ให้เหมาะสมได้ ส่วนเรื่อง งบประมาณ ยืนยันว่าเป็นงบดำเนินการปกติที่เสนอตามระบบ ไม่ได้ดึงมาจากกองทุนการดูแลระยะยาว (Long-Term Care: LTC) แต่อย่างใด

“หมอสุภัทร” เปิดไลน์หลุดปมตั้งกรรมการคัดเลือก
ภายหลัง รมว.สธ.ชี้แจงข้อกังวลเกี่ยวกับกระบวนการคัดเลือก อาสาพยาบาล ว่า การสัมภาษณ์เป็นวิธีการที่เหมาะสมกับลักษณะงาน พร้อมยืนยันว่ามีกลไกตรวจสอบผ่านคณะอนุกรรมการคัดเลือกระดับจังหวัด และสามารถร้องเรียนได้หากพบความไม่โปร่งใส
นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน และอดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท ก็เปิดเผยว่า แม้รัฐมนตรีจะยืนยันความโปร่งใสของกระบวนการคัดเลือก แต่ตนได้รับข้อมูลจากบุคลากรในพื้นที่ ซึ่งเป็นการสนทนาผ่านแอปพลิเคชันไลน์เกี่ยวกับการแต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกระดับจังหวัด จำนวน 6 คน โดยมีข้อสังเกตว่ารายชื่อกรรมการที่จังหวัดเสนอไปยังส่วนกลาง ไม่ตรงกับคำสั่งแต่งตั้งที่ออกมาในรอบแรก
นพ.สุภัทร กล่าวว่า จากข้อมูลที่ได้รับ มีหลายจังหวัดแสดงความไม่พอใจผ่านกลุ่มไลน์ เนื่องจากรายชื่อกรรมการที่ปรากฏในคำสั่งแต่งตั้งไม่ตรงกับที่จังหวัดเสนอ ทำให้มีการขอแก้ไขคำสั่งในเวลาต่อมา
“สิ่งที่สะท้อนคือ รายชื่อกรรมการ 6 คนที่จังหวัดส่งมายังกระทรวงสาธารณสุข กับคำสั่งแต่งตั้งที่ออกมาในรอบแรกไม่ตรงกัน จึงเกิดคำถามว่ามีการกำหนดรายชื่อไว้ล่วงหน้าหรือไม่ หรือให้จังหวัดส่งรายชื่อเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งเท่านั้น” นพ.สุภัทร ระบุ
ชี้กรรมการมีบทบาทสำคัญ เพราะใช้สัมภาษณ์เป็นเกณฑ์หลัก
นพ.สุภัทร ระบุว่า ประเด็นดังกล่าวมีความสำคัญ เนื่องจากกระบวนการคัดเลือกอาสาพยาบาลชุมชนใช้การสัมภาษณ์เป็นหลัก ทำให้คณะกรรมการผู้สัมภาษณ์มีบทบาทโดยตรงต่อผลการคัดเลือก
เขาตั้งข้อสังเกตว่า หากไม่มีการบันทึกเสียง บันทึกภาพ หรือหลักฐานประกอบการสัมภาษณ์อย่างเพียงพอ คะแนนที่กรรมการให้จะเป็นปัจจัยชี้ขาด จึงอาจนำไปสู่ข้อกังวลเรื่องการเอื้อประโยชน์ให้บุคคลบางกลุ่ม หรือเกิดปัญหาเช่นเดียวกับกรณีทุจริตการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นที่เคยเกิดขึ้น
“กรรมการจึงมีความสำคัญมาก เพราะเป็นผู้ให้คะแนนสัมภาษณ์โดยตรง จึงมีคำถามว่าจะเกิดเด็กฝาก หัวคะแนน หรือการเอื้อประโยชน์ให้บุคคลบางกลุ่มหรือไม่” นพ.สุภัทร กล่าว
เสนอเพิ่มข้อเขียน ไม่เห็นด้วยใช้สัมภาษณ์เพียงอย่างเดียว
นพ.สุภัทร กล่าวว่า ยังไม่เห็นด้วยกับการใช้การสัมภาษณ์เพียงวิธีเดียวในการคัดเลือก โดยเห็นว่าควรมีการสอบข้อเขียนร่วมด้วย เพื่อให้เป็นมาตรฐานเช่นเดียวกับการสอบคัดเลือกลูกจ้างภาครัฐของสำนักงาน ก.พ. พร้อมเปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพบว่า “กระทรวงสาธารณสุข” ให้แต่ละจังหวัดเสนอรายชื่อคณะกรรมการจำนวน 6 คน เพื่อให้ส่วนกลางออกคำสั่งแต่งตั้ง แต่เมื่อคำสั่งฉบับแรกออกมา รายชื่อในหลายจังหวัดกลับไม่ตรงกับที่เสนอ จนเกิดการทักท้วงผ่านกลุ่มไลน์ของผู้เกี่ยวข้องในหลายพื้นที่ อาทิ จังหวัดยโสธร อุดรธานี เลย หนองคาย ร้อยเอ็ด กาญจนบุรี สิงห์บุรี ตรัง สตูล สุโขทัย และแม่ฮ่องสอน ก่อนที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพจะมีการออกคำสั่งใหม่ให้ตรงกับรายชื่อที่จังหวัดเสนอ
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อกล่าวอ้างจาก นพ.สุภัทร และยังไม่มีคำชี้แจงจากกระทรวงสาธารณสุขหรือกรมสนับสนุนบริการสุขภาพต่อประเด็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงรายชื่อกรรมการในคำสั่งแต่งตั้ง
จี้รัฐมนตรีชี้แจง พร้อมขอ กมธ.งบฯ ตรวจสอบโครงการ
นพ.สุภัทร เรียกร้องให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ออกมาชี้แจงข้อสงสัยเกี่ยวกับกระบวนการแต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกโดยเร็ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อสาธารณะ และได้ยังเสนอเรื่องให้คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีของสภาผู้แทนราษฎร ตรวจสอบการใช้งบประมาณของโครงการอาสาพยาบาลชุมชนอย่างละเอียด เพราะหากไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการดำเนินงานได้ ก็ควรพิจารณา “ยกเลิกโครงการ”
“จะช่วยลดความเสี่ยงด้านการทุจริต และประหยัดงบประมาณของรัฐได้ประมาณ 1,300 ล้านบาทต่อปี”
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




