การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และรูปแบบการทำงาน ทำให้โจทย์ของระบบการศึกษาไม่ได้อยู่เพียงที่ว่า “เรียนอะไร” แต่ต้องตอบให้ได้ว่า ผู้เรียนมีทักษะอะไร และทักษะเหล่านั้นตรงกับงานที่ตลาดแรงงานต้องการหรือไม่
คำถามนี้กลายเป็นโจทย์สำคัญของระบบอาชีวศึกษาไทย ซึ่งมีบทบาทโดยตรงในการผลิตกำลังคนเข้าสู่ตลาดแรงงาน
เมื่อ 1 ต.ค. 69 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และธนาคารโลก จัดเวที High-level Policy Forum “Unlocking Thailand’s Future: Transforming Education and Training to Drive Productivity, Innovation, and Growth” เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและมุมมองต่อความท้าทายด้านทักษะ รวมถึงแนวทางพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง
หนึ่งในประเด็นสำคัญของเวที คือความร่วมมือระหว่าง กสศ. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และธนาคารโลก ซึ่งลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระยะ 5 ปี เพื่อยกระดับการจัดการศึกษาและการฝึกอบรมด้านอาชีวศึกษา โดยนำข้อมูล องค์ความรู้ และหลักฐานเชิงประจักษ์มาใช้ในการพัฒนานโยบายและแนวปฏิบัติ
ภายในงานมี ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมงาน

โจทย์ไม่ใช่แค่ “มีทักษะ” แต่ต้องตรงกับงาน
ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า หัวใจสำคัญของความร่วมมือคือการพัฒนาทุนมนุษย์ โดยเฉพาะการเตรียมแรงงานให้พร้อมกับโลกการทำงานในอนาคต
ทักษะที่จำเป็นไม่ได้มีเฉพาะความรู้ทางวิชาชีพ แต่รวมถึงทักษะพื้นฐานชีวิต (Foundational Skills) เช่น ความสามารถในการอ่านและทำความเข้าใจข้อมูล การเรียนรู้สิ่งใหม่ การใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือดิจิทัล รวมถึงทักษะทางสังคมและอารมณ์ (Socio-Emotional Skills) ทั้งการเข้าใจตนเอง การควบคุมอารมณ์ การสื่อสาร และการทำงานร่วมกับผู้อื่น
ขณะเดียวกัน ทักษะด้าน STEM และ AI กำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและรูปแบบการทำงาน
โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่ว่า ระบบอาชีวศึกษาจะพัฒนาทักษะเหล่านี้อย่างไร และจะเชื่อมโยงกับความต้องการจริงของสถานประกอบการได้มากน้อยเพียงใด
ใช้ข้อมูลหาช่องว่างระหว่าง “สิ่งที่สอน” กับ “สิ่งที่ตลาดต้องการ”
หนึ่งในโครงการที่เตรียมเดินหน้าคือ Doing Business in TVET (DOBIT) ซึ่งมีเป้าหมายศึกษาช่องว่างระหว่างความต้องการกำลังคนและทักษะของตลาดแรงงาน กับศักยภาพของระบบอาชีวศึกษา
แนวทางดังกล่าวจะทำงานร่วมกับสถานศึกษาและสถานประกอบการในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น การผลิตขั้นสูง บริการดิจิทัล อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เกษตร สุขภาพ และการท่องเที่ยว
ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงการเพิ่มจำนวนหลักสูตร แต่คือการหาคำตอบว่า ตลาดแรงงานต้องการคนแบบใด ขณะที่สถานศึกษาอาชีวศึกษากำลังผลิตคนแบบใด และช่องว่างระหว่างสองด้านอยู่ตรงไหน
ข้อมูลจากภาคธุรกิจและสถานประกอบการจึงมีความสำคัญต่อการออกแบบหลักสูตร การพัฒนาครู และการจัดการเรียนรู้ รวมถึงการกำหนดบทบาทของสถานศึกษาให้เป็นศูนย์พัฒนาทักษะที่เชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม
เริ่มจากทักษะที่ใช้ได้ทั้งในห้องเรียนและสถานประกอบการ
ความร่วมมือระหว่าง กสศ. ธนาคารโลก และ สอศ. ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ ก่อนหน้านี้มีการส่งเสริมการเรียนรู้ทางสังคมและอารมณ์ (Social and Emotional Learning: SEL) ให้แก่นักศึกษาอาชีวศึกษา
มีการพัฒนา Master Trainers และครูแกนนำจำนวน 225 คน จากสถานศึกษาอาชีวศึกษา 25 แห่งทั่วประเทศ พร้อมพัฒนาหลักสูตรกลยุทธ์การสอนด้าน SEL และบรรจุเป็นหลักสูตรพัฒนาครูของ สอศ. ผ่านระบบ e-Training แล้ว
ประเด็นนี้สะท้อนการขยับจากการมอง “ทักษะอาชีพ” เพียงด้านเดียว ไปสู่การพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานร่วมกับผู้อื่น การสื่อสาร และการปรับตัว ซึ่งเป็นทักษะที่ใช้ได้ในหลายอาชีพ
ความท้าทายอยู่ที่การทำให้ความร่วมมือเกิดผลในระบบจริง
แม้ MOU จะกำหนดกรอบความร่วมมือระยะ 5 ปี แต่โจทย์สำคัญหลังจากนี้คือ ข้อมูลและองค์ความรู้ที่ได้จะถูกนำไปเปลี่ยนแปลงระบบอาชีวศึกษาได้มากเพียงใด
เพราะการแก้ปัญหาช่องว่างด้านทักษะไม่ได้อยู่ที่การอบรมเพียงครั้งเดียว แต่เกี่ยวข้องตั้งแต่หลักสูตร ครูและผู้สอน วิธีจัดการเรียนรู้ เครื่องมือและเทคโนโลยี ไปจนถึงความร่วมมือกับสถานประกอบการ
อีกคำถามคือ ข้อมูลความต้องการแรงงานจะถูกนำมาใช้ในการปรับหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนได้รวดเร็วเพียงใด ขณะที่ความต้องการของตลาดแรงงานและเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็วกว่ารอบการปรับหลักสูตรของระบบการศึกษา
ดังนั้น ตัวชี้วัดของความร่วมมือระยะ 5 ปีจึงไม่ได้มีเพียงจำนวนครูที่ได้รับการพัฒนา หรือจำนวนสถานศึกษาที่เข้าร่วม แต่ควรสะท้อนถึง ทักษะของผู้เรียน การมีงานทำ ความสอดคล้องระหว่างทักษะกับงาน และการมีส่วนร่วมของสถานประกอบการ ด้วย
จาก “ความร่วมมือ” สู่ระบบข้อมูลกำลังคน
สตีเฟน เอ็น. เอ็นเดกวา ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยและเมียนมา ธนาคารโลก กล่าวว่า การก้าวสู่ประเทศรายได้สูงของไทยขึ้นอยู่กับการสร้างหลักประกันให้ประชาชนมีทักษะที่จำเป็นต่อการเข้าถึงงานที่ดีขึ้นและมีผลิตภาพสูงขึ้น
การยกระดับอาชีวศึกษาและเชื่อมโยงการพัฒนาทักษะกับภาคอุตสาหกรรมให้ใกล้ชิดขึ้น จะช่วยลดช่องว่างด้านทักษะ เพิ่มผลิตภาพ และช่วยให้แรงงานและภาคธุรกิจสามารถปรับตัวรับเทคโนโลยีใหม่และอุตสาหกรรมเกิดใหม่
ความร่วมมือครั้งนี้จึงวางโจทย์ไว้ที่การนำ ข้อมูล หลักฐานเชิงประจักษ์ ประสบการณ์ของสถานศึกษา และความต้องการของนายจ้าง มาใช้ร่วมกัน
ท้ายที่สุด ความท้าทายไม่ได้อยู่เพียงว่าไทยจะผลิตผู้เรียนอาชีวศึกษาได้มากขึ้นหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่า ผู้เรียนเหล่านั้นมีทักษะตรงกับงานหรือไม่ นายจ้างมีส่วนร่วมกับระบบการศึกษามากแค่ไหน และข้อมูลตลาดแรงงานถูกนำกลับไปปรับระบบการศึกษาได้จริงหรือไม่
หากความร่วมมือระยะ 5 ปีสามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ ระบบอาชีวศึกษาอาจขยับจากการ “ผลิตกำลังคนตามหลักสูตร” ไปสู่การ พัฒนากำลังคนจากข้อมูลความต้องการของเศรษฐกิจและตลาดแรงงาน ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญของการพัฒนาทุนมนุษย์ในระยะต่อไป
บทความที่เกี่ยวข้อง:




