“ภูมิใจไทย พูดแล้วทำ” พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดตัวโครงการ “อาสาพยาบาลชุมชน (อสพ.)” ดีเดย์เปิดรับสมัคร 7,256 คนทั่วประเทศ จัดสรรกระจายตัวในสัดส่วน 1 ตำบล ต่อ 1 คน โดยมีกรอบงบประมาณผูกพันปีแรกสูงถึง 1,400 ล้านบาท พร้อมอัตราค่าจ้างจูงใจเดือนละ 15,000 บาท สัญญาจ้างเบื้องต้น 2 ปี
รัฐบาลชูธงว่านี่คือ “นวัตกรรมเชิงนโยบาย” ที่จะเข้ามาอุดช่องว่างของสังคมสูงวัยขั้นสุดยอดและการดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางถึงหน้าประตูบ้าน ทว่าในอีกมุมหนึ่ง นโยบายนี้กลับจุดชนวนวิพากษ์วิจารณ์ จากทั้งอดีตคนทำงานในพื้นที่ ฝ่ายค้าน และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ตั้งคำถามว่า เงินงบประมาณก้อนโตนี้กำลังถูกใช้ไปอย่างถูกฝาถูกตัว หรือเป็นเพียงการใช้เงินหลวงสร้างเครือข่ายทางการเมืองระดับฐานราก
ในขณะที่พยาบาลวิชาชีพตัวจริงเสียงจริงนับพันคนยังคงติดหล่มอยู่ในสถานะ “ลูกจ้างชั่วคราว” ไร้การบรรจุข้าราชการ
สธ.ยืนยัน อสพ. เติมช่องว่างการผลิตแพทย์
พัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สธ. ระบุว่า นโยบายการจัดตั้ง อสพ. เกิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความจำเป็นเร่งด่วนในการยกระดับระบบสุขภาพไทยให้สามารถเปลี่ยนผ่านจาก “การตั้งรับในโรงพยาบาล” ไปสู่ “การรุกคืบดูแลต่อเนื่องที่บ้าน” เนื่องจากปัจจุบันมีกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการการดูแลจำเพาะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ทั้งผู้สูงอายุ ผู้มีภาวะพึ่งพิง และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
“การผลิตแพทย์หรือพยาบาลวิชาชีพเพิ่มขึ้นเต็มระบบต้องใช้ระยะเวลานานหลายปี ในขณะที่คลื่นผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงประชากรกำลังหลั่งไหลเข้ามาทุกวัน การสร้างบุคลากรสนับสนุนที่มีศักยภาพและผ่านการอบรมอย่างเป็นระบบในระดับชุมชน จึงเป็นทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ที่รอไม่ได้” นายพัฒนา กล่าว
กระทรวงสาธารณสุขพยายามลดแรงต้านจากองค์กรวิชาชีพด้วยการชี้แจงอย่างหนักแน่นว่า อสพ. “ไม่ใช่การสร้างวิชาชีพใหม่” และ “ไม่ได้มาทำงานแทนพยาบาลวิชาชีพ หรือ อสม.” แต่จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นจิ๊กซอว์ตัวใหม่ที่เป็นเสมือน “กำลังเสริม” (Multiplier) คอยเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างผู้ดูแลผู้ป่วยในครอบครัว (Caregiver) อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) หรือโรงพยาบาลชุมชนในพื้นที่
เปิดโครงสร้าง อสพ. แยก 3 กลุ่ม เปิดช่องปริญญาตรีทั่วไป
ตามแผนการดำเนินงานของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) โครงการนี้เปิดกว้างให้บุคคล 3 กลุ่มที่มีพื้นฐานการศึกษาและประสบการณ์แตกต่างกันเข้ามาสมัคร โดยมีการออกแบบหลักสูตรอบรมที่ลดหลั่นกันไปตามต้นทุนความรู้ด้านสุขภาพ ดังนี้
ตารางจำแนกกลุ่มผู้สมัคร ระยะเวลาการอบรม และขีดความสามารถ
| กลุ่มผู้สมัคร | คุณสมบัติเฉพาะ | อายุสูงสุด | ระยะเวลาการอบรม |
| กลุ่มที่ 1: ทั่วไป | สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทุกสาขา | ไม่เกิน 60 ปี | 240 ชั่วโมง |
| กลุ่มที่ 2: วิทยาศาสตร์สุขภาพ | สำเร็จปริญญาตรีด้านสุขภาพ (เช่น สาธารณสุข, กายภาพบำบัด ฯลฯ) | ไม่เกิน 65 ปี | 120 ชั่วโมง |
| กลุ่มที่ 3: วิชาชีพตรง | พยาบาลวิชาชีพ/ผู้ประกอบวิชาชีพสุขภาพที่มีใบอนุญาต (แพทย์, ผดุงครรภ์) | ไม่เกิน 70 ปี | 30 ชั่วโมง |
กระบวนการคัดเลือกถูกระบุว่าจะดำเนินการผ่าน “คณะอนุกรรมการระดับจังหวัด” ที่มีนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นพ.สสจ.) เป็นประธาน โดยจะใช้เครื่องมือวิเคราะห์และประเมินบุคคลผ่าน การทดสอบสัมภาษณ์แบบ 100 คะแนนเต็ม ซึ่งผู้ที่จะได้รับการคัดเลือกจะต้องผ่านเกณฑ์คะแนนไม่ต่ำกว่า 60 คะแนน ใน 5 มิติมาตรฐานหลัก ประกอบด้วย
- คุณสมบัติและความสามารถทั่วไป ด้านการประสานงานและการจัดการ
- ประสบการณ์การทำงาน ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ป่วยหรือจิตอาสา
- ความพร้อมและความผูกพันเชิงลึกกับพื้นที่ เพื่อป้องกันการย้ายออกกลางคัน
- ทักษะการสื่อสารและการทำงานเป็นทีม ร่วมกับโครงสร้างชุมชนเดิม
- ทักษะการแก้ไขปัญหาสถานการณ์จำลอง หน้างานด้านสุขภาพ
ย้ำภารกิจเต็มเวลาและการควบคุมคุณภาพผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์ม
สิ่งที่ทำให้ อสพ. แตกต่างจาก อสม. อย่างมีนัยสำคัญ คือเงื่อนไขการทำงานที่เป็นการ จ้างเหมาบริการเต็มเวลา (Full-time) ในวันและเวลาราชการ โดยได้รับค่าตอบแทนคงที่ 15,000 บาทต่อเดือน แลกกับการลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจเข้มข้นใน 4 กลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่
- ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงและผู้มีภาวะพึ่งพิงระยะยาว
- ผู้ป่วยกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง เพื่อปรับพฤติกรรม
- กลุ่มอนามัยแม่และเด็ก การติดตามการฝากครรภ์และส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
- กลุ่มผู้ป่วยจิตเวชและผู้ผ่านการบำบัดยาเสพติด เพื่อติดตามผลและป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ
นอกจากนี้ เพื่อลบข้อครหาเรื่องการจ้างงานอย่างไร้ประสิทธิภาพ นพ.ภูวเดช สุระโคตร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ได้เปิดเผยถึงกลไกการติดตามผลงานผ่านแอปพลิเคชัน “Community Care” ซึ่งเป็นระบบย่อยที่ถูกพัฒนาและเชื่อมต่อเข้ากับฐานข้อมูล “หมอพร้อม” ทำให้ส่วนกลางสามารถตรวจสอบการเช็กอินเข้าเยี่ยมบ้าน ผลบันทึกสัญญาณชีพ และรายงานสุขภาพของผู้ป่วยในชุมชนได้แบบเรียลไทม์ (Real-time tracking)
- รับสมัครและคัดเลือก
15-31 กรกฎาคม 2569
ยื่นใบสมัครที่ สสจ. ทั่วประเทศ คัดเลือกผ่านการสัมภาษณ์ 5 ด้านโดยคณะอนุกรรมการจังหวัด ต้องได้คะแนนไม่น้อยกว่า 60% - เข้าสู่กระบวนการอบรมตามมาตรฐาน สธ.
สิงหาคม – กันยายน 2569
เข้ารับการฝึกอบรมภาคทฤษฎีและปฏิบัติการดูแลปฐมภูมิตามกลุ่มเป้าหมาย ตั้งแต่ 30 ถึง 240 ชั่วโมง - ปฏิบัติงานและประเมินผลเรียลไทม์
สัญญาปีต่อปี (กรอบ 2 ปี)
ลงพื้นที่เต็มเวลา บันทึกการปฏิบัติงานผ่านแอปพลิเคชัน Community Care ประเมินควบคู่กันระหว่างสำนักงานสาธารณสุขอำเภอและทีมแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว - การคัดกรองผลงานปลายปี
ตัดเกรดกลุ่ม Top และ Bottom
ผู้ที่มีผลงานอยู่ใน 10% แรก ได้สิทธิพิเศษสนับสนุนการเรียนต่อวิชาชีพพยาบาล ส่วนกลุ่ม 10% ล่าง หากปรับปรุงตัวไม่ผ่านเกณฑ์จะถูกยุติสัญญาจ้าง
เสียงสะท้อนจากคนหน้างาน “พยาบาลลูกจ้าง” 7,000 ชีวิตที่ถูกลืม?
เหรียญอีกด้านของนโยบายนี้ถูกตีแผ่อย่างเผ็ดร้อนทันทีที่มีการเปิดรับสมัครวันแรก โดย นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชนชื่อดังในจังหวัดสงขลา ได้ออกมาตั้งคำถามสำคัญผ่านพื้นที่สาธารณะ เป็นตัวแทนส่งเสียงสะท้อนจากฝั่งผู้ปฏิบัติงานวิชาชีพที่กำลังเผชิญหน้ากับความไม่มั่นคงในอาชีพ
นพ.สุภัทร ชี้ให้เห็นถึงความลักลั่นย้อนแย้งเชิงโครงสร้างงบประมาณของกระทรวงสาธารณสุข โดยอ้างอิงตัวเลขรายงานภายในของ สธ. เองว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังมี พยาบาลวิชาชีพตัวจริงที่สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตร 4 ปีเต็ม และมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพถูกต้อง แต่ยังมีสถานะเป็นเพียง “ลูกจ้าง” (ทั้งแบบรายวัน รายเหมา หรือลูกจ้างชั่วคราว) สูงถึงอย่างน้อย 7,021 คน และอาจแตะหลักหมื่นคนหากนับรวมกลุ่มจ้างงานในระดับพื้นที่ที่ไม่ได้รายงานเข้าระบบส่วนกลาง
“ในขณะที่พยาบาลวิชาชีพแท้ ๆ ทำงานหนักแทบตายในวอร์ด หวังเพียงการบรรจุเป็นข้าราชการหรือพนักงานกระทรวงสาธารณสุขเพื่อความมั่นคง แต่กระทรวงกลับเลือกที่จะนำเงินงบประมาณ 1,400 ล้านบาท ไปจ้างคนนอกที่อบรมเพียงไม่กี่สิบชั่วโมงมาทำงานในชุมชนด้วยอัตราเงินเดือน 15,000 บาท ซึ่งเท่ากับหรือมากกว่าเงินเดือนเริ่มต้นของพยาบาลลูกจ้างชั่วคราวบางคนเสียด้วยซ้ำ” นพ.สุภัทร ระบุ
ข้อเรียกร้องหลักจากฝั่งวิชาชีพคือ หากกระทรวงสาธารณสุขมีศักยภาพในการระดมทุนและจัดสรรงบประมาณได้สูงถึง 1,400 ล้านบาทต่อปี เหตุใดจึงไม่แปรเปลี่ยนงบประมาณก้อนนี้ไปเป็นการจัดสรรตำแหน่งข้าราชการตั้งใหม่ หรือเพิ่มสิทธิประโยชน์และโบนัสเพื่อรั้งตัวพยาบาลวิชาชีพลูกจ้างให้อยู่ในระบบโรงพยาบาลรัฐต่อไป แทนที่จะสร้างกลุ่มมวลชนใหม่ขึ้นมาทดแทน ซึ่งอาจสร้างความขัดแย้งเชิงจิตวิทยาและความเหลื่อมล้ำในกลุ่มผู้ปฏิบัติงานสาธารณสุขด้วยกันเอง
นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า กำลังเร่งรัดการบรรจุพยาบาลวิชาชีพเป็นข้าราชการกว่า 4,252 อัตรา ให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายนนี้ เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนและลดสัดส่วนลูกจ้างชั่วคราว พร้อมขอจัดสรรอัตราตั้งใหม่อีก 8,642 อัตรา ควบคู่ไปกับการผลักดันแผนเลื่อนระดับตำแหน่งพยาบาลกว่า 3,486 อัตร
ข้อกังขาสัมภาษณ์ 100% ช่องโหว่ “เด็กฝาก-หัวคะแนน”
ไม่เพียงแต่ประเด็นความคุ้มค่าเชิงวิชาชีพเท่านั้น แต่ในมิติการเมืองระดับชาติ นโยบายนี้ก็ถูกกระหน่ำตีอย่างหนักจากฝ่ายนิติบัญญัติ โดย นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้ออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวที่รัฐสภา แสดงความกังวลว่าโครงการ อสพ. มีลักษณะที่อาจตีความได้ว่าเป็นการ “ใช้เงินหลวงสร้างหัวคะแนนทางการเมือง” อย่างแยบยล
ประเด็นหลักที่ นพ.เปรมศักดิ์ ตั้งข้อสังเกตคือการเลือกใช้วิธี “สัมภาษณ์เพียงอย่างเดียว” ในการตัดสินใจคัดเลือกผู้สมัคร ซึ่งเป็นการเปิดช่องว่างให้เกิดการใช้ดุลยพินิจของคณะกรรมการระดับพื้นที่อย่างกว้างขวาง ปราศจากเครื่องมือชี้วัดที่เป็นรูปธรรมเหมือนการสอบข้อเขียนทั่วไป
“การเลือกคนเพียงตำบลละ 1 คน ด้วยวิธีสัมภาษณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่อัตราเงินเดือน 15,000 บาทในต่างจังหวัดถือว่าสูงและมั่นคงพอสมควร ย่อมหนีไม่พ้นที่จะเกิดระบบเด็กฝากผ่านนักการเมืองท้องถิ่นหรือ สส. ในพื้นที่ นี่ไม่ใช่แค่โครงการด้านสุขภาพ แต่มันคือการวางกลไกยึดฐานที่มั่นระดับตำบลเพื่อหวังผลคะแนนเสียงในอนาคตใช่หรือไม่” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว
นอกจากนี้ สว.เปรมศักดิ์ ยังได้ฉายภาพความซ้ำซ้อนเชิงโครงสร้างปฏิบัติงานในระดับฐานราก โดยเปรียบเทียบโครงสร้างเดิมและโครงสร้างใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น เพื่อให้เห็นภาพทับซ้อนของภารกิจ
ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างและทับซ้อนของกลไกสุขภาพในชุมชน
| มิติการเปรียบเทียบ | อสพ. (กลไกใหม่) | อสม. (โครงสร้างเดิม) | ผู้ดูแลผู้ป่วย: Caregiver (โครงสร้างเดิม) |
| สถานะการทำงาน | จ้างเหมาเต็มเวลา (Full-time) | อาสาสมัครพาร์ตไทม์ (Part-time) | อาสาสมัคร/รับค่าตอบแทนตามเคส |
| อัตราค่าตอบแทน | 15,000 บาท / เดือน | ค่าป่วยการ 2,000 บาท / เดือน | ค่าตอบแทนตามระเบียบ อปท./สสส. |
| ขอบเขตหน้าที่ | เยี่ยมบ้าน ประเมินอาการ บันทึกแอปฯ | สำรวจข้อมูล คัดกรอง ประสานงานชุมชน | ดูแลกิจวัตรประจำวัน (ADL) ของผู้ป่วย |
| การบังคับบัญชา | กระทรวงสาธารณสุข (สบส./สสจ.) | กระทรวงสาธารณสุข (สบส.) | ท้องถิ่น (รพ.สต. ถ่ายโอน / อปท.) |
ความทับซ้อนนี้ นำมาสู่ข้อกังขาว่า การเพิ่ม อสพ. เข้าไปอีก 1 ตำแหน่งต่อ 1 ตำบล จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลได้จริง หรือจะเข้าไปสร้างความขัดแย้งในแนวราบกับ รพ.สต. ที่ปัจจุบันหลายแห่งได้ถ่ายโอนภารกิจไปอยู่ภายใต้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) แล้ว ซึ่งมีสายการบังคับบัญชาแยกขาดจากกระทรวงสาธารณสุขโดยสิ้นเชิง
การพิสูจน์ความโปร่งใสของนโยบายอาสาพยาบาล
โครงการ อสพ. กำลังเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกอย่างเต็มตัวในครึ่งหลังของเดือนกรกฎาคม 2569 นี้ บทพิสูจน์สำคัญที่จะชี้ชะตาว่าโครงการนี้จะเป็น “นวัตกรรมการดูแลเชิงรุก” หรือ “เครื่องมือการเมือง” ไม่ได้อยู่ที่คำแถลงแก้ต่างในการแถลงข่าว แต่อยู่ที่ความโปร่งใสในทางปฏิบัติ
หากกระทรวงสาธารณสุขสามารถเปิดเผยคะแนนดิบของการสอบสัมภาษณ์ มีตัวแทนจากสภาวิชาชีพร่วมสังเกตการณ์ และควบคุมการทำงานผ่านแอปพลิเคชัน Community Care ได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงโดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องเส้นสาย นโยบายนี้ก็อาจจะกลายเป็นเม็ดเงินที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากพร้อม ๆ กับการดูแลผู้สูงวัยที่ไร้ที่พึ่ง
แต่ถ้ารัฐบาลไม่สามารถเคลียร์ข้อกังขาเรื่อง “ระบบเด็กฝาก” และยังคงปล่อยให้พยาบาลวิชาชีพตัวจริงต้องทำงานอย่างโดดเดี่ยวโดยไร้ความมั่นคง เงิน 1,400 ล้านบาทก้อนนี้ ก็อาจถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์นโยบายสาธารณสุขไทยว่าเป็นเพียงงบประมาณที่ถูกใช้ไปเพื่อสร้าง “หัวคะแนน” ที่ส่งผลกระทบและสร้างรอยร้าวลึกให้แก่ระบบสุขภาพของประเทศในระยะยาว
อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง




