“หากประเทศไทยยังมองการลาคลอดเป็นต้นทุนของนายจ้าง ประเทศจะต้องจ่ายต้นทุนที่สูงกว่ามากในอนาคต”
นี่คือสารสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นในการเสวนาวิชาการ “สิทธิความเป็นมารดาของแรงงานหญิง : มุมมองเศรษฐกิจ สังคม กับนิยามการคุ้มครองแรงงานในอนาคต” ซึ่งจัดขึ้นโดยคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับเครือข่ายด้านแรงงาน นักวิชาการ และภาคประชาสังคม
เวทีดังกล่าวสะท้อนภาพร่วมกันว่า การคุ้มครองสิทธิความเป็นมารดาไม่ใช่เพียงเรื่องของลูกจ้างหญิง แต่เป็นโจทย์ใหญ่ของการพัฒนาเศรษฐกิจ การสร้างทุนมนุษย์ และอนาคตของประเทศในวันที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ
จากสิทธิแรงงาน สู่การลงทุนทางเศรษฐกิจ
พีระ เจริญพร คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า สิทธิความเป็นมารดาไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงกรอบของกฎหมายแรงงานหรือสวัสดิการสังคม หากแต่เป็นประเด็นเชิงโครงสร้างที่เชื่อมโยงกับการพัฒนาเศรษฐกิจ ความเสมอภาคทางเพศ คุณภาพชีวิตของครอบครัว และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ อัตราการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการจ้างงานที่มีความยืดหยุ่นและหลากหลายมากขึ้น
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าจะคุ้มครองแรงงานอย่างไร แต่คือการออกแบบระบบคุ้มครองที่สามารถสร้างสมดุลระหว่างคุณภาพชีวิตของแรงงาน ความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ และการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับปรัชญาของ อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ในงานเขียน “จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” ที่มองว่ารัฐต้องดูแลคุณภาพชีวิตประชาชนตั้งแต่เกิดจนตาย ดังนั้น การคุ้มครองสิทธิความเป็นมารดาจึงไม่ใช่ “ต้นทุน” แต่เป็น การลงทุนทางสังคม ที่สร้างผลตอบแทนมหาศาลในอนาคต
วิกฤตเด็กเกิดน้อย กำลังกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ
ขณะที่การให้สิทธิมารดาจะช่วยแก้ปัญหาเด็กเกิดน้อย โดย กิริยา กุลกลการ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า ปัญหาสิทธิความเป็นมารดาไม่ใช่เรื่องสวัสดิการแรงงานเพียงอย่างเดียว แต่เป็นปัญหาเศรษฐกิจมหภาคของประเทศ
ปัจจุบันประเทศไทยมีเด็กเกิดใหม่เพียงประมาณ 400,000 คนต่อปี ซึ่งเป็นตัวเลขต่ำที่สุดในรอบ 75 ปี ขณะที่มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 500,000 คนต่อปี ส่งผลให้จำนวนประชากรลดลงปีละหลักแสนคน
หากแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไป ประเทศไทยจะเผชิญการหดตัวของกำลังแรงงาน ผู้เสียภาษี และผู้ส่งเงินสมทบเข้าระบบบำนาญ ซึ่งจะกระทบต่อฐานเศรษฐกิจในระยะยาว
ในมุมมองเศรษฐศาสตร์ การมีบุตรถือเป็น “สินค้ากึ่งสาธารณะ” (Quasi-public good) เพราะเด็กที่เกิดในวันนี้จะเติบโตเป็นแรงงาน ผู้เสียภาษี และผู้ร่วมแบกรับภาระสวัสดิการของสังคมในอนาคต ดังนั้นการให้สิทธิมารดาในเรื่องนี้จึงถือเป็นการลงทุน
ขยายสิทธิลาคลอด ยังติดกับดักกฎหมาย
หากย้อนไปพิจารณาถึงการคุ้มครองสิทธิความเป็นมารดาจะพบว่า ประเทศไทยใช้เวลากว่า 32 ปี ในการผลักดันสิทธิแรงงาน จนนำไปสู่การขยายสิทธิ ลาคลอดจาก 98 วันเป็น 120 วัน และให้บิดาสามารถลาเพื่อช่วยดูแลภรรยาได้ 15 วัน
แม้จะเป็นพัฒนาการสำคัญ แต่ยังมีข้อจำกัดทางกฎหมายที่ทำให้สิทธิความเป็นมารดายังไม่เกิดความเท่าเทียม
ประเด็นแรก คือ กฎหมายยังให้นายจ้างรับภาระจ่ายค่าจ้างช่วงลาคลอดถึง 60 วัน ส่งผลให้แรงงานหญิงวัยเจริญพันธุ์ถูกมองเป็น “ต้นทุน” และนำไปสู่การเลือกปฏิบัติในการรับเข้าทำงานหรือการเลื่อนตำแหน่ง
ประเด็นที่สอง คือ สิทธิการลาคลอดยังผูกติดกับนายจ้างเพียงรายเดียว ทำให้แรงงานนอกระบบกว่า 20 ล้านคน เช่น เกษตรกร ฟรีแลนซ์ แม่ค้า หรือไรเดอร์ ไม่ได้รับความคุ้มครองในทางปฏิบัติ
บทเรียนนอร์ดิก เมื่อรัฐลงทุนแทนนายจ้าง
กิริยา ยกตัวอย่างประเทศนอร์ดิก โดยเฉพาะนอร์เวย์ ซึ่งแม้อัตราการเกิดอยู่ที่เพียง 1.44 คนต่อหญิงหนึ่งคน แต่สามารถรักษาสมดุลระหว่างครอบครัวกับการทำงานได้ ผ่านการปรับโครงสร้างสวัสดิการทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงการแจกเงิน
แนวทางสำคัญประกอบด้วย
- รัฐหรือกองทุนสาธารณะเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายช่วงลาเลี้ยงดูบุตร แทนนายจ้าง
- กำหนดโควตาวันลาของบิดาแบบ “ใช้ไม่หมดถือว่าสิทธิหมด” เพื่อส่งเสริมให้ผู้ชายมีบทบาทในการเลี้ยงลูก
- รับประกันสิทธิการเข้าถึงศูนย์เลี้ยงเด็กถ้วนหน้า
- สร้างวัฒนธรรมการทำงานที่สมดุล ไม่ต้องทำงานเกินเวลาจนกระทบชีวิตครอบครัว
บทเรียนสำคัญคือ สิ่งที่พ่อแม่ยุคใหม่ต้องการมากที่สุดไม่ใช่เพียงเงิน แต่คือ เวลา ความมั่นคง และระบบสนับสนุนจากรัฐ
5 ยุทธศาสตร์ พลิกวิกฤตประชากรไทย
- โอนต้นทุนการลาคลอดเข้าสู่ระบบสังคม ให้รัฐหรือกองทุนประกันสังคมเป็นผู้จ่ายค่าจ้างช่วงลาคลอด เพื่อลดแรงจูงใจในการเลือกปฏิบัติต่อแรงงานหญิง
- ขยายสิทธิให้ครอบคลุมแรงงานทุกกลุ่ม โดยผูกสิทธิกับตัวบุคคล ไม่ใช่กับนายจ้างรายใดรายหนึ่ง เพื่อรองรับแรงงานอิสระและแรงงานแพลตฟอร์ม
- กำหนดสิทธิวันลาของบิดาแบบใช้ไม่หมดถือว่าสละสิทธิ์ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของผู้ชายในการดูแลบุตร
- จัดตั้งศูนย์เลี้ยงเด็กถ้วนหน้า โดยมองว่าระบบดูแลเด็กเป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ไม่ต่างจากถนน ไฟฟ้า หรือระบบสาธารณูปโภค
- สร้างนโยบายที่ทำให้ผู้หญิงไม่ต้องเลือกระหว่างงานกับครอบครัว เพราะประเทศที่บังคับให้ผู้หญิงต้องเลือก สุดท้ายจะสูญเสียทั้งแรงงานคุณภาพและอัตราการเกิด
เมื่อแรงงานหญิงยังต้องเลือกระหว่าง “งาน” กับ “ลูก”
อภันตรี เจริญศักดิ์ รองประธานสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (ฝ่ายสตรีและเยาวชน) กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่กล้ามีลูก คือความไม่มั่นคงของการจ้างงาน
แรงงานจำนวนมากทำงานภายใต้สัญญาระยะสั้นเพียง 3 เดือน 6 เดือน หรือ 9 เดือน เมื่อผู้หญิงตั้งครรภ์ ความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับการต่อสัญญาหรือถูกส่งกลับบริษัทจัดหางานมีสูง ทำให้หลายคนจำเป็นต้องเลือกระหว่างการรักษางานกับการสร้างครอบครัว
นอกจากนี้ ผู้หญิงจำนวนมากยังต้องทำงานนอกบ้านวันละ 8-12 ชั่วโมง ก่อนกลับมารับภาระงานบ้าน เลี้ยงลูก และดูแลผู้สูงอายุในครอบครัว ซึ่งเป็น “งานดูแล” ที่ใช้เวลามหาศาลแต่ไม่ถูกนับเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ
สำหรับแรงงานนอกระบบ โดยเฉพาะไรเดอร์หรือแม่เลี้ยงเดี่ยว ปัญหายิ่งรุนแรงกว่า เพราะหลักการ No Work, No Pay ทำให้ขาดรายได้ทันทีเมื่อหยุดงานคลอดบุตร โดยไม่มีหลักประกันใดรองรับ
ข้อเสนอสู่ “ยุทธศาสตร์ชาติด้านความเป็นมารดา”
เครือข่ายแรงงานหญิงเสนอให้รัฐบาลเดินหน้าปฏิรูปนโยบายอย่างเป็นระบบ ได้แก่
- รับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 183 เพื่อขยายสิทธิลาคลอดเป็น 180 วัน
- ขยายสิทธิการลาของบิดาเป็น 30 วัน
- ส่งเสริมให้สถานประกอบการจัดมุมนมแม่และให้เวลาปั๊มนมระหว่างการทำงาน
- ปรับเงินอุดหนุนเด็กเล็กให้เป็นสิทธิถ้วนหน้า
- ขยายเวลาการเปิดศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้สอดคล้องกับเวลาทำงานของพ่อแม่
ในระยะยาว ยังเสนอให้จัดทำ “ยุทธศาสตร์ชาติด้านความเป็นมารดา” ครอบคลุมการจัดตั้งกองทุนแม่และเด็กแห่งชาติ การลงทุนในเด็กปฐมวัย การพัฒนาฐานข้อมูลติดตามพัฒนาการเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึงวัยผู้ใหญ่ มาตรการภาษีจูงใจนายจ้าง และผลักดัน พระราชบัญญัติส่งเสริมการคุ้มครองสิทธิความเป็นมารดาและครอบครัวแรงงาน เพื่อเป็นกฎหมายแม่บทที่ใช้กับแรงงานทุกอาชีพอย่างเท่าเทียม
สิทธิความเป็นมารดา คือโจทย์อนาคตของประเทศไทย
ข้อสรุปจากเวทีเสวนาครั้งนี้ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า การคุ้มครองสิทธิความเป็นมารดาไม่ใช่เรื่องของผู้หญิงเพียงกลุ่มเดียว และไม่ใช่สวัสดิการที่สร้างภาระให้กับนายจ้าง หากแต่เป็นการลงทุนระยะยาวของประเทศ
เมื่อประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตประชากรลดลง สังคมสูงวัย และกำลังแรงงานหดตัว การสร้างระบบที่ทำให้คนสามารถ “มีงานและมีลูกได้พร้อมกัน” อาจเป็นหนึ่งในนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของประเทศในทศวรรษข้างหน้า เพราะหากรัฐยังปล่อยให้แรงงานต้องเลือกระหว่างอาชีพกับครอบครัว ต้นทุนที่ประเทศต้องแบกรับในอนาคตอาจสูงกว่าการลงทุนด้านสวัสดิการหลายเท่าตัว
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




