พ.ร.บ. พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 บังคับใช้มาแล้ว 7 ปี ซึ่งสิ้นผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 30 เม.ย. 69 ทางคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตราพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ขยายเวลาใช้บังคับ พ.ร.บ. นี้ออกไปอีก 7 ปี
กฎหมายนี้ได้ให้อิสระกับโรงเรียนนำร่องในการบริหาร การเลือกหลักสูตรมาใช้ ให้สามารถปรับเนื้อหาและตัวชี้วัดให้สอดคล้องกับโรงเรียน การจัดการศึกษายืดหยุ่นและเข้าถึงบริบทของพื้นที่นั้น ๆ และผู้เรียน ได้อย่างแท้จริง
ในปี 2569 มีโรงเรียนเข้าร่วมทั้งหมดประมาณ 1,000 โรง ใน 20 จังหวัด จากจำนวน 8 จังหวัด ได้แก่ ศรีสะเกษ เชียงใหม่ ระยอง กาญจนบุรี สตูล และจังหวัดชายแดนภาคใต้ (นราธิวาส ปัตตานี ยะลา) เมื่อแรกเริ่มในปี 2562 ส่วนในปี 2565 ได้เพิ่มจัดตั้งอีก 11 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ กระบี่ จันทบุรี ตราด ภูเก็ต แม่ฮ่องสอน สงขลา สระแก้ว สุโขทัย สุราษฎร์ธานี และอุบลราชธานี และในปี 2567 จัดตั้งอีก 1 แห่ง ที่จังหวัดบุรีรัมย์
เวที NATIONAL EDUCATION FORUM 2026 จัดโดย ภาคีเพื่อการศึกษาไทย (TEP) ด้วยแนวคิด “The Future We Shape Together” ถือเป็นการระดมสมองครั้งใหญ่อีกครั้ง โดยมีครู โรงเรียน ผู้ออกแบบนโยบายการศึกษา และภาคีเครือข่ายการศึกษากว่า 1,500 คนเข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถอดบทเรียนจากประสบการณ์ เพื่อร่วมกันปฏิรูปการศึกษาไทยให้ครบทุกมิติ ทั้งผู้ออกแบบนโยบาย และผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่จริง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งโมเดลพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา (Education Sandbox) ตาม พ.ร.บ. พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 ที่ถือเป็นการทดลองกระจายอำนาจการศึกษา 7 ปี ว่ามีบทเรียนความสำเร็จและที่ยังไม่สำเร็จอย่างไรบ้าง และจากการขยายเวลาต่ออีก 7 ปีนั้น ควรไปต่ออย่างไรให้สัมฤทธิ์ผล
ถอดบทเรียน 7 ปี พ.ร.บ. พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา
วงเดือน สุวรรณศิริ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา กล่าวถึงบทเรียนสำคัญจากการดำเนินงานภายใต้ พ.ร.บ. พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ตลอดช่วงเวลา 7 ปีที่ผ่านมาว่า หัวใจหลักไม่ได้เป็นเพียงแค่การปรับวิธีจัดการเรียนการสอนแต่เป็นการสร้างระบบนิเวศทางการศึกษาใหม่ ที่ยืดหยุ่น และออกแบบหลักสูตรตอบโจทย์บริบทจริงของแต่ละท้องถิ่น
การกระจายอำนาจการจัดการศึกษาไปสู่ระดับพื้นที่นี้ เปิดโอกาสให้แต่ละจังหวัดสามารถออกแบบหลักสูตรและแนวทางการเรียนรู้ของตนเองได้ โดยมีกลไกคณะกรรมการขับเคลื่อนระดับพื้นที่ที่ผสมผสานความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและภาคประชาสังคม ส่งผลให้โครงสร้างและจุดเน้นในการพัฒนาของทั้ง 20 จังหวัดมีความแตกต่างและหลากหลายตามจุดแข็งของแต่ละท้องถิ่น
ถือเป็นว่าเป็นการเปิดพื้นที่ทดลอง ทำให้เกิดทางเลือกใหม่ในการจัดการศึกษาที่ไม่เคยทำได้มาก่อนภายใต้กรอบระเบียบแบบรวมศูนย์ดั้งเดิม
อีกหนึ่งหัวใจสำคัญคือ การปรับวิธีคิดจากการเน้นเนื้อหาวิชาการ สู่การวัดและประเมินผลตามฐานสมรรถนะของผู้เรียน โรงเรียนและพื้นที่ต้องตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนว่าผู้เรียนควรมีทักษะอะไร คิดวิเคราะห์อย่างไร และมีคุณลักษณะใดติดตัวไปหลังจบการศึกษา
เช่นเดียวกับกรณีของกรุงเทพมหานครที่กำหนดกรอบ 7 สมรรถนะผู้เรียนอย่างชัดเจน ซึ่งเป้าหมายปลายทางไม่ใช่เพียงผลสัมฤทธิ์ในห้องเรียน แต่คือการบ่มเพาะให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปใช้ได้จริง มีทักษะการกำกับตนเองในการเรียนรู้ (Self-directed Learning) และพร้อมเติบโตเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learner)
นวัตกรรมการศึกษา คุณภาพจริงหรือแค่กิจกรรม?
วงเดือน ได้ตั้งข้อสังเกตเชิงวิเคราะห์ที่ว่า แม้ในพื้นที่จะมีการคิดค้นนวัตกรรมทางการศึกษาจำนวนมาก แต่สิ่งที่ต้องย้อนกลับมาทบทวนและตรวจสอบอย่างจริงจังคือ นวัตกรรมเหล่านั้นส่งผลต่อคุณภาพและผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่ โรงเรียนต้องไม่หลงทางไปกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่สร้างความสนุกสนานเพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่แท้จริง แต่ต้องใช้เวลากว่า 200 วัน หรือ 1,000 ชั่วโมงในแต่ละปีการศึกษาอย่างคุ้มค่า เพื่อให้นวัตกรรมนั้นสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อการพัฒนาผู้เรียนได้อย่างแท้จริง
ความสำเร็จของการขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมขึ้นอยู่กับภาวะผู้นำของครูและผู้บริหารสถานศึกษาในการสร้างความเปลี่ยนแปลง รวมถึงการเปลี่ยนผ่านบทบาทของภาคีเครือข่าย จากเดิมที่เป็นเพียงผู้สนับสนุนทรัพยากรหรือทุน ให้ก้าวเข้ามาเป็น “ผู้ร่วมคิดและร่วมสร้างสรรค์” ภายใต้แนวคิด All for Education
นอกจากนี้ ยังดึงศักยภาพของทุกภาคส่วนมาร่วมออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ และทำให้พื้นที่นวัตกรรมกลายเป็นพื้นที่ทดลองเชิงนโยบายการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่สามารถส่งต่อข้อมูลเชิงประจักษ์ไปสู่การจัดทำร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติในระดับประเทศต่อไป
โรงเรียนแม่คือวิทยา โรงเรียนนำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา
โรงเรียนแม่คือวิทยา จังหวัดเชียงใหม่ เป็นอีกโรงเรียนนำร่องตั้งแต่เริ่มมีโมเดลพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา (Education Sandbox) ซึ่งผู้เรียนส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มเปราะบางและไร้สัญชาติ จัดการเรียนการสอนตั้งแต่ประถมศึกษาปีที่ 1- มัธยมศึกษาปีที่ 3
ผอ. สุริยน สุริโยดร ผู้อำนวยการโรงเรียนแม่คือวิทยา ได้สะท้อนมุมมองเชิงปฏิบัติการของสถานศึกษาที่เข้าร่วมเป็นพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาตั้งแต่ปี 63 โดยชี้ให้เห็นถึงความท้าทายของระบบการศึกษาแบบเดิมที่ยึดติดกับหลักสูตรแกนกลาง พ.ศ. 2551 ซึ่งกำหนดตัวชี้วัดจากส่วนกลางนับพันตัวและมุ่งเน้นเนื้อหาวิชาการเป็นหลัก
จนทำให้การเรียนรู้ตัดขาดจากชีวิตประจำวันและบริบทจริงของเด็ก ส่งผลให้ผู้เรียนขาดแรงจูงใจ เกิดสภาวะเรียนแบบขอไปที และสูญเสียการมองเห็นคุณค่าในตนเองไปในที่สุด
ผอ. สุริยน กล่าวว่า จุดเปลี่ยนสำคัญของโรงเรียนแม่คือวิทยา เริ่มต้นจากการปรับกรอบวิธีคิด ของคณะครูทั้งระบบ ก่อนจะนำวิธีการใหม่ลงไปปฏิบัติ โดยมองว่าโอกาสตาม พ.ร.บ. นี้ คือการเปิดพื้นที่ให้โรงเรียนได้ออกแบบหลักสูตรของตนเองได้อย่างอิสระ
โรงเรียนสามารถตัดสินใจก้าวข้ามข้อจำกัดของหลักสูตรเดิม แล้วหันมาพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาฐานสมรรถนะ ที่ตั้งต้นจาก “ตัวเด็กและบริบทของชุมชน” เป็นสำคัญ ซึ่งช่วยเปลี่ยนนิยามของการศึกษาจากการแข่งขันเพื่อผลสัมฤทธิ์ทางคะแนน มาเป็นการเตรียมความพร้อมให้เด็กสามารถใช้ชีวิตและเติบโตได้จริงในโลกแห่งศตวรรษที่ 21
โรงเรียนได้วางแนวคิดและเป้าหมายการเรียนรู้ในแต่ละระดับชั้นไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้ตอบโจทย์พัฒนาการตามธรรมชาติของผู้เรียน ได้แก่
- ช่วงชั้นที่ 1 (ประถมศึกษาปีที่ 1-3) — “Build up”: เน้นการวางรากฐานสำคัญด้านทักษะการอ่าน การเขียน และการสื่อสารอย่างเข้มแข็ง เพื่อเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ตลอดชีวิต
- ช่วงชั้นที่ 2 (ประถมศึกษาปีที่ 4-6) — “Search for”: เน้นการค้นหาตัวตน ความถนัด และความสนใจของเด็กผ่านกิจกรรมและฐานการเรียนรู้เชิงบริบท
- ช่วงชั้นที่ 3 (มัธยมศึกษาปีที่ 1-3) — “Be inspired”: มุ่งสร้างแรงบันดาลใจและเปิดโอกาสให้เด็กได้ทดลองปฏิบัติจริง เพื่อเตรียมความพร้อมและค้นหาเส้นทางในการศึกษาต่อหรือการประกอบอาชีพในอนาคต
แม้การประเมินสมรรถนะตามเกณฑ์มาตรฐานของคณะกรรมการระดับจังหวัดอาจยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและไม่สะท้อนผลลัพธ์ได้ทันที แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในห้องเรียนคือการที่เด็กกลับมามีความสุข มีชีวิตชีวา และมองเห็นความหมายของการเรียนรู้ ส่งผลให้เกิดอุปนิสัยของการเป็นผู้เรียนรู้ด้วยตนเอง
ก้าวต่อไปของโรงเรียนแม่คือวิทยา คือการยกระดับสู่การสร้าง ระบบนิเวศการเรียนรู้เพื่อสร้างสมรรถนะและสุขภาวะที่ยั่งยืน (Sustainable Learning Eco-System 2569–2573) ซึ่งเป็นการบูรณาการระหว่างสมรรถนะทางวิชาชีพกับการดูแลสุขภาวะทางกายและใจของเด็กให้เติบโตไปพร้อมกันอย่างสมดุล
การสร้างความเปลี่ยนแปลงและกลไกหนุนเสริม
บุญเยี่ยม เหลาสะอาด ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและยกระดับขีดความสามารถในการจัดการภาครัฐ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ได้ให้มุมมองในฐานะหน่วยงานสนับสนุนทุนวิจัยว่า การศึกษาไม่ใช่เพียงเรื่องของการเรียนหนังสือเพื่อรับวุฒิบัตร แต่คือ “สปริงบอร์ด” ในการเปลี่ยนผ่านวิถีชีวิตของผู้เรียนและขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ ซึ่งบทบาทของ พ.ร.บ. พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา คือการเปิดโอกาสเชิงนโยบายให้เกิดพื้นที่ทดลองเพื่อค้นหาแนวทางการปฏิรูปการศึกษาที่ตอบสนองความต้องการของแต่ละท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง
บุญเยี่ยม ได้เปรียบเทียบสภาวะของ พ.ร.บ. พื้นที่นวัตกรรมฯ กับระบบการศึกษาดั้งเดิมไว้ว่า เสมือนครอบครัวที่ยังอยู่ร่วมกันแต่เปิดโอกาสให้ทดลองไปใช้ชีวิตตามแนวทางใหม่ ซึ่งการขับเคลื่อนตลอดหลายปีที่ผ่านมาพบว่า
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นยังคงเป็นลักษณะ “เฉพาะจุด” ตามความพร้อมและความสมัครใจของแต่ละโรงเรียน ยังไม่ได้ขยายผลครอบคลุมทั้งระบบในระดับจังหวัดอย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากเป็นการทดลองที่เน้นการมีส่วนร่วมและความพร้อมของพื้นที่นำร่องเป็นหลัก
จากผลการวิจัยและติดตามการดำเนินงาน บพท. ได้สรุปลำดับขั้นของผลกระทบที่เกิดขึ้นออกเป็น 4 ระดับสำคัญ ได้แก่
- ระดับห้องเรียน: เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการจัดการเรียนการสอนของครูอย่างชัดเจน ทำให้บรรยากาศการเรียนรู้ดึงดูดใจ เด็กเกิดความรู้สึกอยากมาเรียนและอยากมีส่วนร่วมในห้องเรียนมากขึ้น
- ระดับโรงเรียน: ผู้บริหารสถานศึกษาปรับบทบาทและกรอบแนวคิดเชิงนโยบายเพื่อสนับสนุนครู เอื้อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับสภาพจริง
- ระดับเครือข่ายและชุมชน: เกิดการขยายวงความร่วมมือระหว่างโรงเรียนและภาคีรอบข้าง ชุมชน ท้องถิ่น และมหาวิทยาลัยเข้ามามีบทบาทร่วมคิดร่วมทำ นำไปสู่การสร้างระบบธรรมาภิบาลและการบริหารจัดการร่วมกัน
- ระดับพื้นที่/จังหวัด: เกิดการเชื่อมโยงโจทย์การศึกษากับทิศทางการพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์ของจังหวัด เพื่อผลิตกำลังคนให้ตรงกับความต้องการของพื้นที่ในอนาคต
บทเรียนจากโรงเรียนในพื้นที่
อีกหนึ่งข้อค้นพบสำคัญของ บุญเยี่ยม คือ การจัดการเรียนรู้จะประสบความสำเร็จได้ เด็กต้องได้เรียนรู้เรื่องราวที่ “ใกล้ตัวและมีความหมายต่อชีวิต” เช่น ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เด็กอ่านไม่ออก แต่อยู่ที่เด็กอ่านเรื่องที่ไม่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตจึงไม่เข้าใจความหมาย เมื่อปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น เด็กจึงเกิดความกระตือรือร้นในการเรียนรู้
ในกรณีของจังหวัดระยองที่มีการนำหลักสูตรระยองศึกษา/ระยองมาร์โค และการจำลองรูปแบบ “บริษัทวิทยา” เข้ามาสอนทักษะการดำเนินชีวิตและการทำงานจริง โดยความท้าทายสำคัญที่ต้องเดินหน้าต่อ คือการออกแบบวิธีการวัดและประเมินผลสมรรถนะให้สามารถเทียบโอนและเชื่อมโยงกับระบบการศึกษาภาพใหญ่ได้
เพื่อให้เด็กสามารถพัฒนาศักยภาพตามบริบทพื้นที่ควบคู่ไปกับการเติบโตในเส้นทางการศึกษาต่อไปในอนาคตได้อย่างไร้รอยต่อ
การประเมินผลและความท้าทาย
จากการการวิจัยและประเมินผลการดำเนินงานพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ภูริทัต ชัยวัฒนกุล นักวิจัยประจำสถาบันเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้สะท้อนภาพเชิงประจักษ์จากการติดตามพื้นที่นำร่อง 8 จังหวัดแรก (ดำเนินงาน 6 ปี) และ 12 จังหวัดหลัง (ดำเนินงาน 3 ปี) ผ่านกรอบการประเมินตาม พ.ร.บ. พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา 4 ด้านสำคัญ ซึ่งผสมผสานระหว่างข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ
การประเมินผลของ RIPED แบ่งออกเป็น 4 ด้านหลัก ได้แก่
- ด้านกลไกการมีส่วนร่วม ทุกพื้นที่สามารถสร้างกลไกการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐได้เป็นอย่างดี แต่ยังมีโอกาสในการดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมสนับสนุนและหนุนเสริมในเชิงวิชาการให้มากขึ้น
- ด้านการกระจายอำนาจและความเป็นอิสระ โรงเรียนได้รับประโยชน์อย่างมากจากความยืดหยุ่นในการจัดซื้อหนังสือและสื่อการเรียนรู้ แต่ยังมีความต้องการอิสระในการสรรหาและจัดจ้างบุคลากรให้ตรงกับความต้องการของพื้นที่ นอกจากนี้ ยังพบ “ช่องว่างการรับรู้เรื่องความเป็นอิสระ” ระหว่างหน่วยงานระดับนโยบาย/เขตพื้นที่ฯ (ประเมินความอิสระไว้สูงประมาณ 8 เต็ม 10) กับระดับสถานศึกษา (ประเมินไว้ประมาณ 6 เต็ม 10) ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาการสื่อสารนโยบายที่อาจยังไม่สร้างความมั่นใจให้สถานศึกษากล้าปลดล็อกตัวเองออกจากกรอบเดิมอย่างเต็มที่
- ด้านการลดความเหลื่อมล้ำ สถานศึกษาเกือบ 100% มีระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนและป้องกันเด็กหลุดออกจากระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ความท้าทายสำคัญคือยังไม่สามารถลดช่องว่างการเรียนรู้ (Learning Gap) ระหว่างกลุ่มเด็กเก่งกับเด็กที่เรียนรู้ช้าได้อย่างชัดเจน
- ด้านนวัตกรรมและผลสัมฤทธิ์ แม้สถานศึกษาเกือบทุกแห่งจะมีการคิดค้นและใช้นวัตกรรมการเรียนรู้ในห้องเรียนอย่างหลากหลาย แต่ข้อมูลเชิงปริมาณ (เช่น ข้อสอบวัดสมรรถนะ PISA-like, O-NET, Self-esteem และ Growth Mindset) พบว่าการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการและสมรรถนะผู้เรียนยังขยับขึ้นได้น้อยและยังไม่ถึงเป้าหมายที่คาดหวัง
ความลักลั่นในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา
ตลอด 7 ปี ของ พ.ร.บ. พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ต้องเผชิญกับความลักลั่นระหว่าง 2 ระบบการศึกษา คือโรงเรียนต้องตอบสนองต่อ “มาตรฐานกลาง 4 วิชาหลัก” (ประกอบด้วย 8 กลุ่มสาระ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 ได้แก่ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ภาษาต่างประเทศ ศิลปะ สุขศึกษาและพลศึกษา การงานอาชีพและเทคโนโลยี) ตามเกณฑ์ของส่วนกลาง ควบคู่ไปกับการพยายามพัฒนา “สมรรถนะใหม่ตามบริบทพื้นที่” (CBE)
สภาวะนี้ทำให้โรงเรียนต้องแบกรับภาระทั้งเกณฑ์การปฏิบัติการและประเมิณทั้ง 2 ด้าน ขณะที่ตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์จากส่วนกลางยังคงยึดโยงกับมาตรฐานเดิม จึงกลายเป็นโจทย์สำคัญในก้าวต่อไปอีก 7 ปี ว่า ระบบนโยบายระดับชาติจะสามารถสร้างจุดสมดุลระหว่างการประเมินมาตรฐานกลางเพื่อการแข่งขันระดับสากล กับการให้อิสระแก่สถานศึกษาในการบ่มเพาะสมรรถนะตามศักยภาพของเด็กแต่ละพื้นที่ได้อย่างไร เพื่อไม่ให้ความเป็นอิสระทางนโยบายกลายเป็นเพียงการเพิ่มภาระงานให้แก่โรงเรียน
แม้ พ.ร.บ. พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา จะเปิดโอกาสให้เกิดการทดลองรูปแบบใหม่ แต่ยังคงมีความทับซ้อนเชิงอำนาจระหว่างกลไกเดิมอย่างคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ที่ดูแลภาพรวมของจังหวัด กับคณะกรรมการขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาที่เป็นคณะกรรมการเฉพาะกิจ
ความคลุมเครือในเรื่องสายการบังคับบัญชาและการบริหารงานบุคคลทำให้ผู้บริหารสถานศึกษาต้องอาศัยความกล้าหาญในการตัดสินใจ
ดังนั้นการจัดวางความสัมพันธ์และแบ่งบทบาทหน้าที่ให้ชัดเจนระหว่างระบบปกติและระบบพิเศษจึงเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ครูและผู้ปกครองในระยะยาว
ทางด้าน ผอ. สุริยน สุริโยดร ก็ยอมรับว่า เรื่องนี้ถือเป็นปัญหาสำคัญที่โรงเรียนยังคงต้องแบกรับภาระการทำงานใน 2 ระบบคู่ขนานกัน ทั้งการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะและการแปลงผลการเรียนกลับไปสู่ระบบ 8 กลุ่มสาระตามเกณฑ์แกนกลางเพื่อส่งต่อผู้เรียน โดยเฉพาะในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่ต้องเชื่อมโยงกับระบบคัดเลือกของมหาวิทยาลัย
นอกจากนี้เกณฑ์การประเมินที่กำหนดให้ผู้เรียนต้องผ่านสมรรถนะในระดับสามารถถึง 100 % เต็ม ยังเป็นโจทย์ที่ท้าทายอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ
ในฐานะผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ ผอ. สุริยน เสนอให้เปิดพื้นที่สำหรับผลสัมฤทธิ์ของโรงเรียนเอง เพื่อให้สถานศึกษาสามารถกำหนดเป้าหมายและวัดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพของผู้เรียน เช่น ด้านสุขภาวะ กาย จิต อารมณ์ และสังคม ควบคู่ไปกับความรู้ทางวิชาการ
ขณะที่ ภูริทัต ชัยวัฒนกุล ได้เสนอแนะจากงานวิจัยว่า พื้นที่นวัตกรรมควรฉีกกรอบไปสู่การเป็น Sandbox ที่มีอิสระอย่างแท้จริง รวมถึงการคืนสิทธิให้ผู้ปกครองผ่านแนวคิดคูปองการศึกษาเพื่อส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพของโรงเรียน
เพราะ คูปองการศึกษา (Education Vouchers) เป็นหนึ่งในเครื่องมือปฏิรูปการศึกษาที่มุ่งเน้นการคืนสิทธิและอำนาจในการตัดสินใจให้แก่ผู้ปกครอง โดยเปลี่ยนจากการที่รัฐจัดสรรงบประมาณตรงให้แก่โรงเรียน (Supply-side financing) มาเป็นการจัดสรรงบประมาณผ่านตัวนักเรียนและผู้ปกครองโดยตรง (Demand-side financing) เพื่อให้ผู้ปกครองสามารถเลือกโรงเรียนที่ดีที่สุดให้แก่บุตรหลานได้อย่างอิสระ
นอกจากนี้ ยังต้องนำนวัตกรรมที่มีงานวิจัยรองรับมาใช้ยกระดับผลสัมฤทธิ์ เช่น การสอนซ่อมเสริมเฉพาะจุด การประเมินผลเชิงทดลองแบบมีกลุ่มควบคุม และการส่งเสริมระบบสังเกตชั้นเรียนเพื่อช่วยเหลือผู้เรียนตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
ภาพรวมทั้งหมดนี้สะท้อนว่าการขับเคลื่อนในระยะต่อไปต้องอาศัยการบูรณาการระบบนิเวศการศึกษาทั้งระบบ ตั้งแต่ระดับนโยบาย ส่วนกลาง ภูมิภาค ตลอดจนการมีส่วนร่วมของชุมชนและผู้ปกครอง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์ผู้เรียนได้อย่างแท้จริง
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา: โอกาสที่ไม่ควรมองข้าม
- รู้จักหลักสูตรสมรรถนะ บทเรียนจาก”โรงเรียนแม่คือวิทยาเชียงใหม่” ไม่ต้องรอปฏิรูปก็ปรับเปลี่ยนได้
- ระดมคนการศึกษา จุดความหวัง “ปฏิรูป” ครั้งใหม่




