ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันและมีอายุยาวนานถึง 27 ปี ว่าเป็นเหตุผลพื้นฐานที่สุดที่ทำให้ระบบการศึกษาไทยไม่สามารถก้าวทันโลกยุคปัจจุบันได้
เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้ถูกเขียนขึ้นในยุคสมัยที่โลกเพิ่งจะตื่นเต้นกับปรากฏการณ์ Y2K การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตยังต้องใช้สายโมเด็มเสียบเข้ากับหลังคอมพิวเตอร์ ยังไม่มีระบบ Wi-Fi ส่วน Google เพิ่งถือกำเนิดขึ้นได้เพียง 1 ปี (พ.ศ. 2541) และยังไม่มีใครรู้จักสมาร์ตโฟน โซเชียลมีเดีย แอปพลิเคชันต่าง ๆ LINE หรือปัญญาประดิษฐ์ (AI)
การที่เด็กเกิดใน พ.ศ. 2542 เติบโตจนมีอายุ 27 ปีและกลายเป็นพ่อแม่คนในวันนี้ แต่ลูกของพวกเขากลับยังต้องเรียนภายใต้กรอบกฎหมายฉบับเดียวกับที่พ่อแม่เคยเรียน ซึ่งแทบไม่มีคำว่าดิจิทัลหรือเทคโนโลยีปรากฏอยู่เลย จึงเป็นความลักลั่นเชิงโครงสร้างที่ทำให้ไม่สามารถเตรียมความพร้อมเด็กไทยสู่ ค.ศ. 2030 หรือ พ.ศ. 2573 ได้
คลื่นความเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานโลกและวิกฤตโครงสร้างประชากรไทย
ประเสริฐ กล่าวถึงการปฏิรูปการศึกษาเพื่อตอบโจทย์ตลาดแรงงานโลกและวิกฤตโครงสร้างประชากรว่า เมื่อมองไปข้างหน้าในอีก 4 ปี หรือภายใน ค.ศ. 2030 หรือ พ.ศ. 2573 การเข้ามาของเทคโนโลยี AI จะเปลี่ยนโฉมหน้าตลาดแรงงานโลกอย่างสิ้นเชิง โดยจะสร้างงานใหม่ขึ้นมาถึง 170 ล้านตำแหน่ง แต่ในขณะเดียวกันก็จะทำให้งานรูปแบบเดิมหายไปถึง 92 ล้านตำแหน่ง ส่งผลให้งาน 1 ใน 4 ของโลกได้รับผลกระทบจาก AI และทักษะการทำงานที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันเกือบ 40% จะเปลี่ยนแปลงไป
เมื่อหันกลับมาพิจารณาบริบทของประเทศไทย กลับพบสัญญาณเตือนที่รุนแรงยิ่งกว่าจากวิกฤตโครงสร้างประชากร โดยใน พ.ศ. 2568 ประเทศไทยมีเด็กเกิดใหม่เพียง 416,000 คน ซึ่งถือเป็นอัตราการเกิดที่ต่ำที่สุดในรอบ 75 ปี ลดลงอย่างมหาศาลเมื่อเทียบกับ พ.ศ. 2548 ที่เคยมีเด็กเกิดถึงปีละ 1 ล้านคน
ภาวะ “คนน้อยลง งานเปลี่ยนเร็วขึ้น” สวนทางกับความต้องการของประเทศที่กำลังขับเคลื่อนเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ต้องการแรงงานทักษะสูงกว่า 1 ล้านคนภายใน ค.ศ. 2029
แต่แรงงานไทยกว่าครึ่งในปัจจุบันกลับทำงานไม่ตรงสาขาที่เรียน และเกือบ 3 ใน 4 มีทักษะดิจิทัลไม่ถึงเกณฑ์ ด้วยเหตุนี้ เด็กไทยที่เกิดมาในยุคนี้ทุกคนจึงมีคุณค่ามากขึ้นอย่างมหาศาล รัฐจำเป็นต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้เด็กทุกคน และไม่สามารถปล่อยให้เด็กคนใดหลุดออกจากระบบการศึกษาได้เลยแม้แต่คนเดียว
“ต่อให้ประเทศนำเข้าเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเพียงใด แต่หากบุคลากรไม่สามารถใช้งานได้ เทคโนโลยีเหล่านั้นก็ไร้ประโยชน์ กระทรวงศึกษาธิการจึงวางวิสัยทัศน์สู่ปี 2030 โดยกำหนดให้การศึกษาเป็น ‘เครื่องยนต์หลัก’ ของเศรษฐกิจไทยในการสร้างคนให้พร้อมทำงาน พร้อมปรับตัว และพร้อมแข่งขัน
กลไกทางความคิดที่ต้องเปลี่ยนเป็นอันดับแรกคือ ทุกฝ่ายต้องเลิกมองงบประมาณด้านการศึกษาว่าเป็น ‘ค่าใช้จ่าย’ ที่สูญเปล่า แต่ต้องมองว่าเป็น ‘การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดของประเทศ’ ตามหลักฐานเชิงประจักษ์จากรายงานของธนาคารโลก (World Bank) ที่ระบุชัดเจนว่า การศึกษาที่เพิ่มขึ้นทุก ๆ 1 ปี หรือการเรียนต่อยอดหลักสูตรใดก็ตาม จะช่วยเพิ่มโอกาสในการมีรายได้ของบุคคลนั้นให้สูงขึ้นเฉลี่ยถึงปีละ 9%“ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ย้ำ

กลไกปฏิรูปโครงสร้างการศึกษาใน พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่
ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ มุ่งเปลี่ยนบทบาทของกระทรวงศึกษาธิการจากเดิมที่เป็น “กระทรวงที่สั่งการ” ไปสู่ “กระทรวงที่ปลดล็อกระบบและเปิดโอกาสให้คน” โดยมีกลไกการขับเคลื่อนหลักได้แก่
- การปลดล็อกโรงเรียน (คืนอิสระ 4 ด้าน และงบประมาณแบบ Block Grant) กฎหมายใหม่กำหนดให้มีการกระจายอำนาจสู่สถานศึกษาโดยตรง เพื่อให้โรงเรียนของรัฐมีความคล่องตัวและเป็นอิสระใน 4 มิติ ได้แก่
- (1) ด้านการบริหารทั่วไป ให้ทันต่อบริบทพื้นที่
- (2) ด้านวิชาการ ในการออกแบบหลักสูตรที่ตอบโจทย์ผู้เรียน
- (3) ด้านงานบุคคล ในการบริหารอัตรากำลังและพัฒนาครูให้ตรงจุด
- (4) ด้านงบประมาณและการเงิน กลไกทางการเงินที่สำคัญคือการเปลี่ยนรูปแบบการจัดสรรงบประมาณไปเป็นเงินอุดหนุนทั่วไป หรือ Block Grant ที่มีความยืดหยุ่น เพื่อให้แต่ละโรงเรียนสามารถนำงบประมาณไปใช้จ่ายได้ตรงตามความต้องการและความจำเป็นของเด็กในแต่ละพื้นที่ซึ่งมีความแตกต่างกัน ภายใต้หลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใส
- การปลดล็อกครู (คืนเวลาให้ครู เพื่อคืนอนาคตให้เด็ก) ปัญหาใหญ่ที่บั่นทอนคุณภาพห้องเรียนคือการที่ครูไทยต้องแบกรับภาระงานที่ไม่ใช่การสอนจำนวนมาก เช่น งานพัสดุจัดซื้อจัดจ้าง หรือในบางโรงเรียนครูต้องทำหน้าที่เป็นแม่ครัวทำโครงการอาหารกลางวันเอง
โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เน้นย้ำว่า ไม่ว่าหลักสูตรจะดีเพียงใด หรือโลกของ AI จะก้าวหน้าไปไกลแค่ไหน สุดท้าย “ครู” ก็ยังเป็นบุคลากรที่สำคัญที่สุดที่ต้องยืนอยู่หน้าห้องเรียนเพื่อดูแลเด็กในสังคมที่สองรองจากครอบครัว ซึ่งเด็กต้องใช้เวลาอยู่ในระบบการศึกษาตั้งแต่เล็กจนจบมหาวิทยาลัยรวมกว่า 20 ปี เจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้จึงมุ่งลดภาระงานที่ไม่จำเป็นของครูออกไป เพื่อดึงครูกลับเข้าสู่ห้องเรียนและคืนเวลาให้ครูได้ทุ่มเทกับการพัฒนาเด็กอย่างเต็มที่
- การเปิดโอกาสให้ผู้เรียน (เรียนได้หลายเส้นทางและทุกการเรียนรู้มีค่า) เนื่องจากไส้ในของกฎหมายมุ่งปิดช่องว่างระหว่างสิ่งที่เรียนกับโลกของการทำงาน โดยเปิดโอกาสให้การศึกษามีความยืดหยุ่น โดยเฉพาะในระดับที่สูงกว่าการศึกษาภาคบังคับ ผู้เรียนสามารถเลือกเส้นทางการเรียนรู้ได้ด้วยตนเองตามความถนัด ผ่านรูปแบบการศึกษาที่หลากหลายทั้งในและนอกสถานศึกษา โดยระบบจะให้การยอมรับการเรียนรู้จากทุกช่องทางว่ามีคุณค่าศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน
- การสร้างกลไกนโยบายระดับชาติและการบริหารข้อมูลดิจิทัล สาระสำคัญใหม่ที่เพิ่มเติมเข้ามาซึ่งไม่เคยมีในกฎหมายฉบับ พ.ศ. 2542 คือ การกำหนดให้มี “คณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ” เพื่อทำหน้าที่กำหนดทิศทางภาพรวม และการบรรจุเรื่อง “เทคโนโลยีและการบริหารจัดการข้อมูล (Data Management)” เข้าไว้ในกฎหมายอย่างชัดเจน เพื่อให้สอดรับกับยุคสมัยของข้อมูลและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป
โรดแมปการศึกษาไทยสู่เวทีโลก
ประเสริฐ ยังกล่าวถึงพัฒนาการการศึกษาไทยในเวทีสากลว่า พบสัญญาณบวกที่สำคัญ 2 ประการ ประการแรกคือ ผลคะแนนสอบ PISA 2025 ของนักเรียนไทยปรับตัวดีขึ้นทุกด้าน โดยคะแนนวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้น 23 คะแนน และคะแนนคณิตศาสตร์และการอ่านเพิ่มขึ้นด้านละ 13 คะแนน ประการที่สองคือ อันดับความสามารถในการแข่งขันด้านการศึกษาของ IMD ที่ประกาศเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ประเทศไทยขยับจากอันดับที่ 58 ขึ้นมาอยู่อันดับที่ 52 ของโลก หรือดีขึ้นถึง 6 อันดับ
อย่างไรก็ตาม กระทรวงศึกษาธิการยังไม่สามารถพึงพอใจกับตัวเลขเหล่านี้ได้ เพราะคะแนนของไทยแม้จะดีขึ้นกว่าตัวเองในอดีต แต่ก็ยังต่ำกว่าค่ามาตรฐานของกลุ่มประเทศ OECD โดยมี “การบ้านใหญ่” ที่ต้องเร่งแก้ไขคือ เด็กไทยเกือบ 6 ใน 10 คนยังมีทักษะคณิตศาสตร์และการอ่านต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน และยังมีเด็กและเยาวชนกว่า 600,000 คนที่หลุดอยู่นอกระบบการศึกษา ซึ่งต้องได้รับการช่วยเหลือตามแนวทาง Zero Dropout เพื่อลดความเหลื่อมล้ำโดยไม่ให้ฐานะทางครอบครัวมาเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงการศึกษา
กระทรวงศึกษาธิการจึงได้วางแผนยุทธศาสตร์เพื่อเปลี่ยนสถานะของประเทศไทยจาก “ผู้เข้าร่วม” ไปสู่การเป็น “ผู้ร่วมกำหนดทิศทางการศึกษาระดับโลก” เพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าเป็นสมาชิกกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูงและพัฒนาแล้วอย่าง OECD โดยมีลำดับเวลาการขับเคลื่อนที่ชัดเจนดังนี้
- ปี ค.ศ. 2027 (31 มีนาคม – 2 เมษายน 2027) การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม Global Education Meeting (GEM): ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพร่วมกับองค์การ UNESCO จัดการประชุมระดับโลก ณ กรุงเทพมหานคร ซึ่งจะมีนักการศึกษาจากทั่วโลกเดินทางมาร่วมประชุม ถือเป็นประตูสำคัญในการดึงความร่วมมือจากนานาชาติมาพัฒนาศักยภาพการศึกษาไทย
- ปี ค.ศ. 2028 การผลักดันวาระ ASEAN Zero Dropout: ในฐานะที่ประเทศไทยจะดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในปี ค.ศ. 2028 (อีก 2 ปีข้างหน้า) ไทยจะใช้เวที GEM และการเป็นประธานอาเซียนในการผลักดันวาระการแก้ปัญหาเด็กนอกระบบให้เป็นศูนย์ (Zero Dropout) ในระดับภูมิภาคอาเซียน
- ปี ค.ศ. 2028–2030 การขับเคลื่อนหลักสูตรเน้นสมรรถนะ (Competency-based Curriculum): มุ่งปรับเปลี่ยนหลักสูตรการเรียนการสอนให้เน้นสมรรถนะ ทักษะดิจิทัล การใช้ AI และทักษะการคิดวิเคราะห์อย่างเต็มรูปแบบ
- ปี ค.ศ. 2030 เป็นต้นไป ระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่สมบูรณ์ (Lifelong Learning): ประเทศไทยจะมีระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่สมบูรณ์แบบ เพื่อรองรับพลเมืองทุกช่วงวัย
โจทย์ใหญ่กระทรวงศึกษาธิการ ปรับตัวตาม พ.ร.บ. การศึกษาฉบับใหม่
ทางด้าน รศ.ประวิต เอราวรรณ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงแผนการปรับตัวของศธ. เพื่อให้สอดรับกับ พ.ร.บ. ฉบับใหม่ โดยวาง 5 โจทย์ใหญ่ที่จะต้องเร่งผลักดันได้แก่
- การวางแผนกำลังคนและสัดส่วนสถานศึกษาใหม่ จากตัวเลขเด็กเกิดใหม่ใน พ.ศ. 2568 ที่มีเพียง 416,000 คน หมายความว่าในอีก 6 ปีข้างหน้าจะมีเด็กเข้าเรียนชั้น ป.1 เพียงสี่แสนคน ในขณะที่ปัจจุบันไทยมีโรงเรียนขนาดเล็กอยู่แล้วถึงเกือบ 18,000 โรงเรียน (17,000 กว่าโรง) กระทรวงฯ จึงต้องวางแผนพัฒนาบุคลากรระยะ 5 ปี เพื่อตอบคำถามเชิงโครงสร้างว่า ประเทศไทยควรมีจำนวนโรงเรียนและบุคลากรเท่าใดจึงจะเหมาะสมตามมาตรฐานสากล (OECD/UNESCO) เพื่อเปลี่ยนงบประมาณค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรไปเป็น “งบลงทุนเพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน” ให้ได้มากที่สุด
- การปฏิรูประบบการเงินและงบประมาณ รื้อสูตรการจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนรายหัวและปรับสูตรความเหลื่อมล้ำใหม่ทั้งหมด เพื่อรองรับ พ.ร.บ. ฉบับใหม่ ลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มงบลงทุนด้านการเรียนการสอน
- การเชื่อมโยงการเรียนรู้สู่โลกการทำงานผ่านธนาคารหน่วยกิต หรือ Credit Bank System ขับเคลื่อนระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) อย่างจริงจังตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป เพื่อรับรองผลการเรียนรู้ (Recognition) และเทียบโอนผลการเรียนทั้งในและนอกห้องเรียนอย่างยืดหยุ่น เชื่อมโยงการศึกษาเข้ากับตลาดแรงงาน
- การลงทุนในการพัฒนาเด็กปฐมวัย โดย ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า นักเศรษฐศาสตร์การศึกษาทั่วโลกยืนยันตรงกันว่า การลงทุนที่คุ้มค่าและให้ผลตอบแทนสูงสุดในการพัฒนามนุษย์คือ “ปฐมวัย” จึงต้องผลักดันเรื่องนี้อย่างเข้มข้นโดยใช้กลไกศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) และบูรณาการความร่วมมือระหว่าง 4 กระทรวงหลักในการขับเคลื่อนระดับพื้นที่
- การยกระดับคุณภาพการศึกษาสู่มาตรฐานสากล ซึ่งจะยกระดับตัวชี้วัดสากลทั้ง PISA, IMD และการจัดอันดับของ WEF รวมถึงการทำงานร่วมกับ UNESCO, UNICEF และการเป็นเจ้าภาพ Global Education Meeting 2027 โดยความก้าวหน้าสำคัญล่าสุดคือ ในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทย (ซึ่งต้องผ่าน 26 คณะกรรมการ) ด้านการศึกษาซึ่งอยู่ในบอร์ด EDPC (Education Policy Committee) ได้ทำการทบทวนทางเทคนิค (Technical Review) เสร็จเรียบร้อยแล้ว ถือเป็น “หน่วยงานแรกของประเทศไทย” ที่ดำเนินการเสร็จและพร้อมยื่นเรื่อง (Submit) ต่อ OECD ภายในปีนี้ เพื่อนำระบบการศึกษาไทยไปเทียบเคียงกับบรรทัดฐานสากลของโลก
รศ.ประวิต ระบุว่าที่ผ่านมาการศึกษาไทยเผชิญกับความล้มเหลวเชิงระบบ 3 ด้าน คือ ระบบกำลังคนที่แยกส่วนกันทำงานใน 10 กระทรวง 40 หน่วยงาน ระบบการเงินที่ใช้งบประมาณสูงแต่ไร้ประสิทธิภาพ และระบบการบริหารที่ขาดเจ้าภาพรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ของผู้เรียน ประกอบกับข้อมูลเบื้องหลัง PISA 2025 ที่พบว่าผู้ปกครองไทยมีส่วนร่วมลดลง 11%
เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ กระทรวงศึกษาธิการจึงตัดสินใจยกร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ขึ้นภายในเวลาเพียง 4 เดือน 3 วัน (27 พ.ค. – 30 ก.ย. 69) ร่างกฎหมายฉบับนี้มี 82 มาตรา (กับ 12 มาตราบทเฉพาะกาล) ที่ไม่ยุบเลิกโครงสร้างหรือกฎหมายเดิม แต่ใช้กลไกของ “คณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ” ดึงประธานบอร์ดทุกหน่วยงานมาร่วมกำหนดทิศทางที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย
ปฏิรูปการศึกษา เพื่อลดช่องว่าง ความเหลื่อมล้ำ
นอกจากนี้ การขจัดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นอีกเป้าหมายหนึ่งของการปฏิรูปการศึกษา โดยทาง ศ.วุฒิสาร ตันไชย ประธานกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับภาวะพายุหมุน 5 เรื่องที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเหลื่อมล้ำและการจัดการศึกษา ซึ่งไม่อาจหลีกเลี่ยงได้แต่ต้องหาวิธีรับมือ ได้แก่
- พายุลูกที่ 1 เทคโนโลยีและ AI ที่ถ่างช่องว่างแบบ K-Shape ปัจจุบันเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI กำลังสร้างความเหลื่อมล้ำ (Divide) ที่สูงมากในลักษณะ K-Shape ซึ่งขาบนและขาล่างจะยิ่งห่างออกจากกันและตัว K จะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ตามความสามารถในการเข้าถึงและการใช้ประโยชน์จากดิจิทัลที่ไม่เท่ากัน การมีแค่อุปกรณ์ไม่ได้แปลว่าจะลดเหลื่อมล้ำได้ เช่น ในช่วงโควิด-19 ที่เชื่อว่าหากแจกแท็บเล็ตแล้วเด็กจะเรียนออนไลน์ได้ แต่ในความเป็นจริง การใช้ดิจิทัลและ AI จำเป็นต้องมีระบบสนับสนุน (Support System) โดยเฉพาะความพร้อมของผู้ปกครองในแต่ละครัวเรือนที่ไม่เท่ากัน
- พายุลูกที่ 2 โครงสร้างประชากรที่เด็กเกิดน้อย ในอดีตมักมีข้ออ้างว่าจัดการศึกษาได้ไม่ดีเพราะเด็กมีจำนวนมากเกินไป แต่ในวันนี้เมื่อเด็กเกิดน้อยลงแล้ว โจทย์สำคัญคือเราจะพลิกวิกฤตนี้เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาให้ดีขึ้นได้อย่างไร
- พายุลูกที่ 3 วิกฤตเศรษฐกิจและหนี้สินครัวเรือน เศรษฐกิจที่ผันผวนไม่เพียงกระทบงบประมาณการคลังของรัฐ แต่สิ่งที่ร้ายแรงที่สุดคือการทำให้ “สถานะของครัวเรือนเปราะบาง” หนี้สินครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นและความยากไร้บีบคั้นให้ผู้ปกครองไม่มีทั้งเงินลงทุนด้านการศึกษาและไม่มีเวลาทุ่มเทดูแลการเรียนของลูก ทำให้เรื่องการเรียนการสอนถูกผลักไปเป็นเรื่องท้ายๆ ของกิจกรรมในครอบครัว
- พายุลูกที่ 4 ความพร้อมของครอบครัวที่แตกต่างกัน หากเปรียบเทียบกับโรงเรียนในประเทศญี่ปุ่น ผู้ปกครองและครูจะร่วมกันออกแบบ “7 กิจกรรม” ให้เด็กทำอย่างเข้มข้นทุกวันที่ 7 ของเดือน เช่น การทำการบ้าน การอ่านหนังสือเอง และการเตรียมตัวเรียนสำหรับวันรุ่งขึ้นโดยผู้ปกครองมีส่วนร่วมสำคัญ แต่กลไกเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อครอบครัวมีความพร้อม ซึ่งปัญหาใหญ่ของสังคมไทยในวันนี้คือความพร้อมของแต่ละครอบครัวไม่เท่ากัน
- พายุลูกที่ 5 ภาวะโลกร้อนและภัยพิบัติทางธรรมชาติ ภัยธรรมชาติส่งผลกระทบโดยตรงต่อการศึกษาทั้งในระยะสั้นที่ทำให้โรงเรียนต้องหยุดเรียนจากปัญหาน้ำท่วม และในระยะยาวที่ “ทรัพยากรของรัฐ” จำนวนหนึ่งซึ่งควรจะถูกนำไปลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์ กลับต้องถูกดึงไปใช้ในการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติแทน

นิยามใหม่ของการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ จาก “การทำให้เท่ากัน” สู่ “การสร้างความสามารถในการใช้โอกาส”
ศ.วุฒิสาร เสนอว่า การแก้ปัญหาคุณภาพการศึกษาต้องแก้ที่จุดเล็กที่สุดคือ “โรงเรียน” (สำหรับในระบบ) และ “พื้นที่” (สำหรับการศึกษานอกระบบ) เพราะต่อให้มีกฎหมายการศึกษาฉบับใหม่ดีเพียงใด หากไม่สามารถนำไปปฏิบัติในพื้นที่ได้ก็จะไม่ประสบความสำเร็จ
ทั้งนี้ ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามี 2 มิติ คือ ความเหลื่อมล้ำของคุณภาพในระบบที่แตกต่างกัน และความเหลื่อมล้ำของ “ความสามารถในการใช้โอกาส” โดย ศ.วุฒิสาร เน้นย้ำว่า การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำไม่ได้แปลว่าการทำให้ทุกคนเท่ากัน เพราะเป็นไปไม่ได้ที่โครงสร้างรายได้ประชากรกลุ่ม 20% บนสุดกับ 20% ล่างสุด จะเท่ากัน
แต่โจทย์ที่แท้จริงคือ การทำให้ช่องว่างอยู่ในระดับที่สังคมยอมรับได้ และในขั้นพื้นฐานที่สุดทุกคนต้องเข้าถึงได้ ตัวอย่างเช่น กฎหมายการศึกษาภาคบังคับกำหนดให้เด็กทุกคนมีโอกาสเรียนต่อมัธยมเท่ากันในเชิงกฎหมาย แต่ความสามารถในการใช้โอกาสของเด็กแต่ละคนไม่เท่ากัน รัฐจึงต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการ “ให้” หรือ “สงเคราะห์” ไปสู่การ “สร้างโอกาสอย่างแท้จริง” โดยทำให้ผู้เรียนเข้าถึงทุนและมีทางเลือกในการดำรงชีวิต
ศ.วุฒิสาร ชี้ว่า แท้ที่จริงแล้วระบบการศึกษาไทยไม่ได้ขาดแคลนทรัพยากร แต่มีปัญหาเรื่อง “การกระจายตัวของทรัพยากร” ด้วยเหตุนี้ ยุทธศาสตร์ใหม่ที่ กสศ. กำลังเริ่มต้นขับเคลื่อนคือ การยกระดับทุนมนุษย์ด้วยการ “ลงทุนตั้งแต่เริ่มต้น” จากการถอดบทเรียนจากผลสอบ PISA และ OECD เพื่อให้โรงเรียนปรับตัว การสร้างคุณภาพพื้นฐานของโรงเรียน และการใช้ทุนของ กสศ. เพื่อสร้างความเสมอภาค เช่น การให้ทุนการศึกษาและโครงการ “ครูรัก(ษ์)ถิ่น” ที่ดึงเด็กในพื้นที่มาเรียนมหาวิทยาลัยแล้วส่งกลับไปเป็นครูในพื้นที่ขาดแคลน
ทั้งนี้ ต้องอาศัยการผสานพลังร่วมกับ 4 กระทรวงหลักที่ดูแลทุนมนุษย์ ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และกระทรวงแรงงาน
เนื้อหาจากงานสัมมนา “Thailand Education Next for All – พลิกโฉมอนาคตการศึกษาไทย” ในวันที่ 29 ต.ค. 69 จัดโดย ‘มติชน’ ให้เป็นเวทีรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ ระดมความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง เช่น ผู้บริหารสถานศึกษา นักวิชาการ ครูผู้สอน รัฐมนตรี ปลัดกระทรวง ในการขับเคลื่อนและปฏิรูปการศึกษา
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
PISA 2025 ไทยยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD ปฏิรูปการศึกษาไทยต้องไปอย่างไรต่อ
พัฒนาทุนมนุษย์ ต้องไปไกลกว่า ‘ปฏิรูปการศึกษา’
เปิดรับฟังความเห็น ร่างพ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่




