จากเวทีเสวนา “FROM KIDS TO HUMAN CAPITAL — การปฏิรูปการศึกษาและพัฒนาทุนมนุษย์ ไปต่ออย่างไร ให้ได้ผล?” ในวันที่ 29 ส.ค. 69 ของงาน National Education Forum 2026 ที่ร่วมกันหารือระหว่างผู้กำหนดนโยบายและเครือข่ายการศึกษาในพื้นที่ หาทางออกให้กับวิกฤติการศึกษาและทุนมนุษย์ นำไปสู่ข้อเสนอหลายมิติ เพื่อผลักดันเป็นนโยบายสาธารณะต่อไป
ช่องว่างคุณภาพชีวิตสร้างวิกฤติต้นทุนมนุษย์
ไพรินทร์ ชูโชติถาวร คณะกรรมการร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ได้เปิดประเด็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของทุนมนุษย์ในประเทศที่สร้างช่องว่างระหว่างคนกับโครงสร้างขั้นพื้นฐาน
รวมทั้งภาพรวมยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศซึ่งถือเป็นปัจจัยชี้ขาดอนาคตของประเทศแต่ยังเต็มไปด้วยปัญหาหลายมิติ โดยแบ่งการวิเคราะห์ออกเป็น 2 มิติหลัก คือ มิติด้านปริมาณ และมิติด้านคุณภาพ ครอบคลุมทั้งระบบสาธารณสุข การศึกษา และสวัสดิการสังคม
ในมิติด้านปริมาณ ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตอัตราการเจริญพันธุ์ลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว โดยมีจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงอย่างต่อเนื่อง จนส่งผลให้จำนวนนักเรียนในระบบการศึกษาลดลงราวปีละ 50,000 คน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังระดับอุดมศึกษาและกำลังแรงงานในอนาคต
การลดลงของประชากรวัยเด็กนี้ส่งผลโดยตรงต่อการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เนื่องจากแรงงานหนึ่งคนสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจตลอดช่วงชีวิตการทำงานได้มหาศาล หากไม่สามารถเพิ่มผลิตภาพแรงงานให้เติบโตได้เร็วกว่าอัตราการลดลงของประชากร ประเทศไทยจะติดอยู่ในสภาวะแก่ก่อนรวย และไม่สามารถก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางได้
ในมิติด้านคุณภาพ ไพรินทร์ ได้เริ่มวิเคราะห์จากระบบสาธารณสุขว่า แม้ไทยจะมีระบบบริการสุขภาพที่เข้าถึงได้ง่ายและมีประสิทธิภาพติดอันดับต้น ๆ ของโลก แต่กลับเผชิญปัญหาช่องว่างระหว่างอายุขัยเฉลี่ย (Life Span) กับช่วงเวลาของการมีสุขภาพที่ดี (Health Span)
โดยพบว่าผู้สูงอายุไทยมีช่วงเวลาที่ต้องเผชิญกับความเจ็บป่วยหรือเป็นผู้ป่วยติดเตียงในช่วงบั้นปลายชีวิตยาวนานเกือบสิบปี แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จึงมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนเป้าหมายจากการรักษาพยาบาลไปสู่การแพทย์เชิงป้องกัน เพื่อลดภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และยกระดับสุขภาวะให้ผู้สูงอายุมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ
ปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบการศึกษาและการปรับตัวในยุคดิจิทัล
สำหรับปัญหาด้านคุณภาพระบบการศึกษา ไพรินทร์ ได้สะท้อนผ่านคะแนนประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (PISA) ที่อยู่ในกลุ่มต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีงบประมาณด้านการศึกษาในระดับปานกลาง
ทั้งนี้เพราะปัญหาดังกล่าวเกิดจากโครงสร้างการบริหารที่ขาดการแยกบทบาทระหว่างผู้วางนโยบาย ผู้ปฏิบัติการ และผู้กำกับดูแล อีกทั้งยังมีความแตกแยกระหว่างหน่วยงานที่ดูแลการศึกษาขั้นพื้นฐานและอุดมศึกษา
ยิ่งไปกว่านั้น ค่านิยมของสังคมยังยึดติดกับปริญญาบัตรมากกว่าสมรรถนะและทักษะวิชาชีพ ทั้งที่การศึกษาควรตอบสนองต่อการใช้ชีวิตและการทำงานจริง ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาท การศึกษาไทยจำเป็นต้องเร่งปฏิรูปกฎหมายให้ทันสมัย ปรับหลักสูตรสู่ลักษณะสหวิทยาการ (Multidisciplinary) และส่งเสริมทักษะความฉลาดรู้ทางดิจิทัล (Digital Literacy) ควบคู่ไปกับการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)
นอกจากนี้ ระบบสวัสดิการของไทยในปัจจุบันแม้จะครอบคลุมหลากหลายด้านจนมีลักษณะเป็นรัฐสวัสดิการ แต่ยังพบปัญหาความซ้ำซ้อนของการดำเนินงานในหลายกระทรวง แผนพัฒนาฯ จึงต้องมุ่งจัดระเบียบสวัสดิการให้ตรงจุดและเติมเต็มส่วนที่ยังขาดตกบกพร่อง ขณะเดียวกัน โครงสร้างกำลังแรงงานของไทยยังไม่สอดคล้องกับมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยแรงงานส่วนใหญ่ยังอยู่ในภาคเกษตรกรรมและภาคบริการที่มีผลิตภาพต่ำ
ขณะที่สัดส่วนผู้เรียนในสายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (STEM) มีเพียงประมาณร้อยละสามสิบ ซึ่งน้อยกว่าประเทศพัฒนาแล้วอย่างมาก การวางแผนพัฒนาประเทศจึงต้องเชื่อมโยงการศึกษา การยกระดับผลิตภาพแรงงาน และการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายเข้าด้วยกันอย่างเป็นเอกภาพเพื่อขับเคลื่อนประเทศอย่างยั่งยืน
วิกฤตประชากรและตัวชี้วัดคุณภาพการศึกษาไทย
สุขชัย จันปุ่ม รองเลขาธิการสภาการศึกษา ซึ่งดูแลด้านนโยบายการศึกษาระดับชาติ นำเสนอสถานการณ์การศึกษาไทยที่กำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนผ่านอันซับซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาอัตราการเกิดของประชากรที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้จำนวนนักเรียนในระบบลดฮวบและโรงเรียนขนาดเล็กต้องทยอยปิดตัวหรือถูกยุบรวมเป็นจำนวนมาก ซึ่งสถานการณ์นี้ทวีความท้าทายในการรักษามาตรฐานและคุณภาพการศึกษาให้ครอบคลุมทุกพื้นที่
อย่างไรก็ดี วิกฤตประชากรนี้อาจพลิกเป็นโอกาสสำคัญในการปฏิรูประบบการเรียนรู้ให้มีความยืดหยุ่น เข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลาเพื่อรองรับผู้เรียนอย่างทั่วถึง
ในมิติด้านการประเมินคุณภาพการศึกษา สุขชัย ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างชุดข้อมูล โดยตั้งข้อสังเกตต่อผลสำรวจของ World Population Review ที่ระบุว่าการศึกษาไทยตามหลังประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สปป. ลาวว่า เป็นการสำรวจความคิดเห็นที่ขาดตัวชี้วัดเชิงโครงสร้างที่ชัดเจน
ในขณะที่การจัดอันดับของสถาบันระดับสากลอย่าง IMD ประจำปี 2026 พบว่าขีดความสามารถทางการแข่งขันด้านการศึกษาของไทยขยับดีขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 52 ของโลก แม้ในระดับอาเซียนจะอยู่ในอันดับ 4 เนื่องจากมีเวียดนามเข้ามาติดอันดับสูงกว่าก็ตาม
นอกจากนี้ สภาการศึกษาได้ปรับปรุงตัวชี้วัดคุณภาพการศึกษาภายในประเทศสู่ชุดเกณฑ์ใหม่ที่สะท้อนคุณภาพจริง โดยมุ่งเน้นพัฒนาการของเด็กปฐมวัย ทักษะดิจิทัลของประชาชน และการติดตามตัวเลขอัตราเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษา แทนการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาแบบเดิม
กับดักความเหลื่อมล้ำและทิศทางการพัฒนาทุนมนุษย์
ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำทางการเรียนรู้ ได้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของทุนมนุษย์ที่สัมพันธ์โดยตรงต่อการผลักดันให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางของประเทศ
แม้ไทยจะพยายามขับเคลื่อนเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่อง แต่จำนวนปีการศึกษาเฉลี่ยของประชากรไทยยังคงหยุดอยู่ที่ประมาณ 9 ปี ซึ่งเทียบเท่าเพียงระดับการศึกษาภาคบังคับ แตกต่างจากประเทศกลุ่มรายได้สูงในเอเชียที่มีค่าเฉลี่ยเป็นตัวเลขสองหลักขึ้นไป
สาเหตุหลักมาจากการที่เด็กนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษกว่า 3 หมื่นคนต้องออกจากระบบการศึกษาทันทีที่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และมีเด็กยากจนเพียง 12% เท่านั้นที่สามารถเข้าสู่ระบบมหาวิทยาลัยผ่าน TCAS ได้ ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของเด็กไทยทั่วไปถึงเกือบสามเท่า
ข้อมูลฐานประชากร 13 หลักของ กสศ. ยังเผยให้เห็นสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำที่ชัดเจนว่า มีเด็กและเยาวชนไทยหลุดอยู่นอกระบบการศึกษามากถึงกว่า 6 แสนคน ครอบคลุมทั้งกลุ่มปฐมวัย วัยการศึกษาภาคบังคับ และระดับ ม.ปลาย/ปวช. ขณะเดียวกันยังมีเด็กอีกกว่า 3 ล้านคนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงหลุดออกจากระบบเนื่องจากปัญหาความยากจน
ไกรยส จึงเสนอแนวคิดการพัฒนาการศึกษาที่สอดคล้องกับทฤษฎีขีดความสามารถของ Amartya Sen โดยมองว่าการศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์ ไม่ใช่เพียงการผลิตแรงงานป้อนระบบเศรษฐกิจ แต่คือการปลดล็อกขีดความสามารถและสร้างเสรีภาพให้แก่ชีวิตมนุษย์
ดังนั้น ระบบการศึกษาในอนาคตจึงไม่ควรเป็นการบังคับให้เด็กทุกคนเดินบนเส้นทางสายสามัญเพียงอย่างเดียว แต่ต้องออกแบบการเรียนรู้ที่มีความยืดหยุ่น ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคล (Personalized Learning) และกระจายโอกาสทางการศึกษาไปหาผู้เรียน เพื่อให้เด็กทุกคนสามารถพัฒนาตนเองสู่เวอร์ชันที่ดีที่สุดในเส้นทางที่ตนเลือกเดิน
ความฝันที่เริ่มต้นจากภาวะติดลบของเยาวชนไทย
วรดร เลิศรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว (คิด for คิดส์) ในฐานะตัวแทนภาควิชาการและภาคประชาสังคมด้านการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อเด็กและเยาวชน กล่าวถึงการสำรวจความคิดเห็นของเยาวชนไทยอายุ 15–25 ปี จำนวนกว่า 13,000–14,000 คนทั่วประเทศ โดยคิด for คิดส์ ร่วมกับ 101PUB และ สสส. พบข้อเท็จจริงที่น่าสนใจว่า
หากเยาวชนได้รับเงินก้อนหนึ่งจำนวน 1 ล้านบาท เป้าหมายอันดับหนึ่งที่เด็กเกือบ 1 ใน 4 (24.1%) เลือกทำ คือการนำเงินไปใช้หนี้ให้ครอบครัว รองลงมาจึงเป็นการลงทุนเพื่อการศึกษาและค่าอาหารการกิน
ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นว่าจุดเริ่มต้นชีวิตของเด็กไทยส่วนใหญ่ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่เริ่มต้นจากภาวะ “ติดลบ” และความฝันพื้นฐานกว่า 80% ของเยาวชนเป็นเพียงการเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานของการดำรงชีวิตเท่านั้น ซึ่งชี้ชัดว่าเด็กจำนวนมากกำลังเผชิญข้อจำกัดทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงจนไม่สามารถตั้งเป้าหมายในชีวิตที่กว้างไกลกว่าการปลดเปลื้องภาระตรงหน้าได้
วิกฤตรอบด้านที่รุมเร้าและบั่นทอนศักยภาพเด็กไทย
วรดร ย้ำว่า สถานการณ์แวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนไทยในปัจจุบันเกิดขึ้นพร้อมกันในทุกมิติ ทั้งมิติเศรษฐกิจที่พบว่าเยาวชนเกือบ 70% อาศัยอยู่ในครัวเรือนยากจนที่มีรายได้ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อคนต่อปี และกว่า 60% อยู่ในครอบครัวที่มีหนี้สิน ด้านสถาบันครอบครัวพบว่าเด็กอายุต่ำกว่า 14 ปี เกือบครึ่งหนึ่งไม่ได้อยู่พร้อมหน้ากับพ่อแม่ ขณะที่พัฒนาการสมวัยของเด็กปฐมวัยลดฮวบจากกว่า 97% ในอดีตเหลือเพียงไม่ถึง 80% ในปัจจุบัน
นอกจากนี้ ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างมลพิษทางอากาศส่งผลให้มีเด็กต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเกือบ 2 ล้านคนต่อปี ควบคู่ไปกับปัญหาสุขภาพจิตที่เยาวชนเกือบ 60% มีความเครียดระดับสูงเรื่องการศึกษาและการทำงาน อีกทั้งยังมีกลุ่มเยาวชนว่างงานหรือไม่ได้รับการศึกษาและฝึกอบรม (NEET) เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มผู้จบการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่มีสัดส่วนสูงถึงเกือบ 1 ใน 3
ออกแบบการศึกษาอย่างไรให้พัฒนาทุนมนุษย์สำเร็จ
ทางด้าน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อว. กล่าวถึงการพลิกโฉมการศึกษาไทยให้มีความหวังด้วยพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ที่ปรับหลักสูตรให้ยืดหยุ่น เหมาะกับผู้เรียนและพื้นที่ที่หลากหลาย โดยใช้พื้นที่และเด็กเป็นจุดตั้งต้นในการออกแบบหลักสูตร พร้อมยืนยันว่า การศึกษาคือสิ่งที่เราต้องทำให้กับทุกคนทุกช่วงวัย
ไม่ว่าเกิดที่ไหนต้องมีอนาคตที่ดีได้ เข้าถึงการศึกษาที่ดีได้ เพราะการเรียนรู้เชื่อมโยงกับการมีชีวิตที่ดี ถ้าเราไม่ทำ ทุก ๆ วันของเราจะเสียโอกาส เรียนจบมามีทักษะไม่ตรงกับงาน ในวัยแรงงานเองไม่สามารถปรับตัวทันเทคโนโลยี พอเกษียณอายุก็ไม่มีอะไรทำหรือไม่รู้จะทำอะไรต่อ
เมื่อพูดถึงการปฏิรูปการศึกษา ในอีกความหมายหนึ่งคือ การสร้างระบบพัฒนาคนทุกช่วงวัย หากเราใช้คำ ๆ นี้ มีมุมมองนี้ เราจะเชื่อมโยงว่าชีวิตคนในแต่ละช่วงวัยเป็นอย่างไร ต้องการออะไร ต้องปรับตัว เรียนรู้อะไร แล้วก็สร้างระบบเชื่อมโยงกัน ทุกมิติ ไม่ใช่การวิ่งตามตัวชี้วัดหรือการปรับเกณฑ์คะแนนอย่าง PISA และอันดับ Ranking
แต่การศึกษาเป็นระบบพัฒนาคน หรือ human development system ที่ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของชีวิต เช่นเดียวกับระบบน้ำประปาและไฟฟ้า เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงและสร้างความหวังให้คนไทย
ยศชนัน ยังได้อธิบายการขับเคลื่อนและยกระดับทุนมนุษย์ด้วยความหวัง 5 มิติ
Hope to Discover (การค้นพบศักยภาพตนเอง) เปลี่ยนผ่านจากการศึกษาแบบเหมารวมไปสู่ Personalized Education เพื่อให้ผู้เรียนค้นพบความถนัดที่แท้จริง ไม่จำกัดนิยาม “คนเก่ง” ไว้แค่การเรียนวิชาการ หรือในห้องเรียน แต่ครอบคลุมทักษะวิชาชีพ กีฬา และศิลปะ โดยอาศัยเทคโนโลยีและ EdTech รวมถึงการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาช่วยอุดช่องว่าง เพื่อให้เด็กทุกคนเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ที่เหมาะสมกับตนเอง
Hope to Learn (การเรียนรู้ตลอดชีวิตและการลงมือปฏิบัติจริง) สร้างพื้นที่ทดลองจริงอย่าง Sandbox เพื่อให้ผู้เรียนนำความรู้พื้นฐานมาต่อยอดแก้ปัญหาและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ พร้อมทั้งปลดล็อกกรอบเวลาทางการศึกษาให้เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยเน้นการสร้างองค์ความรู้พื้นฐานที่มั่นคงและยืดหยุ่น เพื่อให้สามารถ Relearn ปรับตัวทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี
Hope to Work (การเชื่อมโยงทักษะสู่ตลาดแรงงานสากล) ปรับโครงสร้างหลักสูตรให้ยืดหยุ่นและตอบโจทย์ Job Description ของภาคอุตสาหกรรมทั้งในระดับประเทศและระดับโลก รวมถึงการบ่มเพาะทักษะความเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) ให้ผู้เรียนสามารถมองเห็นโอกาสการทำงานข้ามพรมแดนได้ตั้งแต่ยังเรียนอยู่
Hope to Rise (ความเท่าเทียม ศักดิ์ศรี และการทลายกำแพงสายวิชาชีพ) ยกระดับคุณค่าของทุกวุฒิการศึกษาให้มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะสายอาชีวะและสายช่างเทคนิค พร้อมทั้งทลายกรอบการแบ่งแยกสายวิทย์-สายศิลป์ เพื่อเปิดทางให้ผู้เรียนสามารถข้ามสาย ปรับเปลี่ยน และสะสมทักษะตามเป้าหมายชีวิตได้อย่างอิสระ
Hope to Lead (การเป็นผู้นำเพื่อการเปลี่ยนแปลง) ปลูกฝังให้ผู้เรียนพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาในชุมชนและสังคม สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่เพื่อพึ่งพาตนเองและขยายผลไปสู่การยกระดับเศรษฐกิจภาพรวม มากกว่าการตั้งเป้าเพียงแค่การจบออกมาเพื่อเป็นผู้หางาน
ยศชนัน ย้ำว่า การขับเคลื่อนการศึกษาต้องไม่ถูกจำกัดเป็นเพียงภาระหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการ หรือถูกมองเป็นเพียงงานสายสังคม แต่ต้องยกระดับเป็นนโยบายเศรษฐกิจและนวัตกรรมระดับชาติ (National Prosperity Policy) ซึ่งบูรณาการตั้งแต่การดูแลพัฒนาการทางสมองตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์ การส่งเสริมสุขภาวะทางสมอง ผ่านโครงการ Thailand Brain Initiative
รวมถึงการดูแลกลุ่มเปราะบาง ตลอดจนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์และฮาร์ดแวร์ของประเทศเอง เพื่อปกป้องฐานข้อมูลและปลดล็อกศักยภาพทางสติปัญญาของคนไทยให้สามารถแข่งขันและสร้างมูลค่าได้ในเวทีโลกอย่างแท้จริง
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- ก้าวข้าม ‘ห้องเรียน’ สู่ ‘พัฒนาทุนมนุษย์’ โจทย์ใหม่ พ.ร.บ.การศึกษาไทย
- Human Capital Superboard พัฒนาทุนมนุษย์ไทย สู่ ‘พลเมืองโลก’
- Policy Watch Connect การศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์




