เมื่อการปฏิรูปการศึกษาไทยเดินทางมาถึงจุดที่หลายคนเริ่มหมดความหวัง เวที NATIONAL EDUCATION FORUM 2026 กลับชวนสังคมมองอีกมุมว่า การเปลี่ยนแปลงอาจไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากศูนย์ แต่ต้องรู้จักต่อยอดสิ่งที่มีอยู่ กระจายอำนาจให้พื้นที่ออกแบบการศึกษาของตัวเอง และสร้างระบบที่ทำให้คนทุกช่วงวัยเรียนรู้และปรับตัวได้ตลอดชีวิต
การปฏิรูปการศึกษาไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สิ่งที่ยังเป็นคำถามคือ เหตุใดการเปลี่ยนแปลงจึงเกิดขึ้นได้ยาก ทั้งที่ประเทศไทยมีทั้งนโยบาย กฎหมาย แผนงาน และคนทำงานด้านการศึกษาจำนวนมาก
คำตอบส่วนหนึ่งปรากฏขึ้นบนเวที NATIONAL EDUCATION FORUM 2026 ซึ่งจัดโดย ภาคีเพื่อการศึกษาไทย (TEP) ภายใต้แนวคิด “The Future We Shape Together” โดยมีครู โรงเรียน และภาคีเครือข่ายด้านการศึกษากว่า 1,500 คนเข้าร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ พร้อมเปิดตัว Thailand Education Partnership Landscape ที่รวบรวมโซลูชันและเครือข่ายด้านการศึกษาที่ผ่านการทดลองและพิสูจน์ผลลัพธ์แล้ว เพื่อเชื่อมโยงและขยายผลไปยังพื้นที่ต่าง ๆ
หัวใจของเวทีครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเสนอ “นโยบายใหม่” แต่คือการตั้งคำถามว่า หากสิ่งที่ดีเกิดขึ้นแล้วในบางพื้นที่ เหตุใดจึงไม่สามารถนำไปต่อยอดในพื้นที่อื่นได้ และทำอย่างไรให้คนทำงานด้านการศึกษาไม่ต้องกลับไปเริ่มต้นจากศูนย์ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย
การเมืองและระบบราชการกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของการศึกษา
วรากรณ์ สามโกเศศ ประธานกรรมการภาคีเพื่อการศึกษาไทย (TEP) มองว่า หนึ่งในปัญหาสำคัญคือการเมืองเข้าไปอยู่ในการศึกษา ทำให้การปฏิรูปและการผลักดันกฎหมายทำได้ยากขึ้น เพราะการศึกษามีหลายฝ่ายและหลายตัวละครเข้ามาเกี่ยวข้อง
“การศึกษาเป็นเรื่องเทคนิค เป็นเรื่องที่ต้องหลอมมาจากความต้องการของประชาชน พอมีการเมืองที่มีหลายฝ่ายเข้ามา และมีตัวละครหลากหลายเข้ามา ก็ทำให้กลายเป็นประเด็นทางการเมือง เพราะฉะนั้น ประเด็นทางการเมืองจึงตกลงกันยาก”
แต่อีกโจทย์ที่สำคัญไม่แพ้กันคือโครงสร้างของระบบการศึกษาไทยที่ยังมีความเป็นราชการและรวมศูนย์สูง ทุกอย่างถูกออกแบบให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ขณะที่โรงเรียนและท้องถิ่นมีพื้นที่ในการตัดสินใจค่อนข้างจำกัด
วรากรณ์เสนอว่า การกระจายอำนาจ หรือ decentralization เป็นหนึ่งในทางออกสำคัญ โดยเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นออกแบบหลักสูตรและให้โรงเรียนมีอิสระมากขึ้น เพราะแต่ละพื้นที่มีบริบทและความต้องการแตกต่างกัน
ปัญหาคือ ในทางปฏิบัติ โรงเรียนจำนวนมากยังต้องรับตัวชี้วัดจากส่วนกลางจำนวนมาก จนความคิดริเริ่มถูกลดทอนลง เพราะต้องให้ความสำคัญกับการทำงานให้สอดคล้องกับระบบราชการและนโยบายส่วนกลางมากกว่าการตอบโจทย์ของพื้นที่
ปฏิรูปการศึกษาไม่ได้เปลี่ยนด้วยกฎหมายอย่างเดียว
วรากรณ์ ยังชี้ปัจจัยที่ทำให้การปฏิรูปการศึกษาเดินหน้าได้ยาก คือ อุดมการณ์ของคนทำงานด้านการศึกษา และ ความต่อเนื่องของนโยบาย เนื่องจากการศึกษาต้องใช้เวลา การเปลี่ยนแปลงไม่สามารถเห็นผลได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่การบริหารจัดการการศึกษาจากส่วนกลางกลับมีระยะเวลาที่สั้น โดยเฉพาะการเปลี่ยนรัฐมนตรีที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง
“ยังไม่ทันออกดอก ก็เปลี่ยนต้นไม้อีกแล้ว ใช้ปุ๋ยใหม่อีกแล้ว มันก็เดินหน้าไป ถอยหลังไป ไม่มีเวลาที่มันจะออกดอกได้ เพราะการศึกษาต้องใช้เวลา”
นี่จึงเป็นเหตุผลที่การปฏิรูปการศึกษาไม่ควรฝากความหวังไว้กับการแก้กฎหมายหรือกฎเกณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเปลี่ยนทั้งคน วิธีคิด และโครงสร้างบางส่วน เพราะหากวิธีมองปัญหายังเหมือนเดิม การเปลี่ยนกฎหมายก็อาจไม่เพียงพอที่จะทำให้การศึกษาเปลี่ยนจริง
กทม.เปลี่ยนจาก “วิสัยทัศน์” สู่ Action Plan
ในระดับเมือง ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นำเสนอประสบการณ์ของ กทม.ที่พยายามเปลี่ยนการศึกษาให้เป็นเครื่องมือสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำ
กทม.มีโรงเรียนในสังกัด 437 แห่ง และนักเรียนประมาณ 250,000 คน ชัชชาติมองว่า หากต้องการลดความเหลื่อมล้ำ การศึกษาและสาธารณสุขคือเครื่องมือสำคัญ เพราะเป้าหมายสำคัญคือการทำให้คนรุ่นลูกมีชีวิตที่ดีกว่าคนรุ่นพ่อแม่
“การศึกษาคือหัวใจในการลดความเหลื่อมล้ำที่เราพูดกันมานาน”
สิ่งที่ กทม.พยายามเปลี่ยนคือ จากการมีเพียง “วิสัยทัศน์” ไปสู่การมี Action Plan ที่ชัดเจนและเชื่อมโยงกัน เพราะการเปลี่ยนการศึกษาไม่สามารถทำได้ด้วยแผนเดียว แต่ต้องประกอบด้วยแผนย่อยจำนวนมากที่สนับสนุนเป้าหมายเดียวกัน
แนวนโยบายหลักของ กทม.ครอบคลุม 3 ด้าน ได้แก่ โรงเรียนปลอดภัย คุณภาพการสอนและหลักสูตร และการค้นหาจุดแข็งของโรงเรียน เพื่อให้การจัดการศึกษาสอดคล้องกับเด็กและบริบทของแต่ละพื้นที่
จากนั้นแผนปฏิบัติการ ตั้งแต่ห้องเรียนปลอดฝุ่น การปรับปรุงอาหารและสุขภาวะ Digital Classroom พื้นที่นวัตกรรม การปรับหลักสูตร การพัฒนาครู ไปจนถึงการลดภาระงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสอน
เพิ่มลงทุนการศึกษา 1,600 ล้านบาท
ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา กทม.เพิ่มงบประมาณสำหรับการปรับปรุงโรงเรียนจากประมาณ 100 ล้านบาทก่อนปี 2565 เป็น 1,600 ล้านบาทในปี 2569 หรือเพิ่มขึ้น 16 เท่า
งบประมาณถูกนำไปใช้ทั้งการปรับปรุงอาคาร ห้องเรียน เครื่องมือการเรียนรู้ สระว่ายน้ำ ห้องน้ำ และสภาพแวดล้อม รวมถึงการพัฒนาบ้านพักครูและความร่วมมือกับภาคเอกชนในการจัดหาที่พักราคาถูกให้ครู
การลงทุนยังขยายไปถึงการศึกษาปฐมวัย โดย กทม.ขยายการดูแลเด็กตั้งแต่อายุ 3 ขวบ จากปี 2567 ที่มีเด็กเข้าสู่ระบบประมาณ 9,400 คนต่อปี ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 20,000 คนในปี 2569
ขณะเดียวกัน กทม.แก้ปัญหาครูขาดแคลนผ่านทุนเอราวัณ และการค้นหาการซ้อนครูที่มีทะเบียนบ้านหรือที่พักอยู่ใน กทม.เพื่อบรรจุเข้าทำงาน โดยบรรจุแล้วมากกว่า 1,000 คน
เปลี่ยน “ห้องเรียน” จากพื้นที่รับความรู้ เป็นพื้นที่ลงมือทำ
การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอีกด้านคือการปรับจากการเรียนที่มีครูเป็นศูนย์กลางไปสู่ นักเรียนเป็นศูนย์กลาง ผ่านการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ
ชัชชาติอธิบายว่า สิ่งสำคัญคือต้องรู้ว่า “เป้าหมาย” ของการเรียนรู้คืออะไร แล้วจึงออกแบบกระบวนการสอนให้ไปถึงเป้าหมายนั้น
ห้องเรียนจึงถูกปรับเป็น Maker Space เปิดโอกาสให้เด็กเสนอโครงการ วางแผน และลงมือทำด้วยตัวเอง โดยบูรณาการความรู้จากหลายวิชาเข้าด้วยกัน และดำเนินการครอบคลุมโรงเรียนทั้ง 437 แห่ง
ส่วนหลักสูตรปฐมวัยสำหรับเด็กอายุ 3–8 ปี ปรับจากการเน้นวิชาการไปสู่การพัฒนาทักษะสมอง หรือ EF โดยผลประเมินทักษะเพิ่มขึ้น 23% เริ่มจาก 2 โรงเรียน ก่อนขยายไปอีก 7 โรงเรียนและศูนย์เด็กเล็ก 271 แห่ง
ขณะที่เทคโนโลยีถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการปรับการเรียนรู้ โดยมีห้องเรียนสำหรับนักเรียนชั้น ป.4 และ ม.1 ให้เด็กสามารถเรียนตามความต้องการของตัวเอง ผลการเรียนดีขึ้น 28% ก่อนขยายจากโรงเรียนเดียวไปสู่โรงเรียนทั้ง 437 แห่ง
แต่เทคโนโลยีไม่ได้ถูกนำมาใช้เพียงเพื่อเพิ่มอุปกรณ์ เพราะ กทม.ยังพยายามลดภาระครูด้วยการยกเลิกเวรกลางคืน เพิ่ม รปภ. ลดเอกสารธุรการ และปรับการประเมินวิทยฐานะให้เน้นผลงาน โดยสามารถใช้วิดีโอการสอน แผนการเรียนรู้ และผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นส่วนประกอบในการประเมิน
จาก “ปฏิรูปการศึกษา” สู่ “ระบบพัฒนาคน”
ขณะที่ระดับเมืองกำลังทดลองเปลี่ยนระบบการศึกษา ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอให้มองการปฏิรูปการศึกษาในกรอบที่กว้างกว่าโรงเรียนและมหาวิทยาลัย
ยศชนันเสนอว่า การศึกษาต้องเป็นระบบที่พัฒนาคนตั้งแต่เด็ก วัยเรียน วัยทำงาน ไปจนถึงวัยหลังเกษียณ เพราะแต่ละช่วงชีวิตมีความต้องการและความจำเป็นในการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน
“ไม่ว่าเกิดที่ไหนต้องมีอนาคตที่ดีได้ เข้าถึงการศึกษาที่ดีได้ เพราะการเรียนรู้เชื่อมโยงกับการมีชีวิตที่ดี”
แนวคิดนี้คือการมองการศึกษาเป็น Human Development System หรือระบบพัฒนาคนทุกช่วงวัย ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของชีวิต เช่นเดียวกับระบบน้ำประปาและไฟฟ้า โดยไม่ควรจำกัดความสำเร็จไว้ที่คะแนนสอบ PISA หรืออันดับ Ranking
5 Hope กับการออกแบบอนาคตของคนไทย
เพื่อขับเคลื่อนแนวคิดดังกล่าว ยศชนัน เสนอกรอบ 5 Hope ซึ่งเป็นภาพของระบบการศึกษาที่ต้องการสร้างขึ้น Hope to Discover คือการช่วยให้คนค้นพบศักยภาพของตัวเอง เปลี่ยนจากการศึกษาแบบเหมารวมไปสู่ Personalized Education ให้เด็กได้ค้นพบความถนัดทั้งด้านวิชาการ วิชาชีพ กีฬา และศิลปะ
- Hope to Learn คือการเรียนรู้ตลอดชีวิต เปิดพื้นที่ทดลองหรือ Sandbox ให้ผู้เรียนได้ลงมือทำจริง และสร้างทักษะในการเรียนรู้ใหม่หรือ Relearn เพื่อรับมือกับเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลง
- Hope to Work คือการเชื่อมโยงการเรียนรู้กับโลกการทำงาน ปรับหลักสูตรให้ตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมทั้งในประเทศและระดับโลก รวมถึงพัฒนาทักษะผู้ประกอบการ
- Hope to Rise คือการสร้างความเท่าเทียมและศักดิ์ศรีให้กับทุกสายวิชาชีพ โดยเฉพาะสายอาชีวะและสายช่างเทคนิค พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เรียนข้ามสายและสะสมทักษะตามเป้าหมายชีวิต
- Hope to Lead คือการสร้างคนที่สามารถเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง แก้ปัญหาในชุมชนและสังคม สร้างนวัตกรรม และต่อยอดไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจ มากกว่าการเรียนจบเพื่อเป็นเพียง “ผู้หางาน”
ความหวังอาจไม่ได้อยู่ที่ “การเริ่มใหม่” แต่อยู่ที่การต่อยอด
สาระสำคัญจากเวที NATIONAL EDUCATION FORUM 2026 จึงอาจไม่ใช่คำตอบว่า “การปฏิรูปการศึกษาครั้งใหม่” จะหน้าตาเป็นอย่างไร แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิดต่อคำว่า “ปฏิรูป”
เพราะการเปลี่ยนแปลงอาจไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากศูนย์ หากประเทศไทยมีทั้งครู โรงเรียน ท้องถิ่น นักวิชาการ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมที่กำลังทดลองสิ่งใหม่อยู่แล้ว สิ่งที่จำเป็นคือการทำให้สิ่งเหล่านั้นมองเห็น เชื่อมโยงกัน และสามารถขยายผลได้
จากการกระจายอำนาจให้พื้นที่ออกแบบการศึกษาของตัวเอง ไปจนถึงการเปลี่ยนห้องเรียนให้เด็กเป็นผู้ลงมือทำ และการมองการศึกษาเป็นระบบพัฒนาคนตลอดชีวิต ทุกแนวคิดกำลังชี้ไปยังโจทย์เดียวกันว่า การศึกษาไทยจะสร้างความหวังได้ ก็ต่อเมื่อคนในระบบมีอิสระที่จะเปลี่ยนแปลง มีเวลาที่จะเห็นผล และมีพลังที่จะทำงานร่วมกัน
ดังนั้น “ความหวัง” อาจไม่ใช่การรอให้ใครสักคนเข้ามาแก้การศึกษาทั้งระบบ แต่คือการทำให้สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในหลายพื้นที่สามารถเชื่อมต่อกัน และเติบโตเป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับประเทศได้จริง
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




