สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) กระทรวงศึกษาธิการ เปิดรับฟังความเห็น ร่าง พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. (ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ) ผ่านทางออนไลน์เว็บไซต์ระบบกลางทางกฎหมาย เป็นเวลา 1 เดือน
ทั้งนี้เป้าหมายในการร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว สกศ. ระบุว่า การปฏิรูปการศึกษาไทยที่ผ่านมาใช้ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เป็นกฎหมายแม่บทในการบริหารจัดการ อย่างไรก็ดี พลวัตการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี สังคม และเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ทำให้เกิดความจำเป็นต้องปรับปรุงกฎหมายแม่บทด้านการศึกษาใหม่ทั้งระบบ เพื่อให้มีกฎหมายหลักที่กำหนดทิศทาง เชื่อมโยงกับกฎหมายเฉพาะด้านอื่น ๆ และมอบอำนาจให้จัดทำรายละเอียดในกฎหมายลำดับรองตามความเหมาะสม

ตั้งคณะกรรมการ คุมนโยบายการศึกษาทั้งประเทศ
สาระสำคัญของร่างกฎหมายเริ่มจากการจัดตั้ง คณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกำกับนโยบาย (Regulator) ระดับชาติ โดยมีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ทำหน้าที่กำหนดทิศทาง นโยบาย และมาตรฐานการศึกษาชาติข้ามกระทรวงไว้ในระดับนโยบาย
ในคณะกรรมการฯ ดังกล่าว ให้มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิ ตัวแทนภาคเอกชน ประชาสังคม และผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษามีส่วนร่วมในการกำหนดมาตรฐานและคอร์สเรียน แทนการตัดสินใจโดยข้าราชการประจำเพียงฝ่ายเดียว
นอกจากนี้ คณะกรรมการดังกล่าวจะมีอำนาจในการกำหนดหลักเกณฑ์และจัดสรรงบประมาณ เพื่อให้มีผลผูกพันหน่วยงานปฏิบัติจริง รวมถึงการตั้ง Regulatory Sandbox เพื่ออนุมัติข้อยกเว้นจากกฎหมายหรือระเบียบเดิม สำหรับเพื่อทดลองใช้รูปแบบหรือนวัตกรรมการเรียนรู้ใหม่ ๆ ในพื้นที่หรือสถานศึกษาทดลอง ก่อนนำไปขยายผล
ให้โรงเรียนออกแบบการเรียนรู้เองได้
อีกประเด็นสำคัญ คือ การกระจายอำนาจและสร้างความเป็นอิสระแก่สถานศึกษา ด้วยการเพิ่มยืดหยุ่นในการบริหารจัดการ โดยกระจายอำนาจการตัดสินใจให้กับสถานศึกษา 4 ด้าน ได้แก่ วิชาการ, งบประมาณ, งานบุคคล และการบริหารทั่วไป เพื่อให้โรงเรียนสามารถออกแบบการเรียนรู้ได้ตามบริบทและความพร้อมของพื้นที่
รวมถึงลดความยุ่งยากเชิงโครงสร้าง ซึ่งเปิดโอกาสให้สถานศึกษามีความคล่องตัวเชิงการบริหารจัดการ โดยไม่จำเป็นต้องผูกติดกับเงื่อนไขนิติบุคคลแบบเดิม แต่กำกับด้วยมาตรฐานการศึกษาชาติ
เลิก “ท่องจำ” เป็นพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนตามช่วงวัย
ร่างกฎหมายดังกล่าวยังเสนอให้เปลี่ยนระบบการศึกษาเป็น “ระบบการศึกษาอิงสมรรถนะ” และ “ผลลัพธ์การเรียนรู้” โดยเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน (DOE) ด้วยการเปลี่ยนจากเน้นชั่วโมงเรียนหรือการท่องจำเนื้อหา มาเป็นการพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนตามช่วงวัย ทั้งด้านคิดวิเคราะห์ ทักษะชีวิต สุขภาวะ และคุณธรรม
ควบคู่กับการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ผ่านระบบ Credit Bank System ที่เปิดให้มีการสะสมและเทียบโอนหน่วยกิตหรือประสบการณ์การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น ไร้รอยต่อระหว่างการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย
ปฏิรูประบบประเมิน เลิกยึดติดรายเดียว ลดภาระครู
นอกจากนี้ยังเสนอให้มีการปฏิรูปการประเมินและการประกันคุณภาพการศึกษา โดยให้ประเมินตามสภาพความพร้อมและระดับการพัฒนาของสถานศึกษาแต่ละแห่ง พร้อมกับยกเลิกการยึดติดหรือผูกขาดกับหน่วยงานประเมินเพียงหน่วยงานเดียว แต่เน้นวิธีการประเมินที่หลากหลาย เพื่อลดภาระงานเอกสารของครูและสถานศึกษา
สำหรับการพัฒนาวิชาชีพครู โดยให้เปลี่ยนบทบาทจากผู้ถ่ายทอดความรู้หรือผู้สอน ไปเป็น ผู้อำนวยการเรียนรู้ (Learning Facilitator) และมอบหมายให้ คณะกรรมการนโยบายฯ กำหนดเกณฑ์กลางเกี่ยวกับระบบการผลิต คัดเลือก และพัฒนาวิชาชีพครู ให้เน้นสมรรถนะและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ยังให้มีการสร้างหุ้นส่วนทางการศึกษา (Educational Partnerships) โดยดึงภาคส่วนอื่นร่วมจัดการศึกษา ได้แก่ ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ภาคเอกชน ชุมชน และภาคประชาสังคม เข้ามามีส่วนร่วมจัดและสนับสนุนการศึกษา รวมถึงการมีคณะกรรมการสถานศึกษาเพื่อสะท้อนเสียงของคนในพื้นที่
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




