กระบวนการ ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาฉบับใหม่ กำลังอยู่ช่วงเปิดรับความเห็น 10 มิ.ย. – 10 ก.ค. 2569 ซึ่งเป็นการพิจารณาหลักการพื้นฐานของกฎหมาย เพื่อให้กฎหมายใหม่ทันสมัย ครอบคลุมการเรียนรู้ทุกช่วงวัย และกระจายอำนาจ
เนื่องจากกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ หรือ พ.ร.บ. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 บังคับใช้มานาน 26 ปี จนทำให้ถูกวิจารณ์ว่ามีเนื้อหาล้าหลัง ไม่สามารถทำให้การจัดการการศึกษาให้ทันตามเทคโนโลยีดิจิทัลได้ เพราะกฎหมายแม่บทการศึกษานี้บังคับใช้ตั้งแต่ยุคก่อนเทคโนโลยีสมาร์ตโฟน จนถึงยุคสมัยที่ AI ได้เข้ามาเปลี่ยนโลกการเรียนรู้และการทำงาน
แม้กฎหมายนี้จะได้รับการแก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 ใน พ.ศ. 2562 แต่ยังคงมีโครงสร้างกระจัดกระจาย ซ้ำซ้อนและขัดแย้งกันกับกฎหมายและคำสั่ง คณะรักษาความสงบแห่งชาิต (คสช.) มีเนื้อหาไม่ครอบคลุมสิทธิผู้เรียน ไม่หลากหลายและยืดหยุ่นพอที่จะพัฒนาทุนมนุษย์ทุกช่วงวัย ตั้งแต่ปฐมวัยถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิต
ก่อนหน้านี้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เคยผลักดันแก้ พ.ร.บ การศึกษาแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบในหลักการ เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 68 เพื่อนำร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว เข้าสู่การพิจารณาในวาระของสภาผู้แทนราษฎรต่อไป
ทว่าร่างนี้ก็สะดุดเพราะการเมือง เมื่อรัฐบาลประกาศยุบสภาฯ ทำให้ไม่ได้เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฏร
10 หลักการพื้นฐาน พ.ร.บ การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่
ภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย พ.ร.บ. การศึกษาฉบับใหม่จึงเป็นอีกนโยบายหลักใน roadmap ปฏิรูปการศึกษาของรัฐมนตรี ศธ. คนใหม่ จากพรรคเพื่อไทย โดยมีกรอบแนวคิดและกำหนดหลักการสำคัญ 10 ข้อ พัฒนามาจากงานประชุมเชิงปฏิบัติการ MOE Human Capital Blueprint Workshop ที่หอประชุมคุรุสภา ศธ. เมื่อวันที่ 27 เม.ย. 69 ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ผู้บริหารและข้าราชการกระทรวง ภาคประชาสังคม นักวิชาการด้านปฏิรูปการศึกษาเข้าร่วมระดมสมองและออกแบบ
นำไปสู่ 10 หลักการพื้นฐานดังนี้
- จัดการศึกษาและการเรียนรู้ที่มีดุลยภาพระหว่างมาตรฐานสากลกับบริบททางสังคมและวัฒนธรรมไทย โดยยึดหลักการคุ้มครองสิทธิและการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ และยกระดับคุณภาพผลลัพธ์การเรียนรู้ให้เทียบเคียงกับนานาชาติ
- ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการจัดการศึกษาไร้รอยต่อ โดยพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ต่อเนื่องและเชื่อมโยงระบบการทำงานเชิงบูรณาการระหว่างหน่วยงานของรัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และประชาชน ขจัดอุปสรรคหรือรอยต่อของระบบย่อยต่างๆ อันเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงการเรียนรู้ที่มีคุณภาพของผู้เรียน ส่งเสริมแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย เข้าถึงได้ เอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพของบุคคล ชุมชน เมือง ไปสู่ความเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง
- พัฒนาการศึกษาให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยเตรียมพลเมืองเพื่อเข้าสู่การบูรณาการโลกไซเบอร์กับโลกกายภาพ เป็นสังคมที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรม ระบบข้อมูล และหลักฐานเชิงประจักษ์ในการกำหนดนโยบาย การบริหารจัดการ การพัฒนาผู้เรียน และให้ทุกคนเข้าถึงได้อย่างสะดวกและเท่าเทียม
- สร้างระบบบริหารการศึกษาที่มีธรรมาภิบาลและรับผิดรับชอบต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนที่มีความโปร่งใส และตรวจสอบได้ พร้อมกลไกกำกับ ติดตาม และประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเปิดเผยรายงานและข้อมูลผลสัมฤทธิ์และงบประมาณต่อสาธารณะ
- เสริมสร้างความเสมอภาคและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยคำนึงถึงความแตกต่างหลากหลายของผู้เรียน และสนับสนุนกลุ่มผู้มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ผู้มีความสามารถพิเศษ กลุ่มเปราะบาง และผู้ด้อยโอกาส
- พัฒนาระบบการศึกษาและการเรียนรู้ของประเทศที่มีความยืดหยุ่นและไร้รอยต่อ รองรับระบบและวิธีจัดการเรียนรู้ที่หลากหลายตลอดทุกช่วงวัย เชื่อมโยงโลกการศึกษากับโลกอาชีพ เพื่อการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่แรกเกิดถึงตลาดแรงงานเพื่อการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต ส่งเสริมระบบการเทียบเคียงและหรือเทียบโอนผลลัพธ์การเรียนรู้และประสบการณ์ทำงาน
- กระจายอำนาจการบริหารการศึกษา โดยปรับบทบาทของหน่วยของรัฐทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ตลอดจนสถานศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปรับโครงสร้างและบทบาทอำนาจหน้าที่ของหน่วยกำหนดนโยบาย (Policy) หน่วยกำกับมาตรฐานและคุณภาพ (Regulator) และหน่วยจัดการศึกษาและการเรียนรู้ (Provider) ออกจากกัน โดยที่ทำงานอย่างสอดประสานกันเพื่อมุ่งการศึกษาที่มีคุณภาพ
- ส่งเสริมหุ้นส่วนทางการศึกษา (Educational Partnerships) สานพลังทุกภาคส่วน โดยเปิดโอกาสให้ภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม ชุมชน แหล่งเรียนรู้ ครอบครัว และประชาชน มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางและเป็นผู้จัดการศึกษาที่มีความเสมอภาค
- เพิ่มคุณภาพการจัดสรรทรัพยากรทางการศึกษาให้สอดคล้องตามระดับและประเภทการศึกษา เพื่อให้เกิดความคุ้มค่า และประสิทธิภาพสูงสุด
- ยกระดับคุณภาพระบบครุศึกษาและระบบการพัฒนาวิชาชีพ อันประกอบด้วย ระบบการผลิตครู ระบบการพัฒนาครูใหม่และครูประจำการ รวมทั้งการคัดกรองคนเข้าสู่วิชาชีพ เพื่อให้มีสมรรถนะอันพึงประสงค์ของความเป็นครูและคณาจารย์ ขยายนิยามของผู้สอนสู่ความเป็น “นักจัดการเรียนรู้” รวมถึงให้สถานะทางกฎหมายแก่ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้ปกครอง และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม ให้สามารถร่วมจัดการศึกษาได้อย่างมีมาตรฐานเทียบเท่า
พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ใกล้แค่เอื้อม ?
สำหรับร่างกฎหมายนี้ ศธ. มีเป้าหมายส่งเข้าสภาก่อนปิดสมัยประชุม 22 ธ.ค. 69 โดยกำหนดกระบวนการร่างกฎหมาย ดังนี้
ระยะที่ 1 : เริ่มวันที่ 1 มิ.ย. 69 รมว. ศธ. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการร่าง พ.ร.บ. อย่างเป็นทางการ ซึ่งประกอบด้วยนักวิชาการ นักกฎหมาย นักการศึกษาในระดับต่างๆ เช่น มัธยมศึกษา และมหาวิทยาลัย อาจารย์คณะและครุศาสตร์ศึกษาศาสตร์ เพื่อสรุปกรอบแนวคิดและกำหนดหลักการสำคัญ 10 ข้อ ให้ทุกฝ่ายเห็นทิศทางร่วมกัน
ระยะที่ 2 : วันที่ 10 มิ.ย. – 10 ก.ค. 69 ร่างกฎหมายและเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อหลักการ 10 ข้อ ผ่านกระบวนการออนไลน์ และจากการ Focus Group 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ
รวมถึงรับฟังความเห็นจากคณะที่ปรึกษาภาคประชาชน ที่มีตัวแทนนักเรียน ครู คนพิการ เยาวชน ภาคประชาสังคม บุคลากรทางการศึกษา และฝ่ายการเมือง
ระยะที่ 3 : วันที่ 10 ก.ค. – 10 ส.ค. 69 คณะกรรมการสภาการศึกษาพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างฯ
ระยะที่ 4 : ภายในเดือน ก.ย. – ธ.ค. 69 คณะรัฐมนตรีรับหลักการ มอบหมายให้กฤษฎีกาตรวจสอบความถูกต้องเพื่อให้ ครม. อนุมัติขั้นสุดท้าย แล้วส่งสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาก่อนปิดสมัยประชุม 22 ธ.ค.
หากเป็นไปตามแผนนี้ เป็นไปได้ว่า กฎหมายการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ จะสามารถการบังคับใช้ได้สำเร็จในปี 2573
เสียงสะท้อนจากประชาชนต่อหลักการ
เมื่อวันที่ 4 ก.ค. 69 สภาการศึกษาร่วมกับสภาองค์กรของผู้บริโภค จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อร่าง พ.ร.บ. โดยมีผู้เข้าร่วมประกอบไปด้วย กลุ่มนักเรียน เยาวชน และผู้เรียน กลุ่มครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา กลุ่มผู้บริหารสถานศึกษาและผู้บริหารการศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ภาคเอกชนและภาคประชาสังคม หน่วยงานส่วนกลางและองค์กรหลักด้านการศึกษา และประชาชนทั่วไป
จากการรับฟังความเห็น มีข้อเสนอแนะดังนี้
หลักการที่ 1 จัดการศึกษาและการเรียนรู้ที่มีดุลยภาพระหว่างมาตรฐานสากลกับบริบททางสังคมและวัฒนธรรมไทย นั้น อาจจะต้องมีการคำจำกัดความ คำว่า “ดุลยภาพ” และ “มาตรฐานสากล” เพื่อให้ง่ายต่อการวัดผลปลายทางได้ รวมทั้งเพิ่มเติมคำว่า “ความหลากหลายทางวัฒนธรรม” นอกเหนือจากคำว่า “วัฒนธรรมไทย” เท่านั้น
สำหรับหลักการที่ 3 ถูกตั้งคำถามถึงพัฒนาการศึกษาให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกที่มุ่งเน้นโลกไซเบอร์เทคโนโลยีดิจิทัลเท่านั้น หากแต่ยังขาดการเปลี่ยนแปลงของโลกในมิติอื่น ๆ เช่น สภาพภูมิอากาศ สงคราม ความขัดแย้ง โรคระบาด ซึ่งเป็นมิติประเด็นที่การศึกษามองข้ามไม่ได้
นอกจากนี้ยังเสนอให้เพิ่มความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีที่มั่นคงปลอดภัย และมีจริยธรรม
ในหลักการที่ 4 ที่ว่าด้วยระบบบริหารการศึกษาที่มีธรรมาภิบาลและโปร่งใสนั้น มีเสียงสะท้อนจากผู้แทนสายวิชาชีพว่า ตัวร่างกฎหมายมุ่งเน้นการโยนความรับผิดชอบและสร้างเงื่อนไขข้อบังคับให้แก่ผู้ปฏิบัติงานในระดับสถานศึกษา เช่น ผู้อำนวยการโรงเรียน หรือครู เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งยังถือว่าเป็นธรรมไม่เพียงพอ
ที่ประชุมจึงเสนอให้ปรับเปลี่ยนเป็นการสร้างระบบการบริหารจัดการศึกษาที่มีธรรมาภิบาลทั้งระบบ ในระดับที่เหนือกว่าโรงเรียนขึ้นไป รวมทั้งระดับนโยบายอย่างนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ปลัดกระทรวง ไปจนถึงสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา โดยต้องร่วมกันรับผิดชอบต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน
นอกจากนี้ยังมีการเสนอให้ถอดบทเรียนจาก พ.ร.บ. อุดมศึกษา ที่บรรจุบทลงโทษทางอาญา (โทษปรับและโทษจำคุก) เพื่อให้กำหนดบทลงโทษไว้ในบางมาตราของ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่นี้ ทั้งนี้เพื่อป้องกันปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันเชิงนโยบายและการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบของผู้บริหารระดับสูง
ในหลักการที่ 5 ที่ว่าด้วยการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยคำนึงถึงความแตกต่างหลากหลายของผู้เรียน นั้นให้เพิ่มหลักการเกี่ยวกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เข้าไปด้วย
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- ก้าวข้าม ‘ห้องเรียน’ สู่ ‘พัฒนาทุนมนุษย์’ โจทย์ใหม่ พ.ร.บ.การศึกษาไทย
- เปิดโรดแม็ป 5 ปี พลิกโฉมการศึกษาไทย เป็นไปได้แค่ไหน
- นโยบายการศึกษา “วนลูป” เรื่องปฏิรูปยังอีกยาวไกล




