รัฐบาลประกาศนโยบายผลิต “อาสาพยาบาล” จำนวน 10,000 คน ค่าตอบแทนเดือนละ 15,000 บาท เพื่อดูแล 4 กลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง ผู้ป่วยNCDs แม่และเด็ก และกลุ่มจิตเวช ซึ่งคาดว่าจะเปิดรับสมัครช่วงเดือน มิ.ย – ก.ค. นี้ผ่านแอปหมอพร้อม
ขณะที่ระบบดูแลผู้ป่วยในชุมชนมีอยู่ก่อนแล้ว คนทำงานที่มีอยู่ก่อนแล้ว ทั้ง อสม. อาสาบริบาล ต่างๆ หลายคนทำงานนี้มานานกว่า 5–11 ปี แล้วอาสาพยาบาลที่รัฐกำลังจะส่งมา จะ “เติมเต็ม” หรือ “ซ้ำซ้อน” กับสิ่งที่มีอยู่แล้ว?
ส่องระบบ Long Term Care ก่อนมีอาสาพยาบาล
ระบบดูแลระยะยาว (Long Term Care หรือ LTC) ของ สปสช. ทำงานมานานกว่า 10 ปี โดยมีสามเสาหลักคือ CM – CG – CC ที่เข้ามาช่วยเติมเต็มระบบสุขภาพอยู่แล้ว
- CM หรือ Care Manager คือพยาบาลวิชาชีพที่ผ่านการอบรมเฉพาะทาง ทำหน้าที่ประเมินผู้ป่วยด้วยคะแนน ADL (Activities of Daily Living) เพื่อจัดกลุ่มความต้องการการดูแล จากนั้นจัดทำ “แคร์แพลน” รายบุคคล มอบหมายงานให้ CG และ CC ลงพื้นที่ ติดตามผล และประชุม conference ทุกเดือน
- CG หรือ Care Giver คือผู้ดูแลในชุมชนที่ผ่านการอบรม 70 หรือ 120 ชั่วโมง ทำหน้าที่เยี่ยมผู้ป่วยตามแคร์แพลน วัดสัญญาณชีพ ทำกายภาพบำบัดเบื้องต้น ป้อนอาหาร ดูแลแผล และรายงานอาการกลับไปยัง CM
- CC หรืออาสาบริบาล มีบทบาทคล้าย CG แต่ลงชุมชนหนักกว่า คือวันละ 8 ชั่วโมง สูงสุด 20 วันต่อเดือน โดย 1 CC รับผิดชอบผู้ป่วยได้ 4 ราย
แม้ระบบที่เป็นเสาหลักจะดูเหมอนถูกวางให้ครบทั้งหมดแล้ว แต่ความเป็นจริงในพื้นที่ไม่ได้ราบรื่นขนาดนั้น ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ตำบลชำผักแพว อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี มี CG กว่า 60 คน แต่ระบบ LTC เบิกจ่ายได้จริงเพียง 4–5 คน ด้วยค่าตอบแทน 600–1,500 บาทต่อเดือนตามจำนวนผู้ป่วยที่ดูแล ทำให้ วาสนา เวชพุดชา พยาบาลวิชาชีพ ซึ่งเป็น CM ประจำ รพ.สต. แก้ปัญหาด้วยการจัดทีมสลับ 2 คนลงเยี่ยม เพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมและรู้สึกมีคุณค่า
CG ผู้ดูแลในชุมชนไม่จบปริญญาตรีเป็นอาสาพยาบาลไม่ได้
ขณะที่คนทำงานของ CG ที่ทำมานานกว่า 5 ปีด้วยค่าตอบแทน 400 บาท เดือน อย่าง หนูพูล วรรณพัต CG ในตำบลชำผักแพว เล่าว่า เธอทำงานโดยการแบ่งเฉลี่ยพื้นที่ โดยดูทั้งระบบให้กำลังใจ ประสานญาติ กายภาพ เธอเล่าถึงหนึ่งในเคสที่ดูแลคือชายสูงอายุที่กระดูกทับเส้นประสาทบริเวณคอจนนอนติดเตียง ขยับตัวไม่ได้ ต้องใส่ผ้าอ้อม เธอลงเยี่ยมตามแคร์แพลน ทำกายภาพบำบัด วัดความดันก่อนทุกครั้ง พูดคุยให้กำลังใจ และประสานให้ญาติช่วยทำกายภาพต่อเนื่องในช่วงที่เธอไม่ได้อยู่ด้วย วันนี้คุณตารายนั้นเดินเข้าห้องน้ำเองได้แล้ว
“ดีใจแทบร้องไห้ เพราะตอนแรกแกนอนติดเตียง ตัวแข็งไปหมด แต่ตอนนี้เดินได้แล้ว” แต่ค่าตอบแทนที่เธอได้รับสำหรับงานทั้งหมดนี้
เช่นเดียวกับ รัตนาวดี ศิริอนุกูล CG อีกคนซึ่งเป็น อสม. มา 11 ปี ทำงาน CG ตั้งแต่ปี 2563 เล่าว่าเธอดูแลผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวหลายโรค ทำงานตั้งแต่วัดความดัน เจาะน้ำตาล วัดออกซิเจน ดูแลสายให้อาหาร ไปจนถึงติดตามอาการ บางวันญาติไม่อยู่ เธอก็ดูแลให้ทุกอย่างคนเดียว
เมื่อถามทั้งสองคนว่าอยากสมัครอาสาพยาบาลไหม คำตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “อยาก” แต่ติดเงื่อนไขเดียวกัน นั่นคือ เงื่อนไขปริญญาตรี
“ถ้าไม่กำหนดว่าต้องจบปริญญา ก็อยากเป็น เพราะคนที่ไม่ได้จบสูง แต่มีใจอยากดูแลคน ก็มีเยอะ”
รัฐบาลบอกว่าไม่ซ้ำซ้อน แต่หน้างานยังมีคำถาม
รัฐบาลชี้แจงผ่านรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีว่า อสพ. หรืออาสาพยาบาลชุมชน จะไม่กระทบ Care Giver เดิม แต่เป็นการ “เสริมระบบ” โดยหนึ่งคนจะดูแลกลุ่มเป้าหมาย 24 ราย เยี่ยมบ้าน 1–2 ครั้งต่อสัปดาห์ รวมกว่า 80–100 ครั้งต่อเดือน ทำหัตถการพื้นฐาน เช่น วัดสัญญาณชีพ ทำแผล ป้องกันแผลกดทับ ติดตามการใช้ยา และประเมินพัฒนาการเด็ก
คุณสมบัติผู้สมัครคืออายุ 22–70 ปี จบปริญญาตรี แบ่งกลุ่มอบรม 3 ระดับตามวุฒิ ตั้งแต่ 30 ชั่วโมงสำหรับพยาบาลเกษียณ ไปจนถึง 480 ชั่วโมงสำหรับผู้จบปริญญาตรีสาขาอื่น ๆ
แต่ วาสนา พยาบาล CM ที่คลุกคลีกับระบบนี้มานาน ตอบตรง ๆ ว่า หากอาสาพยาบาลที่เข้ามาไม่ใช่พยาบาลวิชาชีพ บทบาทที่ทำได้ก็จะ “เหมือน CG” และยังต้องอยู่ภายใต้การกำกับของ CM เช่นเดิม เพราะผู้ที่มีอำนาจประเมินผู้ป่วย ทำแคร์แพลน และกำกับติดตาม ยังต้องเป็นพยาบาลวิชาชีพเท่านั้น
ส่วนที่เพิ่มคุณค่าได้จริงคือ “พยาบาลเกษียณ” ที่สามารถเปลี่ยนสายให้อาหาร NG tube เปลี่ยนสายสวนปัสสาวะ และประเมินอาการได้โดยไม่ต้องรอ CM ซึ่งปัจจุบันมีเพียง 1 คนต่อ 1 รพ.สต. และบางวันก็ไม่ได้อยู่ในพื้นที่
ยิ่งไปกว่านั้น หากอาสาพยาบาลได้ค่าตอบแทน 15,000 บาทต่อเดือน ขณะที่ CG อาสาได้เพียง 600–1,500 บาท แต่ทำงานในลักษณะเดียวกัน คำถามเรื่อง “ความเป็นธรรม” จะยิ่งดังขึ้นอีก
“แก่งคอยโมเดล”เมื่อหมอโรงพยาบาลชุมชนมองเห็นภาพใหญ่
นพ.ประสิทธิ์ชัย มังจิตร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแก่งคอย ชี้ให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ลึกกว่า นั่นคือในปัจจุบัน กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ต่างทำงานเรื่องผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางแยกกัน งบประมาณก็มาหลายก้อนจากหลายแหล่ง ทำให้เกิดความซ้ำซ้อนและสิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็น
เขาเสนอแนวคิด “Area-based Care” โดยตั้ง “ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตระดับตำบล” ให้รวมทุกภาคส่วนไว้ด้วยกัน ทั้ง อบต. รพ.สต. อสม. CG ภาคประชาชน และเอกชน ทำงานบนฐานข้อมูลเดียวกัน จากนั้นกระจายกำลังคนตามจำนวนผู้ป่วยจริงในพื้นที่
“คนไข้ก็มีอยู่เท่านี้ คนทำงานก็มีอยู่เท่านี้ ถ้ารวมกันทำก็จบ ไม่ต้องต่างคนต่างทำจนซ้ำซ้อน”
เขายังเตือนด้วยว่า หากรัฐบาลจะจ้างอาสาพยาบาลทุกตำบลทั่วประเทศ งบประมาณที่ต้องใช้มหาศาล และต้องตอบคำถามเรื่องความยั่งยืนระยะยาวให้ได้ก่อน สระบุรีกำลังผลักดันโมเดลนี้จริงภายใต้การนำของผู้ว่าราชการจังหวัด พร้อมตั้งเป้าว่าผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางทุกคนจะต้องมีระบบดูแลรองรับ
เสนออีกทางเลือก “1 ผู้ช่วยพยาบาล 1 หมู่บ้าน”
ขณะที่ถกเถียงกันว่าอาสาพยาบาลซ้ำซ้อนกับ CG หรือไม่ ดร.พว.กฤษดา แสวงดี อดีตนักวิเคราะห์นโยบายระดับกระทรวงและที่ปรึกษาด้านแผนยุทธศาสตร์สาธารณสุข เสนอทางเลือกที่สาม นั่นคือการ “อัปเกรด” คนเดิมในระบบ แทนการสร้างอาสาสมัครกลุ่มใหม่
โมเดลที่เธอเสนอมีชื่อว่า “1 ผู้ช่วยพยาบาล 1 หมู่บ้าน” ซึ่งไม่ใช่ความคิดใหม่ทั้งหมด แต่ย้อนรากไปถึงข้อเสนอของ นพ.ประเวศ วะสี เรื่องศูนย์พยาบาลชุมชนที่เคยถูกศึกษาไว้ตั้งแต่ปี 2562 ภายใต้การสนับสนุนของ สสส. และสภาการพยาบาล
แนวคิดนี้เสนอโมเดล “พยาบาล 1 ผู้ช่วยพยาบาล 2” ต่อประชากร 1,000 คน โดยผู้ช่วยพยาบาลเหล่านี้ต้องผ่านหลักสูตร 1 ปีที่ได้รับการรับรองจากสภาการพยาบาล แบ่งเป็นภาคทฤษฎี 6 เดือนและภาคปฏิบัติ 6 เดือน เมื่อจบแล้วจะสามารถทำหัตถการที่ “ล่วงล้ำร่างกาย” ได้อย่างปลอดภัยและถูกกฎหมาย
ข้อได้เปรียบสำคัญของโมเดลนี้ที่ต่างจากอาสาพยาบาลคือ ความมีมาตรฐานและความรับผิดชอบทางกฎหมาย เธออธิบายว่าเมื่อมีการจ้างงานและค่าตอบแทน ย่อมเกิดความรับผิดชอบตามมา ซึ่งต้องการกรอบที่ชัดเจน ต่างจากระบบ “อาสาสมัคร” ที่ยังคลุมเครือในเชิงกฎหมาย
นอกจากนี้ ดร.พว.กฤษดา ยังชี้ให้เห็น “กลุ่มเป้าหมาย” ที่ซ่อนอยู่ในสังคมไทย นั่นคือลูกหลานผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงที่ต้องลาออกจากงานเพื่อกลับมาดูแลพ่อแม่ และเมื่อผู้ป่วยเสียชีวิต หลายคนก็กลับเข้าตลาแรงงานไม่ได้แล้ว หากคนกลุ่มนี้ได้รับการ “ติดอาวุธทางปัญญา” ผ่านหลักสูตรผู้ช่วยพยาบาล ทักษะที่มีอยู่แล้วก็จะกลายเป็นอาชีพที่มั่นคงและมีเส้นทางความก้าวหน้าในระบบสุขภาพต่อไปได้
“ลงทุนระยะสั้น แต่ได้ทุนมนุษย์ระยะยาว” คือหลักคิด
ดร.พว.กฤษดา ฝากไว้น่าคิดมาก เธอบอกว่าก่อนออกแบบนโยบาย รัฐควรเปิดข้อมูลจริงว่า “ช่องว่าง” ที่ยังขาดอยู่นั้น เป็นปัญหาเรื่องจำนวนคน หรือเป็นปัญหาเรื่องทักษะและคุณภาพ เพราะการเพิ่มคนโดยไม่วิเคราะห์ก่อน อาจซ้ำซ้อนกับสิ่งที่มีอยู่แล้ว
“แต่การเพิ่มทักษะให้คนเดิมและสร้างเส้นทางวิชาชีพที่ชัดเจน อาจตอบโจทย์ได้ลึกกว่า”
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง;




