ในโลกที่ผู้คนมีอายุยืนยาวขึ้น เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และทักษะในการทำงานมีอายุสั้นลง การศึกษาจึงไม่อาจสิ้นสุดลงในวันที่คนคนหนึ่งเรียนจบจากโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย แต่ต้องเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
“การเรียนรู้ตลอดชีวิต” จึงกลายเป็นเป้าหมายใหม่ของกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะวางรากฐานให้ประเทศไทยก้าวสู่ “สังคมแห่งการเรียนรู้” อย่างเป็นรูปธรรม
ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวในงานภาคีเพื่อการศึกษาไทย หรือ TEP National Education Forum 2026 ว่า ทิศทางการศึกษาในอนาคตต้องให้ความสำคัญกับ 2 เรื่องควบคู่กัน ได้แก่ การเรียนรู้ตลอดชีวิต หรือ Lifelong Learning และการมีชีวิตที่มีคุณภาพ เพราะเมื่อประชากรมีอายุยืนยาวขึ้น คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรให้คนมีชีวิตยืนยาวเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดี ปรับตัวได้ มีความมั่นคง และยังคงมีคุณค่าต่อสังคมตลอดช่วงชีวิต
จาก “Lifespan” สู่ “Learning Span”
องค์การอนามัยโลกให้ความสำคัญกับแนวคิด Healthy Ageing หรือการสูงวัยอย่างมีสุขภาวะ โดยมองว่าการเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญของการมีชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ เนื่องจากการเรียนรู้ไม่ได้ช่วยพัฒนาเพียงความรู้หรือทักษะสำหรับการทำงาน แต่ยังช่วยให้คนปรับตัว ดูแลสุขภาวะของตนเอง และรักษาบทบาทในสังคมได้อย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน รายงาน Future of Jobs 2025 ของ World Economic Forum สะท้อนว่า แรงงานจำนวนมากทั่วโลกจำเป็นต้องยกระดับทักษะเดิมหรือเรียนรู้ทักษะใหม่ในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า เพื่อรับมือกับเทคโนโลยีและโลกการทำงานที่กำลังเปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับข้อมูลของ OECD ชี้ว่า ผู้ที่เรียนรู้อย่างต่อเนื่องมีแนวโน้มมีสุขภาพดีกว่า มีโอกาสในการทำงานมากกว่า และมีรายได้มั่นคงกว่า
การเรียนรู้จึงไม่ควรเป็นเรื่องของคนวัยเรียนเท่านั้น แต่ต้องเป็นโอกาสสำหรับประชาชนทุกช่วงวัย ตั้งแต่วัยเด็ก วัยทำงาน ไปจนถึงวัยสูงอายุ ประเทศในอนาคตจะต้องพึ่งพาศักยภาพของประชาชนที่พร้อมเรียนรู้และปรับตัวอยู่เสมอ
ด้วยเหตุนี้ แนวคิดเรื่อง “Lifespan” หรือช่วงชีวิต จึงกำลังขยับไปสู่ “Learning Span” หรือช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ ซึ่งมองว่าการเรียนรู้สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดชีวิต โดยไม่มีเส้นแบ่งระหว่างวัยเรียน วัยทำงาน และวัยเกษียณ เป้าหมายของการศึกษาจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การทำให้คน “เรียนจบ” แต่ต้องทำให้คน “เรียนรู้เป็น” และสามารถพัฒนาตัวเองได้ตลอดชีวิต
เชื่อมบ้าน โรงเรียน และสถานประกอบการ
ประเสริฐระบุว่า วิสัยทัศน์สำคัญของกระทรวงศึกษาธิการคือ การสร้างประเทศไทยให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ พร้อมพัฒนาระบบนิเวศทางการศึกษาที่เชื่อมโยงบ้าน โรงเรียน สถานประกอบการ ชุมชน และภาคส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกัน
สังคมแห่งการเรียนรู้ไม่ควรถูกจำกัดไว้เพียงในห้องเรียนหรือสถานศึกษา แต่ต้องเปิดพื้นที่ให้ครอบครัว ชุมชน ภาคธุรกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาสังคม เข้ามาร่วมสร้างโอกาสทางการเรียนรู้
เหตุผลสำคัญคือ โลกการทำงานและสังคมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การศึกษาจึงต้องเชื่อมโยงกับชีวิตจริงและความต้องการของประเทศ ผู้เรียนไม่ควรเรียนเพียงเพื่อสอบผ่านหรือได้รับวุฒิการศึกษา แต่ต้องสามารถนำความรู้และทักษะไปใช้ดำรงชีวิต ประกอบอาชีพ และรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้จริง
ขับเคลื่อน 5 นโยบาย เปลี่ยนห้องเรียนให้ตอบโจทย์ผู้เรียน
กระทรวงศึกษาธิการได้ขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ 5 ด้าน เพื่อปรับระบบการศึกษาให้เข้าใกล้เป้าหมายการเรียนรู้ตลอดชีวิตมากขึ้น โดยหนึ่งในโจทย์เร่งด่วนคือการลดภาระงานครู
ที่ผ่านมา ครูจำนวนมากต้องใช้เวลากับงานเอกสาร การประเมิน และภารกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนโดยตรง การลดภาระเหล่านี้จึงเป็นการคืนเวลาให้ครูได้ทำหน้าที่หลัก คือออกแบบการเรียนรู้ ดูแลนักเรียน และพัฒนาคุณภาพห้องเรียน
อีกด้านหนึ่งคือการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพื่อให้เด็กและประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงโอกาสในการเรียนรู้ได้อย่างเป็นธรรม ไม่ว่าจะมีฐานะ ภูมิหลัง หรืออาศัยอยู่ในพื้นที่ใด
กระทรวงศึกษาธิการยังให้ความสำคัญกับแนวคิด “เรียนรู้สู่โลกความเป็นจริง” โดยมุ่งให้การศึกษาเชื่อมโยงกับชีวิต สังคม และโลกการทำงาน รวมถึงนโยบาย “โรงเรียนปลอดภัย” ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการเรียนรู้ เพราะทั้งเด็ก ครู และบุคลากรต้องสามารถใช้ชีวิตในสถานศึกษาได้อย่างปลอดภัย ทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสภาพแวดล้อม
นโยบายทั้งหมดสะท้อนความพยายามเปลี่ยนวิธีคิด จากการมองการศึกษาเป็นเพียงช่วงหนึ่งของชีวิต ไปสู่การสร้างระบบที่ทำให้การเรียนรู้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตทุกช่วงวัย
วาง “สถาปัตยกรรมใหม่” ผ่านกฎหมายการศึกษา
นอกเหนือจากนโยบายสำคัญ 5 ด้าน กระทรวงศึกษาธิการยังเตรียมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เพิ่มเติม เพื่อสร้างความเข้มแข็งและความมั่นคงให้ระบบการศึกษาในระยะยาว โดยเรียกแนวทางนี้ว่า “สถาปัตยกรรมใหม่ของการศึกษาไทย”
รากฐานสำคัญของสถาปัตยกรรมดังกล่าวคือ ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ซึ่งยกร่างแล้วเสร็จและอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง โดยตั้งเป้าให้กระบวนการรับฟังความคิดเห็นแล้วเสร็จภายในกลางเดือนกันยายน 2569
หลังจากนั้น กระทรวงศึกษาธิการมีแผนเสนอร่างกฎหมายต่อคณะรัฐมนตรีภายในช่วงก่อนสิ้นเดือนกันยายน ก่อนเข้าสู่การพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และนำเสนอต่อรัฐสภาภายในไม่เกินสัปดาห์แรกของเดือนธันวาคม 2569
ร่างกฎหมายฉบับนี้ประกอบด้วย 7 หมวด 72 มาตรา โดยออกแบบให้เป็นกฎหมายที่กำหนดกรอบในภาพกว้าง มีความยืดหยุ่น และสามารถปรับตัวให้ทันต่อบริบทของโลก แทนการกำหนดรายละเอียดมากเกินไปจนทำให้ระบบการศึกษาขาดความคล่องตัว
“พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ใช้บังคับมาเป็นเวลาประมาณ 27 ปี กระทรวงศึกษาธิการคาดหวังว่า ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่จะสามารถประกาศในราชกิจจานุเบกษาได้ภายในไตรมาส 2 ของปี 2570”
“สมัชชาการศึกษา” เปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนร่วมกำหนดอนาคต
สาระสำคัญประการหนึ่งของร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ คือการกำหนดให้ “สมัชชาการศึกษา” เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างการศึกษาไทย
แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนหลักว่า การจัดการศึกษาไม่ควรเป็นภารกิจของกระทรวงศึกษาธิการหรือภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งสถานศึกษา ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
สมัชชาการศึกษาจะทำหน้าที่เป็นพื้นที่ให้ภาคีเหล่านี้เข้ามามีส่วนร่วมในฐานะ “หุ้นส่วนทางการศึกษา” ทั้งการกำหนดทิศทาง ร่วมออกแบบแนวทางพัฒนา และร่วมรับผิดชอบต่ออนาคตของการศึกษาไทย
การเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมจึงสอดคล้องโดยตรงกับเป้าหมายการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ เพราะการปฏิรูปการศึกษาไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการดำเนินงานของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องสร้างระบบนิเวศที่ทุกฝ่ายรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน
กระจายอำนาจ ให้โรงเรียนออกแบบคำตอบของตนเอง
อีกองค์ประกอบสำคัญของสถาปัตยกรรมใหม่ คือการกระจายอำนาจผ่านร่างพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา เพื่อเปิดโอกาสให้สถานศึกษาออกแบบและทดลองแนวทางจัดการศึกษาที่เหมาะสมกับบริบทของตนเอง
พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาใน 20 จังหวัดจะทำหน้าที่เป็นพื้นที่นำร่องก่อนขยายผลไปยังจังหวัดอื่น โดยมีเป้าหมายสำคัญ 4 ประการ ได้แก่
- คิดค้นและพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษา
- ขยายผลนวัตกรรมที่ประสบความสำเร็จ
- ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
- บูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
หัวใจของการกระจายอำนาจคือ การเปลี่ยนจากระบบที่โรงเรียนต้องรอคำสั่งหรือการตัดสินใจจากส่วนกลาง ไปสู่ระบบที่สถานศึกษา ผู้บริหาร และพื้นที่สามารถตัดสินใจได้มากขึ้น ทั้งด้านการจัดการเรียนรู้ การบริหารงาน และการใช้ทรัพยากรร่วมกันระหว่างโรงเรียน
การกระจายอำนาจในความหมายนี้จึงไม่ใช่เพียงการถ่ายโอนภารกิจ แต่เป็นการสร้างกลไกให้โรงเรียนมีอำนาจและความสามารถในการออกแบบการศึกษาของตนเอง เพื่อให้ตอบโจทย์ปัญหาและความต้องการที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่
หลักการดังกล่าวจะถูกบรรจุไว้ในร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ เพื่อให้การกระจายอำนาจไม่เป็นเพียงนโยบายชั่วคราว แต่มีฐานทางกฎหมายรองรับและสามารถขับเคลื่อนได้อย่างต่อเนื่อง
“คืนเวลาให้ครู คืนความสุขให้นักเรียน”
แนวทางการกระจายอำนาจยังเชื่อมโยงกับนโยบาย “คืนเวลาให้ครู คืนความสุขให้นักเรียน” ซึ่งมุ่งลดงานที่ไม่จำเป็นและนำเทคโนโลยีมาใช้ปรับปรุงกระบวนการทำงาน
หนึ่งในความคืบหน้าสำคัญคือ การลดจำนวนตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับการทำงานและการประเมินครู จากเดิมประมาณ 141 ตัวชี้วัด ให้เหลือไม่เกิน 40 ตัวชี้วัด เพื่อให้ครูมีเวลาไปกับการจัดการเรียนการสอนและดูแลผู้เรียนมากขึ้น
นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการยังอยู่ระหว่างพัฒนาระบบ Cloud Kitchen เพื่อยกระดับการจัดการอาหารกลางวันในโรงเรียน โดยเตรียมหารือร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้นักเรียนเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพและเหมาะสมต่อการพัฒนาร่างกายและสมอง
อีกหนึ่งโจทย์คือระบบ School Bus ซึ่งต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การเดินทางไปโรงเรียนของนักเรียนมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ทั้งสองเรื่องสะท้อนว่าการออกแบบการศึกษาไม่ควรจำกัดอยู่ที่หลักสูตรหรือห้องเรียน แต่ต้องครอบคลุมคุณภาพชีวิตของผู้เรียนด้วย
เปลี่ยน ศธ. สู่ “องค์กรดิจิทัล”
ยุทธศาสตร์อีกด้านที่กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญ คือการเปลี่ยนผ่านสู่องค์กรดิจิทัล และใช้ข้อมูลเป็นฐานในการกำหนดนโยบายและบริหารจัดการศึกษา
แม้กระทรวงศึกษาธิการจะมีข้อมูลอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ที่ผ่านมาแต่ละหน่วยงานจัดเก็บข้อมูลด้วยรูปแบบและระบบที่แตกต่างกัน บางหน่วยงานสามารถนำข้อมูลดิจิทัลมาใช้แล้ว ขณะที่บางหน่วยงานยังพึ่งพาเอกสารและระบบงานแบบเดิม ทำให้ข้อมูลจำนวนมากไม่สามารถเชื่อมโยงหรือใช้ประโยชน์ร่วมกันได้อย่างเต็มที่
กระทรวงศึกษาธิการจึงเริ่มกระบวนการ Digital Transformation อย่างจริงจัง ด้วยการจัดทำบันทึกความเข้าใจร่วมกับ 14 หน่วยงานในสังกัด เพื่อวางระบบเชื่อมโยงข้อมูลและปรับรูปแบบการทำงานไปสู่ดิจิทัล
เป้าหมายไม่ใช่เพียงการนำคอมพิวเตอร์มาใช้แทนกระดาษ แต่เป็นการปรับกระบวนการทำงานทั้งระบบ ตั้งแต่การจัดเก็บและเชื่อมโยงข้อมูล การลดภาระบุคลากร การบริหารสถานศึกษา ไปจนถึงการนำข้อมูลมาใช้ประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบาย
กระทรวงศึกษาธิการตั้งเป้าก้าวสู่การเป็น “องค์กรดิจิทัล” อย่างเป็นรูปธรรมภายในเดือนมกราคม 2570 เพื่อสร้างระบบบริหารการศึกษาที่คล่องตัว เป็นระบบ และตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วขึ้น
พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ สู่โอกาสเรียนรู้ของคนทุกวัย
พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่จึงไม่ได้วัดจากการผ่านความเห็นชอบหรือการประกาศใช้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นครูที่มีเวลาสอนมากขึ้น โรงเรียนที่ตัดสินใจได้ตามบริบท ข้อมูลที่เชื่อมโยงและนำมาใช้ได้ ตลอดจนประชาชนทุกวัยที่เข้าถึงโอกาสในการเรียนรู้
การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ไม่ใช่เพียงภารกิจของกระทรวงศึกษาธิการ แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของบ้าน โรงเรียน ชุมชน สถานประกอบการ ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทุกคน
เพราะในโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การเรียนจบอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่ความสามารถในการเรียนรู้ตลอดชีวิตต่างหากที่จะทำให้คนไทยดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :
- ร่างพ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่ ตั้งบอร์ดชาติ-กระจายอำนาจโรงเรียน
- ระดมคนการศึกษา จุดความหวัง “ปฏิรูป” ครั้งใหม่
- ห้ามเด็กผู้ลี้ภัยเรียนโรงเรียนไทย ทางสองแพร่ง “สิทธิมนุษยชน-ความมั่นคง”




