ตามที่ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ได้แถลงผลการประเมิน PISA 2025 ในวันที่ 8 ก.ย. 69 สมรรถนะนักเรียนไทยได้คะแนนเฉลี่ยดังนี้
- ด้านวิทยาศาสตร์ 432 คะแนน ขณะที่ค่าเฉลี่ย OECD อยู่ที่ 482 คะแนน
- ด้านคณิตศาสตร์ 407 คะแนน ต่ำขณะที่ค่าเฉลี่ย OECD อยู่ที่ 463 คะแนน
- การอ่าน 392 คะแนน ต่ำขณะที่ค่าเฉลี่ย OECD อยู่ที่ 461 คะแนน
- การแก้ปัญหาเชิงคำนวณ 476 คะแนน ขณะที่ค่าเฉลี่ย OECD อยู่ที่ 500 คะแนน
นับเป็นอันดับที่ 53 ของกลุ่มประเทศสมาชิกใน โครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ (Programme for International Student Assessment) ที่จัดโดย องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ที่ประเมินสมรรถนะของนักเรียนในระดับสากล โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็น นักเรียนอายุ 15 ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยรอยต่อของการสำเร็จการศึกษาภาคบังคับ เพื่อดูว่ามีความสามารถในการนำความรู้และทักษะที่เรียนรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง โดยจัดสอบทุก ๆ 3 ปี โดยประเทศไทยเข้าร่วมการประเมินตั้งแต่ปี 2543
สำหรับรอบสอบที่ผ่านมาปี 2565 สมรรถนะนักเรียนไทยได้คะแนนเฉลี่ยดังนี้
- ด้านวิทยาศาสตร์ 409 คะแนน กลุ่มประเทศสมาชิก OECD มีคะแนนเฉลี่ย 485 คะแนน
- ด้านคณิตศาสตร์ (รวมการคิดเชิงคำนวณ) 394 คะแนน กลุ่มประเทศสมาชิก OECD มีคะแนนเฉลี่ย 472 คะแนน
- การอ่าน 379 คะแนน กลุ่มประเทศสมาชิก OECD มีคะแนนเฉลี่ย 476 คะแนน
คะแนนเฉลี่ยทั้ง 3 ด้านต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD และเป็นคะแนนที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่การเข้าร่วมการประเมินในปี 2543 โดยอยู่ในอันดับที่ 58 จาก 81 ประเทศสมาชิก
คะแนน PISA ไทยอยู่ตรงไหนของโลก
สำหรับผลคะแนน PISA ปี 2569 ประเทศที่มีคะแนนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์สูงสุด คือ จีน 4 มณฑลได้แก่ ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เจียงซู และเจ้อเจียง ได้คะแนน 597 และ 612 คะแนนตามลำดับ ขณะที่สิงคโปร์มีคะแนนการอ่านสูงสุดที่ 535 คะแนน และ มาเก๊า มีคะแนนการแก้ปัญหาเชิงคำนวณสูงสุดที่ 572 คะแนน
แต่นักเรียนไทยมีพัฒนาการที่ก้าวหน้าเมื่อเทียบกับรอบ PISA 2022 หรือ ปี 2565 โดยคะแนนวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้น 23 คะแนน (5.7%) คณิตศาสตร์เพิ่มขึ้น 13 คะแนน (3.2%) และการอ่านเพิ่มขึ้น 13 คะแนน (3.4%)
ส่งผลให้ไทยเป็นหนึ่งใน 8 ประเทศทั่วโลกที่มีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติครบทั้ง 3 ด้านหลัก ร่วมกับจอร์เจีย กัมพูชา จอร์แดน มอนเตเนโกร สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตุรกี และฟิลิปปินส์ ท่ามกลางภาวะที่คะแนนเฉลี่ยของกลุ่ม OECD ส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง
เมื่อเปรียบเทียบในภูมิภาคอาเซียน สิงคโปร์ยังคงเป็นผู้นำในทุกด้าน ตามมาด้วยบรูไนและเวียดนาม โดยประเทศไทยจัดอยู่ในอันดับที่ 4 ของกลุ่มอาเซียนในด้านวิทยาศาสตร์ (432 คะแนน) และคณิตศาสตร์ (407 คะแนน) สูงกว่ามาเลเซีย อินโดนีเซีย กัมพูชา และฟิลิปปินส์
ส่วนด้านการอ่าน ไทยและเวียดนามมีคะแนนเท่ากันที่ 392 คะแนน และในด้านการแก้ปัญหาเชิงคำนวณ ประเทศไทยได้ 476 คะแนน อยู่ในอันดับที่ 4 ของอาเซียน ตามหลังสิงคโปร์ บรูไน และมาเลเซีย
ทั้งนี้ เมื่อมองแนวโน้มระยะยาวตั้งแต่ PISA 2000 ถึง 2025 ในส่วนของวิทยาศาสตร์ถือว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางสถิติอย่างมีนัยสำคัญ แต่สำหรับคณิตศาสตร์และการอ่านยังคงมีแนวโน้มลดลงในภาพรวมระยะยาว
ก้าวต่อไปของการศึกษาไทย
รองศาสตราจารย์ ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการ สสวท. กล่าวว่า คะแนน PISA รอบปีนี้มาจากการจัดสอบและเก็บข้อมูลภาคสนามในช่วงเดือนสิงหาคม 2568 โดยมีนักเรียนกลุ่มตัวอย่างของไทยเข้าร่วมจำนวน 8,547 คน จากสถานศึกษา 273 แห่ง ครอบคลุมโรงเรียนทุกสังกัดการศึกษาทั่วประเทศ ทั้ง สพฐ. (มัธยมศึกษาและขยายโอกาส), สอศ., สช., สาธิต (อว.), อปท., สำนักการศึกษา กทม. และกลุ่มโรงเรียนเน้นวิทยาศาสตร์
การสุ่มตัวอย่างที่ครอบคลุมและเป็นระบบช่วยให้ข้อมูลที่ได้มีความเป็นตัวแทนสูงและสามารถสะท้อนภาพสถานะการศึกษาไทยในระดับนโยบายได้อย่างสมบูรณ์
จุดเน้นของ PISA ไม่ใช่การวัดผลสัมฤทธิ์ตามหลักสูตรการศึกษาในห้องเรียน แต่เป็นการประเมิน “ความฉลาดรู้” (Literacy) ใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการอ่าน ซึ่งหมุนเวียนเน้นหนักในแต่ละรอบ และ PISA 2025 ในครั้งนี้กลับมาเน้นการประเมินด้านวิทยาศาสตร์เป็นวิชาหลัก ควบคู่กับวิชาคณิตศาสตร์และการอ่านเป็นวิชารอง
พร้อมทั้งมีการประเมินเพิ่มเติมในด้านการเรียนรู้ในโลกดิจิทัล (Learning in the Digital World: LDW) ซึ่งประกอบด้วย 2 องค์ประกอบหลัก ได้แก่
- การแก้ปัญหาเชิงคำนวณ (Computational Problem Solving) ผ่านการลงมือทดลอง การวิเคราะห์ข้อมูล และการค้นหาข้อบกพร่องในระบบจำลองสถานการณ์
- การกำกับตนเองเพื่อการเรียนรู้ (Self-regulated Learning) ซึ่งสะท้อนความสามารถของผู้เรียนในการวางแผน ปรับปรุง และควบคุมกระบวนการเรียนรู้ของตนเองในสภาพแวดล้อมดิจิทัล
ทางด้าน อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงผลการประเมิน PISA รอบปีนี้ว่า เป็นหมุดหมายสำคัญต่อแวดวงการศึกษาไทย จากการที่ผลคะแนนเฉลี่ยทั้งสามด้านปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ทั้งนี้ ภาครัฐไม่ได้มองผลคะแนนเป็นเพียงตัวเลขความสำเร็จชั่วคราว แต่มองลึกไปถึงการยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้ การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และการสร้างโอกาสที่เท่าเทียม
กระทรวงศึกษาธิการมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนวิธีคิดและรูปแบบการเรียนการสอน จากการเน้นการท่องจำไปสู่การคิดวิเคราะห์ การให้เหตุผล และการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริงตามกรอบสมรรถนะของ PISA พร้อมทั้งให้คำมั่นในการขับเคลื่อนการพัฒนาศักยภาพครู การสนับสนุนสื่อการเรียนรู้ดิจิทัล และการกระจายทรัพยากรทางการศึกษาไปยังโรงเรียนทุกขนาดและทุกพื้นที่อย่างทั่วถึง
อัครนันท์ ยังได้กล่าวถึง การเพิ่มขึ้นของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และระบบดิจิทัล ซึ่งสอดรับกับการที่ PISA 2025 ได้บรรจุการประเมินสมรรถนะด้านการเรียนรู้ในโลกดิจิทัลและการแก้ปัญหาเชิงคำนวณเข้ามา
ทักษะเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเฉพาะทางของสายวิทยาศาสตร์หรือคอมพิวเตอร์ แต่เป็นทักษะพื้นฐานของการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับเยาวชนทุกคน ภาครัฐจึงมุ่งหวังให้ข้อมูลจากการประเมินครั้งนี้ถูกนำไปใช้เป็นฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ในการกำหนดนโยบายปฏิรูปการศึกษา
การปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน และการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างทุกกระทรวง เพื่อเตรียมความพร้อมให้เยาวชนไทยเติบโตเป็นกำลังคนที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันระดับนานาชาติและพร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- พัฒนาทุนมนุษย์ ต้องไปไกลกว่า ‘ปฏิรูปการศึกษา’
- หวังกฎหมายการศึกษาใหม่ วาง“รากฐาน”เรียนรู้ตลอดชีวิต
- ทลายข้อจำกัด เพิ่มอิสระพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา




