กระบวนการจัดทำร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่กำลังเดินเข้าสู่ช่วงท้ายของการรับฟังความคิดเห็น หลังเปิดให้ประชาชนและผู้เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมมาตั้งแต่การพิจารณาหลักการสำคัญ 10 ประการ จนถึงการรับฟังความคิดเห็นต่อเนื้อหาเป็นรายมาตรา ปัจจุบันมีความคิดเห็นเข้าสู่กระบวนการแล้วมากกว่า 50,000 ความเห็น
เวทีรับฟังความคิดเห็นในกรุงเทพมหานครถือเป็นหนึ่งในเวทีแบบออนไซต์ช่วงท้ายของกระบวนการมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากหลายภาคส่วนเข้าร่วม ทั้งนักการศึกษา ผู้กำหนดนโยบาย ภาคประชาสังคม ภาคการเมือง นักเรียน ครู ผู้ปกครอง ตลอดจนเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง โดยได้รับความร่วมมือจากสภาองค์กรของผู้บริโภค TEP และ Thai PBS ในการขยายพื้นที่สื่อสารและเปิดโอกาสให้สาธารณชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น
หลังจากนี้ ความคิดเห็นทั้งหมดจะถูกนำไปประกอบการปรับปรุงร่างกฎหมาย ก่อนเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาและส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจสอบ จากนั้นจึงส่งเข้าสู่รัฐสภาเพื่อพิจารณาตามกระบวนการนิติบัญญัติต่อไป ส่วนร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับเต็มสามารถติดตามได้ผ่านระบบกลางทางกฎหมาย

6 ประเด็นสำคัญของร่างกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ
ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับนี้มีสาระสำคัญที่มุ่งปรับโครงสร้างและแนวทางการจัดการศึกษาของประเทศ ตั้งแต่ระดับนโยบาย การบริหารสถานศึกษา การจัดการเรียนรู้ การประเมินคุณภาพ และบทบาทของครู ไปจนถึงการเปิดพื้นที่ให้ภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามาเป็นหุ้นส่วนทางการศึกษา
-
จัดตั้งคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติเป็นกลไกระดับชาติ
ร่างกฎหมายเสนอให้จัดตั้ง “คณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ” ทำหน้าที่เป็นกลไกกำกับระดับชาติ (Regulator) เพื่อสร้างเอกภาพและบูรณาการนโยบายการศึกษาระหว่างหน่วยงานและกระทรวงต่าง ๆ โดยมีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีหน้าที่กำหนดทิศทาง นโยบาย และมาตรฐานการศึกษาของประเทศ
คณะกรรมการดังกล่าวจะมีบทบาทเชื่อมโยงทั้งด้านการบริหารและงบประมาณ รวมถึงกำหนดกฎเกณฑ์ที่มีผลต่อหน่วยงานปฏิบัติ เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายไม่แยกส่วนตามโครงสร้างของแต่ละกระทรวงเพียงอย่างเดียว
แนวคิดสำคัญอีกประการหนึ่งคือการสร้างพื้นที่ทดลองด้านกฎระเบียบ (Regulatory Sandbox) เพื่อเปิดทางให้พื้นที่หรือสถานศึกษาทดลองสามารถใช้นวัตกรรมและรูปแบบการเรียนรู้ใหม่ ๆ ได้ โดยอาจผ่อนคลายข้อจำกัดจากกฎหมายหรือระเบียบเดิมเป็นการชั่วคราว ก่อนประเมินผลและพิจารณาขยายไปยังพื้นที่อื่น
-
กระจายอำนาจและเพิ่มความเป็นอิสระให้แก่สถานศึกษา
ร่างกฎหมายมุ่งกระจายอำนาจการตัดสินใจไปยังสถานศึกษามากขึ้น โดยครอบคลุมการบริหาร 4 ด้าน ได้แก่ งานวิชาการ งานงบประมาณ งานบุคคล และงานบริหารทั่วไป เพื่อให้สถานศึกษาสามารถออกแบบการเรียนรู้และบริหารจัดการได้สอดคล้องกับบริบท ความต้องการ และความพร้อมของแต่ละพื้นที่
แนวคิดนี้ต้องการเพิ่มความคล่องตัวให้แก่สถานศึกษา โดยไม่จำเป็นต้องยึดติดกับเงื่อนไขเกี่ยวกับสถานะนิติบุคคลในรูปแบบเดิมทั้งหมด แต่ยังคงอยู่ภายใต้การกำกับตามมาตรฐานการศึกษาของชาติ
-
เปลี่ยนผ่านสู่ระบบการศึกษาอิงสมรรถนะ
ร่างกฎหมายให้ความสำคัญกับผลลัพธ์การเรียนรู้ที่พึงประสงค์ (Desired Outcomes of Education: DOE) โดยเปลี่ยนจุดเน้นจากจำนวนชั่วโมงเรียนและการจดจำเนื้อหา ไปสู่การพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียนตามช่วงวัย เช่น การคิดวิเคราะห์ ทักษะชีวิต สุขภาวะ และคุณธรรม
นอกจากนี้ ยังสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิตผ่านระบบสะสมและเทียบโอนหน่วยกิต ตลอดจนการรับรองประสบการณ์และผลลัพธ์การเรียนรู้ในรูปแบบที่ยืดหยุ่น เพื่อเชื่อมโยงการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยให้ต่อเนื่องและไร้รอยต่อมากขึ้น
-
ปฏิรูประบบการประเมินและการประกันคุณภาพ
ร่างกฎหมายเสนอให้ปรับระบบการประเมินและการประกันคุณภาพการศึกษาไปสู่แนวคิด “การประเมินเพื่อการพัฒนา” (Assessment for Development) โดยพิจารณาตามบริบท ความพร้อม และระดับการพัฒนาของสถานศึกษาแต่ละแห่ง แทนการใช้มาตรฐานเดียวกันตัดสินสถานศึกษาที่มีสภาพแวดล้อมแตกต่างกัน
ขณะเดียวกัน ยังเสนอให้ใช้วิธีประเมินที่หลากหลายและไม่ผูกขาดการประเมินไว้กับหน่วยงานใดเพียงหน่วยงานเดียว โดยมีเป้าหมายสำคัญในการลดภาระด้านเอกสารของครูและสถานศึกษา รวมถึงทำให้ผลการประเมินถูกนำไปใช้พัฒนาคุณภาพการศึกษาได้จริง
-
ยกระดับวิชาชีพและปรับบทบาทของครู
บทบาทของครูตามแนวทางของร่างกฎหมายจะเปลี่ยนจากการเป็นเพียง “ผู้ถ่ายทอดความรู้” หรือ “ผู้สอน” ไปสู่การเป็น “ผู้อำนวยการเรียนรู้” (Learning Facilitator) ซึ่งทำหน้าที่ออกแบบและสนับสนุนกระบวนการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับผู้เรียนแต่ละกลุ่ม
คณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติจะมีบทบาทในการกำหนดกรอบและหลักเกณฑ์กลางเกี่ยวกับระบบการผลิต การคัดเลือก และการพัฒนาครู โดยเน้นสมรรถนะและการพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการทำงานของครูและการเรียนรู้ของผู้เรียน
-
สร้างหุ้นส่วนทางการศึกษา
ร่างกฎหมายส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน ชุมชน และภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดและสนับสนุนการศึกษา พร้อมเปิดพื้นที่ให้คณะกรรมการสถานศึกษาสะท้อนเสียงและความต้องการของประชาชนในพื้นที่
แนวคิดดังกล่าวตั้งอยู่บนหลักการที่ว่า การศึกษาไม่ใช่ภารกิจของกระทรวงศึกษาธิการหรือโรงเรียนเพียงลำพัง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งสังคม
รับประกันสิทธิและตอบสนองต่อความหลากหลายผู้เรียน
หมวด 1 ว่าด้วยบททั่วไป วัตถุประสงค์ และเป้าหมายในการจัดการศึกษา มาตรา 6 กำหนดหลักการว่า การจัดการศึกษาต้องให้ความสำคัญกับความหลากหลายของผู้เรียน และมุ่งสนับสนุนการเรียนรู้ของคนทุกช่วงวัย ทุกรูปแบบ และทุกระดับการศึกษา โดยไม่จำกัดเฉพาะการศึกษาขั้นพื้นฐาน
เป้าหมายสำคัญคือการรับประกันสิทธิและโอกาสของผู้เรียนในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ โดยคำนึงถึงความเสมอภาค ความยืดหยุ่น และสุขภาวะของผู้เรียน รวมถึงการจัดสรรทรัพยากรให้แก่สถานศึกษาทุกรูปแบบอย่างทั่วถึง เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพ เพื่อพัฒนาให้สถานศึกษาและพื้นที่การเรียนรู้เป็นระบบนิเวศที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน
จากหลักการสำคัญ 10 ประการสู่การรับฟังความคิดเห็นรายมาตรา
พีรวิชญ์ ขันติศุข คณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า กระบวนการรับฟังความคิดเห็นไม่ได้เริ่มต้นเฉพาะในขั้นตอนการพิจารณารายมาตรา แต่ดำเนินการมาตั้งแต่การกำหนดหลักการสำคัญ 10 ประการ โดยเปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านช่องทางออนไลน์ทั่วประเทศ ก่อนนำข้อเสนอที่ได้รับไปพัฒนาเป็นร่างรายมาตรา
จากนั้นจึงลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นในจังหวัดต่าง ๆ ได้แก่ เชียงใหม่ นครราชสีมา และสุราษฎร์ธานี ซึ่งแต่ละพื้นที่สะท้อนปัญหาและข้อเสนอที่แตกต่างกันตามบริบท ตลอดจนสภาพการทำงานด้านการศึกษาที่เผชิญอยู่จริง ส่วนเวทีในกรุงเทพมหานครถือเป็นการรับฟังความคิดเห็นแบบออนไซต์และรายมาตราในช่วงท้ายของกระบวนการ
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีความคิดเห็นเข้าสู่กระบวนการมากกว่า 50,000 ความเห็น ซึ่งถือเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการปรับปรุงร่างกฎหมายให้ตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการของผู้เกี่ยวข้องมากขึ้น
ความเห็นกว่า 50,000 รายการจะเดินทางต่ออย่างไร
โจทย์สำคัญภายหลังการรับฟังความคิดเห็นคือ จะทำอย่างไรไม่ให้เสียงของประชาชนสิ้นสุดลงพร้อมกับเวที แต่ถูกนำไปใช้ในกระบวนการจัดทำกฎหมายอย่างแท้จริง
พีรวิชญ์ ยืนยันว่า ความคิดเห็นที่ได้รับจะไม่สูญหายไปจากกระบวนการ โดยข้อเสนอจากการรับฟังหลักการสำคัญ 10 ประการถูกนำไปใช้ในการจัดทำร่างรายมาตราแล้วส่วนหนึ่ง หลังจากจัดทำร่างรายมาตราแล้วเสร็จ จึงเปิดรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติม และส่งข้อเสนอแนะบางส่วนให้คณะกรรมการยกร่างชุดพิเศษพิจารณาปรับปรุงเนื้อหา
สำหรับความคิดเห็นส่วนที่ยังอยู่ระหว่างการรวบรวม จะดำเนินการควบคู่ไปกับการจัดทำร่าง เมื่อร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการในรัฐสภา ความคิดเห็นทั้งหมดจะถูกส่งเข้าไปประกอบการพิจารณาด้วย
จุดหมายของกระบวนการจึงไม่ใช่เพียงการรวบรวมว่ามีผู้เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยจำนวนเท่าใด แต่ต้องทำให้เหตุผล ข้อกังวล ปัญหา และข้อเสนอของประชาชนเดินทางไปพร้อมกับร่างกฎหมายในแต่ละขั้นตอน
เปิดพื้นที่ให้คนพิการมีส่วนร่วมออกแบบกฎหมาย
อีกมิติสำคัญของกระบวนการรับฟังความคิดเห็นคือ การออกแบบช่องทางให้คนพิการสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้มากขึ้น กระทรวงศึกษาธิการจึงร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดทำแพลตฟอร์มสำหรับผู้พิการทางการได้ยินและผู้พิการทางสายตา
ในการรับฟังความคิดเห็นรายมาตรา มีการแปลเนื้อหาเป็นภาษามือ พร้อมเปิดช่องทางให้ผู้พิการทางการได้ยินหรือคนหูหนวกสามารถแสดงความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายในแต่ละมาตราได้โดยตรง เมื่อได้รับความคิดเห็นแล้ว จะมีล่ามช่วยแปลและถ่ายทอดเนื้อหา เพื่อนำข้อเสนอไปประกอบการปรับปรุงร่างกฎหมาย
แนวทางนี้สะท้อนว่า การมีส่วนร่วมไม่ได้หมายถึงเพียงการเปิดเวทีในวงกว้าง แต่ต้องออกแบบกระบวนการให้กลุ่มที่เผชิญข้อจำกัดด้านการเข้าถึงสามารถรับรู้ แสดงความคิดเห็น และร่วมกำหนดกฎหมายที่ส่งผลต่อชีวิตของตนเองได้ด้วย
จากกระทรวงศึกษาธิการสู่คณะรัฐมนตรี กฤษฎีกา และรัฐสภา
หลังจากรวบรวมความคิดเห็นและปรับปรุงเนื้อหาแล้ว คณะกรรมการยกร่างจะพิจารณาให้ความเห็นและแก้ไขร่างให้เสร็จสมบูรณ์ ก่อนเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา เนื่องจากร่างฉบับนี้จะเสนอในฐานะร่างกฎหมายของรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ
จากนั้น ร่างกฎหมายจะเข้าสู่การตรวจสอบของคณะกรรมการกฤษฎีกา ก่อนส่งเข้าสู่รัฐสภาเพื่อพิจารณาตามกระบวนการนิติบัญญัติ หากมีการแก้ไขเนื้อหาหลังเข้าสู่รัฐสภาแล้ว การพิจารณาจะดำเนินการในชั้นคณะกรรมาธิการ โดยความคิดเห็นจากประชาชนที่รวบรวมมาตลอดกระบวนการจะถูกส่งไปใช้ประกอบการพิจารณา
พีรวิชญ์กล่าวว่า กรอบเวลาปัจจุบันยังเป็นไปตามแผนเดิม โดยตั้งเป้าส่งร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติเข้าสู่รัฐสภาภายในสมัยประชุมนี้ หรือไม่เกินเดือนธันวาคม 2569 เพื่อให้สามารถเริ่มกระบวนการพิจารณาในสมัยประชุมถัดไป
อย่างไรก็ตาม เมื่อร่างออกจากกระทรวงศึกษาธิการแล้ว ระยะเวลาจะขึ้นอยู่กับกระบวนการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีและคณะกรรมการกฤษฎีกาด้วยว่าจะสามารถดำเนินการและให้ความเห็นชอบได้ทันตามกรอบเวลาหรือไม่ แต่คณะทำงานยังเชื่อว่ามีโอกาสเป็นไปตามเป้าหมาย เนื่องจากเป็นกรอบเวลาที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้หารือและวางไว้ตั้งแต่ต้น
เวลาเป็นข้อจำกัด แต่การรับฟังไม่ควรยุติ
อรรถพล อนันตวรสกุล จากคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การจัดทำร่างกฎหมายฉบับนี้มีข้อจำกัดด้านเวลาเป็นปัจจัยเร่งสำคัญ เพราะต้องการทำให้กระบวนการกระชับและผลักดันกฎหมายให้สำเร็จภายใน 2 ปี การยกร่างและการรับฟังความคิดเห็นจึงต้องดำเนินไปพร้อมกันอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดดังกล่าวอาจทำให้การรับฟังความคิดเห็นยังไม่ทั่วถึงเท่าที่ควร สภาองค์กรของผู้บริโภคจึงร่วมมือกับ TEP, Thai PBS และสภาการศึกษา จัดเวทีสื่อสารสาธารณะทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด เพื่อดึงผู้เกี่ยวข้องให้เข้ามารับรู้และมีส่วนร่วมมากขึ้น

แม้การรับฟังความคิดเห็นอย่างเป็นทางการจากนักการศึกษา ผู้กำหนดนโยบาย ภาคสังคม และภาคการเมืองจะดำเนินการแล้ว แต่การสร้างการมีส่วนร่วมของสาธารณชนอย่างแท้จริง (Public Engagement) ยังมีข้อจำกัด ภาคีที่เกี่ยวข้องจึงต้องการใช้พลังของสื่อและภาคสังคมขยายพื้นที่สนทนา ไม่ให้เรื่องนี้ยุติลงเมื่อร่างกฎหมายเข้าสู่คณะรัฐมนตรี
หลังจากนี้ สภาองค์กรของผู้บริโภคตั้งใจจัดวงพูดคุยผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยแบ่งเป็นหัวข้อเฉพาะ เช่น โครงสร้างและบทบาทของคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ ขอบเขตของการเรียนฟรี โรงเรียนปลอดภัย ความเป็นอิสระของสถานศึกษา การเทียบโอนผลลัพธ์การเรียนรู้ การผลิตและพัฒนาครู และหลักสูตรการศึกษา
สร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของกฎหมายร่วมกัน
การผลักดันกฎหมายการศึกษาดำเนินมาแล้วไม่น้อยกว่า 8 ปี ขณะที่กฎหมายการศึกษาที่ใช้อยู่มีอายุมากกว่า 20 ปี หลายประเด็นจึงจำเป็นต้องได้รับการทบทวนให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม ไม่ว่าจะเป็นการประกันคุณภาพ การจัดทำหลักสูตร การกระจายอำนาจ หรือระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต
อรรถพลเห็นว่า แม้คนจำนวนมากจะรับรู้ว่าการศึกษามีปัญหา แต่ความรู้สึกท้อแท้อาจทำให้ไม่ต้องการเข้ามามีส่วนร่วม จึงจำเป็นต้องชวนทุกคนกลับมาเชื่อมโยงกับการศึกษาและรักษาความหวังร่วมกัน แม้การเปลี่ยนแปลงจะไม่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่อย่างน้อยต้องทำให้เห็นความก้าวหน้าและสร้างเงื่อนไขที่ดีกว่าสำหรับการศึกษาของคนรุ่นต่อไป
เวทีรับฟังความคิดเห็นจึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงรวบรวมข้อมูล แต่ยังต้องสร้างความรู้สึกว่าประชาชนเป็นเจ้าของกฎหมายฉบับนี้ร่วมกัน เพราะร่างกฎหมายไม่ได้กล่าวถึงเฉพาะการศึกษาในโรงเรียน แต่ครอบคลุมการเรียนรู้ตั้งแต่ก่อนเข้าโรงเรียน การศึกษาในระบบ การเรียนรู้หลังจบการศึกษา การเรียนรู้ตลอดชีวิต และการศึกษาสำหรับผู้สูงอายุ
ท้ายที่สุด ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องของกระทรวงศึกษาธิการ โรงเรียน หรือบุคลากรทางการศึกษาเท่านั้น แต่เป็นกติการ่วมของสังคมในการออกแบบการเรียนรู้และการพัฒนาคนทุกช่วงวัย หากทุกฝ่ายสามารถรักษาเจตนารมณ์นี้และติดตามผลักดันอย่างต่อเนื่อง ความคิดเห็นกว่า 50,000 รายการก็จะไม่เป็นเพียงตัวเลขจากเวทีรับฟัง แต่จะเป็นส่วนหนึ่งของการร่วมกำหนดอนาคตการศึกษาไทย
บทความที่เกี่ยวข้อง:




