ผลการสอบ PISA 2025 สร้างความยินดีในสังคมไทยไม่น้อยเมื่อคะแนนของนักเรียนไทยเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากจากรอบปี 2022 ซึ่งอยู่ในระดับต่ำจนเกิดความกังวลต่อคุณภาพการเรียนรู้ของเด็กไทย
แต่เราควรดีใจกับตัวเลขนี้ได้มากเพียงใด ?
ผลการสอบดังกล่าวยังไม่อาจยืนยันได้ว่าการศึกษาไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยน เพราะคะแนนที่ฟื้นขึ้นยังไม่กลับไปเท่าระดับที่ไทยเคยทำได้ในอดีต และยังมีนักเรียนจำนวนมากที่มีทักษะไม่ถึงระดับพื้นฐาน
ที่สำคัญ เราไม่ควรดูเพียงว่าคะแนนเพิ่มขึ้นเท่าใด แต่ต้องเข้าใจว่าอะไรอยู่เบื้องหลังการฟื้นตัวครั้งนี้ และปัจจัยเหล่านั้นจะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาได้อย่างยั่งยืนหรือไม่
พงศ์ทัศ วนิชานันท์ และศุภณัฏฐ์ ศศิวุฒิวัฒน์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้วิเคราะห์ผลคะแนนดังกล่าว ผ่านบทวิเคราะห์ PISA 2025 คะแนนไทยฟื้น แต่ระบบการศึกษาไทยดีขึ้นจริงหรือ ?
คะแนนไทยฟื้นตัวขึ้นจริง แต่ยังไม่เทียบเท่ากับคุณภาพในอดีต
เมื่อเทียบกับ PISA 2022 คะแนนของไทยในปี 2025 เพิ่มขึ้นทั้งสามวิชา โดยวิทยาศาสตร์เพิ่มจาก 409 เป็น 432 คะแนน การอ่านจาก 379 เป็น 392 คะแนน และคณิตศาสตร์จาก 394 เป็น 407 คะแนน ซึ่งทั้งหมดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สะท้อนการฟื้นตัวที่ชัดเจนจากรอบก่อน
อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลย้อนหลังไปไกลกว่าปี 2022 ภาพที่ได้จะแตกต่างออกไป บทความนี้เลือกเปรียบเทียบกับปี 2006 และ 2015 ซึ่งเป็นรอบที่วิทยาศาสตร์เป็นวิชาหลักเช่นเดียวกับปี 2025 และปี 2012 ซึ่งเป็นปีที่ไทยทำคะแนนได้สูงที่สุด เพื่อดูว่าคะแนนที่ฟื้นตัวในครั้งนี้กลับมาใกล้ระดับเดิมมากน้อยเพียงใด
จากตารางที่ 1 คะแนนวิทยาศาสตร์ในปี 2025 สูงกว่าปี 2006 และ 2015 และกลับมาใกล้เคียงกับปี 2012 ขณะที่คะแนนการอ่านยังต่ำกว่าทั้งสามปี ส่วนคณิตศาสตร์ยังต่ำกว่าปี 2012 แต่ไม่แตกต่างจากปี 2006 และ 2015 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ตารางที่ 1 คะแนน PISA ของไทยปี 2006-2025 และการเปลี่ยนแปลงจากปีอ้างอิง
| วิชา | คะแนนเฉลี่ยของประเทศไทย | เปลี่ยนจาก
2022 |
เปลี่ยนจาก
2015 |
เปลี่ยนจาก
2012 |
เปลี่ยนจาก
2006 |
||||
| 2006 | 2012 | 2015 | 2022 | 2025 | |||||
| วิทย์ | 421 | 444 | 421 | 409 | 432 | +23 | +11 | -12 | +11 |
| การอ่าน | 417 | 441 | 409 | 379 | 392 | +13 | -17 | -49 | -25 |
| คณิต | 417 | 427 | 415 | 394 | 407 | +13 | -9 | -20 | -10 |
หมายเหตุ: ตัวหนาคือความแตกต่างจากปีอ้างอิงที่มีนัยสำคัญทางสถิติ
ที่มา: OECD (2026), Table I.B1.2a.36, Table I.B1.2a.37 และ Table I.B1.2a.38
ภาพเดียวกันปรากฏในสัดส่วนนักเรียนที่มีสมรรถนะต่ำกว่าระดับ 2 ซึ่งเป็นระดับพื้นฐานที่ PISA ใช้สะท้อนความสามารถในการนำความรู้ไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน (ตารางที่ 2) แม้ตัวเลขจะดีขึ้นจากปี 2022 แต่ยังไม่กลับไปดีเท่าปี 2012 โดยเฉพาะในด้านการอ่านและคณิตศาสตร์ ซึ่งเด็กไทยราว 6 ใน 10 คนยังมีทักษะไม่ถึงระดับพื้นฐาน
ตารางที่ 2 สัดส่วนนักเรียนไทยและ OECD ที่มีผลการประเมินต่ำกว่าระดับ 2 จำแนกตามวิชา
| วิชา | สัดส่วนนักเรียนไทยที่ต่ำกว่าระดับ 2 (ร้อยละ) | OECD
2025 |
||||
| 2006 | 2012 | 2015 | 2022 | 2025 | ||
| วิทย์ | 46.1 | 33.6 | 46.7 | 53.0 | 41.0 | 25.7 |
| การอ่าน | 44.6 | 33.0 | 50.0 | 65.4 | 59.3 | 31.0 |
| คณิต | 53.0 | 49.7 | 53.8 | 68.3 | 59.3 | 34.9 |
หมายเหตุ: PISA กำหนดให้ระดับ 2 เป็นระดับสมรรถนะพื้นฐานขั้นต่ำ
ที่มา: OECD (2026), Table I.B1.2a.33; Table I.B1.2a.34; Table I.B1.2a.35
โดยสรุป ผล PISA 2025 สะท้อนว่าไทยฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดในปี 2022 แต่การฟื้นตัวแตกต่างกันในแต่ละวิชา วิทยาศาสตร์กลับมาใกล้ระดับสูงสุดเดิม ขณะที่การอ่านและคณิตศาสตร์ยังต่ำกว่าผลลัพธ์ในอดีตค่อนข้างมาก
คะแนน PISA ที่ฟื้น : ทรัพยากรที่เพิ่มขึ้นหรือคุณภาพการจัดการศึกษาที่ดีขึ้น?
คำถามสำคัญต่อมาคือ อะไรอยู่เบื้องหลังการฟื้นตัวของคะแนน PISA เด็กไทยในครั้งนี้ ?
โดยทั่วไป ผลการเรียนรู้ของนักเรียนขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญสองด้าน ด้านแรกคือทรัพยากรของนักเรียนและโรงเรียน นักเรียนที่มาจากครอบครัวฐานะดี พ่อแม่มีการศึกษาสูง หรือเรียนในโรงเรียนที่มีครูและอุปกรณ์พร้อม โดยเฉลี่ยมักมีผลการเรียนรู้ที่ดีกว่า
อีกปัจจัยคือคุณภาพและประสิทธิภาพในการจัดการเรียนรู้ เพราะโรงเรียนที่มีทรัพยากรใกล้เคียงกันอาจสร้างผลลัพธ์ให้นักเรียนได้แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของโรงเรียน การสนับสนุนนักเรียน และคุณภาพการเรียนการสอนในห้องเรียน บทความนี้จึงนำข้อมูลแบบสอบถามจาก PISA มาวิเคราะห์ทั้งสองปัจจัยนี้ เพื่อหาคำตอบว่าอะไรอยู่เบื้องหลังคะแนนที่เพิ่มขึ้นในปี 2025
นักเรียนและโรงเรียนที่เข้าร่วมการทดสอบมีทรัพยากรดีขึ้นกว่ารอบก่อน
จากภาพที่ 1 จะเห็นได้ว่า นักเรียนไทยที่เข้าสอบ PISA 2025 มาจากครอบครัวที่มีความพร้อมดีขึ้น โดยดัชนีชี้วัดสถานะทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (Index of Economic, Social and Cultural Status: ESCS) ซึ่งวัดจากการศึกษาและอาชีพของพ่อแม่ รวมถึงทรัพยากรในครัวเรือน เพิ่มขึ้น 0.136 จุดจากปี 2022
ความพร้อมด้านทรัพยากรของโรงเรียนก็ดีขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะด้านบุคลากร สัดส่วนนักเรียนในโรงเรียนที่ผู้บริหารรายงานว่าขาดครูลดลงจากร้อยละ 43.2 ในปี 2022 เหลือร้อยละ 23.9 ในปี 2025 ขณะที่ปัญหาครูที่มีคุณสมบัติหรือคุณภาพไม่เพียงพอ และการขาดบุคลากรสนับสนุน ก็ลดลงอย่างชัดเจนเช่นกัน (ตารางที่ 3)
ตารางที่ 3 ภาวะขาดแคลนบุคลากรในโรงเรียนไทยและ OECD
หน่วย: ร้อยละ
| ตัวชี้วัด | ไทย 2022 | ไทย 2025 | OECD 2025 |
| ขาดครู | 43.2 | 23.9 | 39.0 |
| ครูมีคุณวุฒิหรือคุณภาพไม่เพียงพอ | 15.9 | 9.8 | 24.5 |
| ขาดบุคลากรสนับสนุน | 29.0 | 19.1 | 38.6 |
ที่มา: OECD (2026), Table I.B1.4.78
ด้านวัสดุการศึกษาก็ดีขึ้น แม้การเปลี่ยนแปลงไม่มากเท่าด้านบุคลากร สัดส่วนนักเรียนในโรงเรียนที่รายงานว่าขาดวัสดุการเรียนลดจากร้อยละ 43.6 เหลือร้อยละ 39.1 และปัญหาวัสดุไม่มีคุณภาพหรือไม่เพียงพอลดจากร้อยละ 37.8 เหลือร้อยละ 30.2 (ตารางที่ 4)
ตารางที่ 4 ภาวะขาดแคลนวัสดุการศึกษาในโรงเรียนไทยและ OECD
หน่วย: ร้อยละ
| ตัวชี้วัด | ไทย 2022 | ไทย 2025 | OECD 2025 |
| ขาดวัสดุการเรียน | 43.6 | 39.1 | 27.1 |
| วัสดุการเรียนไม่มีคุณภาพ | 37.8 | 30.2 | 24.3 |
ที่มา: OECD (2026), Table I.B1.4.90
ทรัพยากรที่ดีขึ้นไม่ได้อธิบายคะแนนที่เพิ่มขึ้นทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ทรัพยากรที่ดีขึ้นไม่น่าจะอธิบายการฟื้นตัวของคะแนนไทยได้ทั้งหมด เพราะในปี 2025 ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมของนักเรียน (ESCS) มีผลต่อความแตกต่างของคะแนนน้อยลง โดยอธิบายความแตกต่างได้เพียงร้อยละ 6–7 ลดลงจากประมาณร้อยละ 10 ในปี 2022 (รูปที่ 2)
เมื่อแบ่งนักเรียนออกเป็น 4 กลุ่มตามดัชนี ESCS พบว่าคะแนนเพิ่มขึ้นทุกกลุ่ม และกลุ่มที่มี ESCS ต่ำสุดเพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มบนสุดในทุกวิชา โดยวิทยาศาสตร์เพิ่ม 29.4 เทียบกับ 18.5 คะแนน การอ่าน 23.4 เทียบกับ 9.9 คะแนน และคณิตศาสตร์ 21.5 เทียบกับ 6.6 คะแนน (ตารางที่ 5) การฟื้นตัวของคะแนนจึงน่าจะเกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพของโรงเรียนและคุณภาพการสอนที่ดีขึ้นด้วย
ตารางที่ 5 คะแนนเฉลี่ยของนักเรียนไทย จำแนกตามกลุ่ม ESCS ปี 2022-2025
| กลุ่ม ESCS | วิทยาศาสตร์ | การอ่าน | คณิตศาสตร์ | ||||||
| 2022 | 2025 | ส่วนต่าง | 2022 | 2025 | ส่วนต่าง | 2022 | 2025 | ส่วนต่าง | |
| กลุ่มล่างสุด (Q1) | 387.6 | 417.1 | +29.4 | 356.2 | 379.6 | +23.4 | 374.6 | 396.1 | +21.5 |
| กลุ่มที่ 2 (Q2) | 394.0 | 417.5 | +23.4 | 363.3 | 376.4 | +13.1 | 380.4 | 392.2 | +11.8 |
| กลุ่มที่ 3 (Q3) | 403.2 | 430.9 | +27.7 | 376.7 | 390.6 | +13.8 | 386.6 | 403.3 | +16.7 |
| กลุ่มบนสุด (Q4) | 453.5 | 472.0 | +18.5 | 420.0 | 429.9 | +9.9 | 435.4 | 442.0 | +6.6 |
ที่มา: OECD (2023), Table I.B1.4.3; Table I.B1.4.4; Table I.B1.4.5, OECD (2023), Table I.B1.2b.2; Table I.B1.2b.3; Table I.B1.2b.4 และการคำนวณของผู้เขียน
อิสระในการบริหารของโรงเรียนไม่เปลี่ยน
ปัจจัยหนึ่งที่อาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ คือ ความเป็นอิสระในการบริหารจัดการ เพราะโรงเรียนที่มีอำนาจตัดสินใจมากขึ้นย่อมสามารถจัดสรรทรัพยากรและปรับการเรียนการสอนให้เหมาะกับบริบทของตนเองได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากแบบสอบถามผู้บริหารโรงเรียนพบว่าอำนาจตัดสินใจของโรงเรียนไทยแทบไม่เปลี่ยนจากปี 2022 และอยู่ในระดับค่อนข้างสูงอยู่แล้ว โดยสัดส่วนนักเรียนที่อยู่ในโรงเรียนซึ่งมีอำนาจเลือกสื่อการสอนคงที่ที่ราวร้อยละ 98 อำนาจจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากร้อยละ 94.6 เป็น 98.1 ขณะที่อำนาจกำหนดเนื้อหารายวิชาลดลงจากร้อยละ 88.7 เหลือ 85.1 (ตารางที่ 6)
ตารางที่ 6 อำนาจการตัดสินใจของโรงเรียนไทย ปี 2022-2025
หน่วย: ร้อยละ
| เรื่อง | ไทย 2022 | ไทย 2025 | OECD 2025 |
| จ้างหรือแต่งตั้งครู | 87.5 | 88.1 | 70.7 |
| กำหนดการขึ้นเงินเดือนครู | 93.9 | 91.3 | 27.6 |
| จัดทำงบประมาณโรงเรียน | 90.2 | 89.0 | 61.8 |
| จัดสรรงบประมาณโรงเรียน | 94.6 | 98.1 | 74.0 |
| กำหนดนโยบายประเมินนักเรียน1 | 86.0 | 79.4 | 55.8 |
| เลือกสื่อการเรียนการสอน | 97.9 | 98.0 | 89.8 |
| กำหนดเนื้อหารายวิชา2 | 88.7 | 85.1 | 46.4 |
| ตัดสินใจว่าจะเปิดสอนรายวิชาใด | 93.8 | 96.5 | 63.9 |
หมายเหตุ: 1 คือ รวมการประเมินระดับชาติหรือระดับภูมิภาค และ 2 คือ รวมหลักสูตรระดับชาติหรือระดับภูมิภาค
ที่มา: OECD (2026), Table I.B1.4.185
ในทางกลับกัน ข้อมูลเกี่ยวกับประสบการณ์ในห้องเรียนมีสัญญาณที่ดีขึ้น เมื่อเทียบกับปี 2015 นักเรียนรายงานว่าได้รับความช่วยเหลือจากครูวิทยาศาสตร์เมื่อต้องการในทุกคาบหรือเกือบทุกคาบเพิ่มขึ้นราว 11–12 จุดของร้อยละ ขณะที่การใส่ใจการเรียนรู้ การสอนต่อจนกว่านักเรียนจะเข้าใจ และการเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นก็ดีขึ้นเช่นกัน
ที่น่าสนใจคือ ในปี 2025 สัดส่วนนักเรียนไทยที่ได้รับการสนับสนุนจากครูในลักษณะเหล่านี้สูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD ในทุกด้าน (ตารางที่ 7)
ตารางที่ 7 การสนับสนุนครูในชั้นเรียนวิทยาศาสตร์ตามการรับผู้ของนักเรียนไทย ปี 2015-2025
หน่วย: ร้อยละ
| การสนับสนุนที่เกิดขึ้นทุกคาบ/เกือบทุกคาบ | ไทย 2015 | ไทย 2025 | เปลี่ยนแปลง | OECD 2025 |
| ครูสนใจการเรียนรู้ของนักเรียนทุกคน | 82.3 | 90.1 | +7.8 | 68.8 |
| ครูให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมเมื่อนักเรียนต้องการ | 78.0 | 89.4 | +11.3 | 72.8 |
| ครูช่วยเหลือนักเรียนในการเรียน | 79.5 | 91.4 | +11.9 | 75.1 |
| ครูสอนต่อไปจนกว่านักเรียนจะเข้าใจ | 78.6 | 84.9 | +6.2 | 66.3 |
| ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนแสดงความคิดเห็น | 79.5 | 87.9 | +8.4 | 70.4 |
หมายเหตุ: ตัวเลขสะท้อนการรายงานของนักเรียนเกี่ยวกับครูวิทยาศาสตร์
ที่มา: OECD (2026), Table I.B1.4.116 และการคำนวณของผู้เขียน
ดังนั้น คะแนนที่ดีขึ้นจึงน่าจะสะท้อนการเปลี่ยนแปลงด้านคุณภาพการจัดการเรียนรู้ในห้องเรียน มากกว่าการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารโรงเรียน
เตรียมความพร้อมก่อนสอบ PISA อาจเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยให้คะแนนฟื้นตัว
นอกเหนือจากปัจจัยที่ปรากฏในการสำรวจ PISA แล้ว อีกปัจจัยหนึ่งที่อาจเกี่ยวข้องกับการฟื้นตัวของคะแนนปี 2025 คือ การเตรียมความพร้อมนักเรียนสำหรับการทดสอบ PISA ในช่วงปีการศึกษา พ.ศ. 2567–2568 คณะกรรมการ PISA แห่งชาติ ร่วมกับ สพฐ. สสวท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้จัดทำชุดพัฒนาความรู้และอบรมครูทั่วประเทศ เพื่อนำกิจกรรมพัฒนาความฉลาดรู้ตามกรอบการทดสอบ PISA ไปใช้กับนักเรียนชั้น ม.2–ม.3 ทุกสังกัดประมาณ 1 ล้านคน นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนา Chatbot ที่ช่วยให้นักเรียนฝึกทำข้อสอบแนว PISA พร้อมรับคำแนะนำเฉพาะบุคคล
การเตรียมความพร้อมอาจช่วยให้นักเรียนคิดวิเคราะห์ได้ดีขึ้น และมีความคุ้นเคยกับรูปแบบข้อสอบและการทำข้อสอบบนคอมพิวเตอร์มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานยืนยันได้ว่าการเตรียมความพร้อมเหล่านี้มีส่วนทำให้คะแนน PISA เพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด
การฟื้นตัว สู่โจทย์การพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่ยั่งยืน
ความท้าทายหลัง PISA 2025 คือ ไทยจะรักษาแนวโน้มการฟื้นตัวนี้ไว้ได้หรือไม่
ประสบการณ์จากปี 2012 เป็นบทเรียนสำคัญ ครั้งนั้นคะแนนไทยเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้าร่วม PISA ในปี 2000 และสร้างความหวังว่าการศึกษาไทยกำลังดีขึ้น แต่ไม่ได้มีการถอดบทเรียนเพื่อนำไปต่อยอดอย่างจริงจัง พัฒนาการดังกล่าวจึงไม่ต่อเนื่อง และคะแนนลดลงในรอบถัดมาจนถึงปี 2022
ผลการวิเคราะห์ PISA 2025 ของไทยเบื้องต้นชี้ว่า คะแนนที่ฟื้นตัวบางส่วนมาจากความพร้อมของนักเรียนและโรงเรียนที่ดีขึ้น ซึ่งยากที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกรอบ อีกส่วนหนึ่งน่าจะมาจากคุณภาพการสอนในห้องเรียนที่ดีขึ้น ซึ่งมีโอกาสส่งผลต่อการเรียนรู้ได้ต่อเนื่องมากกว่าแต่ยังไม่ชัดว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นอย่างทั่วถึงเพียงใด
ขณะที่ กิจกรรมบางส่วนในโครงการเตรียมความพร้อมก่อนสอบอาจช่วยพัฒนาการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนได้ แต่หากยังเป็นเพียงกิจกรรมเฉพาะกิจที่ไม่ได้เชื่อมกับการเรียนการสอนตามปกติ ผลที่เกิดขึ้นก็อาจไม่ต่อเนื่องในระยะยาว
โจทย์สำคัญต่อจากนี้จึงเป็นการศึกษาต่อให้ชัดว่าปัจจัยใดช่วยยกระดับการเรียนรู้ได้จริง และขยายผลปัจจัยดังกล่าวให้เกิดขึ้นอย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง เพื่อเปลี่ยนการฟื้นตัวครั้งนี้ให้เป็นจุดเริ่มการยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างแท้จริง
บทความที่เกี่ยวข้อง:




