ก่อนจะเปิดเทอมปีการศึกษา 2569 ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ว่าจะปฏิรูปโครงสร้างการศึกษา โดยผ่าน 5 แนวทางหลัก
นโยบายแนวทางหลัก ได้แก่
- การวางรากฐานด้านกฎหมายโดยจะผลักดันพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ให้เกิดขึ้นในรัฐบาลนี้เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมั่นคง
- หลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนที่เชื่อมโยงการศึกษาและตลาดแรงงาน การศึกษาต้องไม่เป็นเพียงแค่ผลิตเด็กที่จบมาเพื่อได้รับวุฒิบัตรเพียงอย่างเดียวแต่ต้องผลิตคนที่ทำงานได้จริงในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
- บุคลากรทางการศึกษา และการลดภาระครู ทั้งปัญหาภาระโครงการที่ซ้ำซ้อนกับตัวชี้วัด ครูต้องแบกรับภาระต่าง ๆ จากหน่วยงานภายนอกที่ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของผู้เรียนกระทรวงจะลดทอนภาระของครูอย่างเป็นระบบ
- งบประมาณและการจัดสรรทรัพยากรทางการศึกษา โดยเฉพาะเงินอุดหนุนรายหัวที่สูตรคำนวณยังมีช่องโหว่ในปัจจุบัน โรงเรียนขนาดเล็กได้เงินอุดหนุนน้อยแต่ต้นทุนไม่ได้ลดลงตามจำนวนเด็ก กระทรวงจะปรับปรุงสูตรการจัดสรรงบประมาณใหม่ให้สะท้อนจากความเป็นจริงของแต่ละพื้นที่ เพื่อเป็นฐานในการออกแบบสูตรคำนวนที่ไม่เป็นธรรมและใช้งานได้จริง
- โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยทั้งร่างกายและจิตใจสำหรับนักเรียนทุกคน โดยจะเน้นเรื่องสุขภาพจิตนักเรียนพัฒนาระบบดูแลสุขภาพจิต
นโยบายเร่งด่วนแบ่งเบาค่าใช้จ่ายผู้ปกครองต้อนรับเปิดเทอม
สำหรับการเปิดภาคเรียนที่ใกล้เข้ามาถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ได้มีนโยบายเร่งด่วน เพื่อประหยัดเงินผู้ปกครอง ดังนี้
- ปลดล็อกระเบียบสถานศึกษาที่ไม่จำเป็น เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครองทันที ด้วยการขอความร่วมมือสถานศึกษาทั่วประเทศลดค่าบำรุงการศึกษาและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น อนุโลมให้ผ่อนผันการชำระเงินได้ พร้อมปรับลดข้อบังคับเครื่องแต่งกายนักเรียนให้ยืดหยุ่น เพื่อลดการซื้อใหม่ให้ได้มากที่สุด ได้แก่
-
- ชุดนักเรียน: อนุโลมให้ใส่ชุดเดิมได้แม้เลื่อนชั้นหรือย้ายโรงเรียน และให้โรงเรียนพิจารณาเพิ่มสัดส่วนวันใส่ชุดพละหรือชุดไปรเวทสุภาพ
- ชุดลูกเสือ-เนตรนารี: ไม่บังคับซื้อชุดเต็มยศ อนุโลมให้ใส่เพียง “ผ้าผูกคอและหมวก” ร่วมกับชุดนักเรียนหรือชุดพละได้
- กระเป๋าและรองเท้า: ไม่จำกัดรูปแบบ ไม่จำเป็นต้องมีตราโรงเรียน แต่สุภาพ สามารถใช้ของเดิมหรือแบบใดก็ได้ที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน
- การปักเสื้อนักเรียน: ขอความร่วมมือเปลี่ยนจากการปักชื่อ-นามสกุลเต็ม เป็นการปักเพียง “อักษรย่อโรงเรียน” เพื่อลดค่าปัก ยืดอายุการใช้งานของเสื้อผ้า และสอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)
- นอกจากนี้ยังมอบอำนาจให้ผู้อำนวยการโรงเรียนออกแบบกิจกรรมและมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมให้เหมาะสมได้อย่างอิสระ โดยยึดประโยชน์ของนักเรียนเป็นที่ตั้งและแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง
- มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เข้ามาดูแลการจัดหาหนังสือ แบบเรียน เครื่องเขียน และอุปกรณ์การเรียน นำมาจัดจำหน่ายและควบคุมราคาโดยเฉพาะสิ่งของที่จำเป็นต่อการเรียนรู้จริง ๆ
- ประสานงานทำงานกับกระทรวงและหน่วยงานรัฐอื่น ๆ เช่น กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เพื่อร่วมกันออกแบบมาตรการลดค่าใช้จ่าย และมาตรการช่วยเหลือเยียวยาเพิ่มเติมด้านต่าง ๆ

เส้นทางปฏิรูปการศึกษา 2569-2573
นโยบายเร่งด่วนเพื่อผู้ปกครองนี้ ได้ถูกเน้นย้ำอีกครั้งในวันที่ รมว. มอบนโยบายให้กับข้าราชการและผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเมื่อวันที่ 20 เม.ย. 69 ซึ่งในวันเดียวกันนี้ รมว. ยังได้เปิดเผยให้เห็นถึง Road map การปฏิรูปการศึกษา ภายในปี 2569 -2573 เพื่อผลิตประชาชนให้เป็นประชากรโลก ดังนี้
ปี 2569 เริ่มต้นด้วยการวางโครงสร้างการศึกษาใหม่ เริ่มภารกิจลดภาระครู และคุ้มครองสิทธินักเรียนด้วยการเริ่มก่อตั้ง “ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ” ที่เป็นศูนย์ปฏิบัติการ 24 ชั่วโมง โดยจัดทีมขึ้นมาเพื่อปกป้องเด็กและบุคลากรทางการศึกษาจากภัยทุกรูปแบบ รวมถึงปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่อันตรายจากระบบน้ำ ไฟ อาคารสถานที่ ให้ปลอดภัย โรงเรียน
พร้อมทั้งศึกษาแผนงบประมาณครัวกลาง ตามแผนพัฒนาการศึกษาและโครงการอาหารกลางวัน โดยให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นมีบทบาทหลักในการทำอาหารกลางวัน ลดภาระครูไม่ต้องรับบทคนครัวอาหารกลางวันนักเรียนอีกต่อไป
และ ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาฉบับใหม่และเปิดรับฟังความเห็น วางแนวทางโครงสร้างหลักสูตรการศึกษาใหม่เพื่อเตรียมความพร้อมให้สอดคล้องกับกฎหมายใหม่
ปี 2570 นำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ขับเคลื่อนการทำงานจริงในพื้นที่ ด้วยระบบเอกสารดิจิทัลกลาง ออกแบบสูตรคำนวณงบประมาณใหม่ และทดลองระบบครัวกลางในพื้นที่นวัตกรรม ซึ่งในปีนี้ทางกระทรวงตั้งใจจะให้ศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ เกิดขึ้นให้สำเร็จ
ปี 2571 ปีแห่งการเปลี่ยนผ่าน ยกระดับคุณภาพผู้สอน พร้อมรับหลักสูตรใหม่ไร้รอยต่อ ด้วยการยกระดับสถาบันผลิตครู เตรียมความพร้อมครูให้สอดคล้องกับหลักสูตรใหม่ ในปีนี้จะต้องเกิดงบประมาณเพื่อการศึกษาระบบใหม่ และผลักดันร่าง พ.ร.บ. เข้าสู่สภาฯ ได้
ปี 2572 ขยายผลทั่วประเทศ ใช้ระบบ AI ช่วยงาน โดยเฉพาะงานเอกสารธุรการและใช้ระบบประเมิณรูปแบบใหม่ และกระจายงบประมาณอย่างเป็นธรรม
ปี 2573 พลิกโฉมการศึกษาไทย ด้วยการบังคับใช้ พ.ร.บ. การศึกษาฉบับไหม่ ซึ่งเปรียบเป็น “ธรรมนูญการศึกษา” ได้สำเร็จ ใช้ระบบ Cloud Kitchen และสามารถใช้ Admin Automation เต็มรูปแบบได้ผู้เรียนเรียนไปมีงานทำ ทัดเทียมมาตรฐานโลก
นอกจากนี้ยังได้ประกาศว่าจะผลักดันนโยบายใหญ่ ๆ เช่น นโยบาย AI for All เพื่อเตรียมความพร้อมการทดสอบตามโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ หรือ PISA 2029
นโยบาย Human Capital Superboard ข้ามกระทรวง ทั้ง ศธ. เอง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, กระทรวงแรงงาน, กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และภาคเอกชน และผลักดันธนาคารหน่วยกิตกลาง (Credit Bank) และร่วมมือกับองค์กรระดับโลก
โครงการ Thailand Zero Dropout โดยรัฐมนตรีคนใหม่กล่าวว่า จะไม่ให้เด็กแม้แต่คนเดียวหลุดจากระบบการศึกษา ด้วยการขจัดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งปัจจุบันมีเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาราว 600,000 คน ซึ่งจะต้องทำให้เหลือ 0 ภายในปี 2569 พร้อมยกระดับทุน ODOS (Outstanding Development Opportunity Scholarship) หรือ “โครงการทุนการศึกษาเพื่อขยายโอกาสและพัฒนาประเทศ” ซึ่งเป็นทุนให้เปล่าสำหรับเยาวชนที่มีศักยภาพสูงแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยจะปรับรูปแบบใหม่เพื่อรับประกันว่าเด็กเก่งเด็กเรียนดีทุกอำเภอได้รับการศึกษาเท่าเทียมกัน
ความเป็นไปได้ของนโยบายการศึกษาใหม่
ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล อาจารย์ประจําคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงนโยบายปฏิรูปการศึกษาของรัฐบาลชุดปัจจุบันกับ Policy Watch ว่า การปฏิรูปการศึกษาในรอบ 20 ปีตั้งอยู่บนฐานของ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ซึ่งเน้นการสร้างกลไกเชิงโครงสร้าง
เช่น การตั้งสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) และสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) อย่างไรก็ตาม เมื่อนำมาใช้จริงกลับพบปัญหาคลาดเคลื่อน เช่น การวัดผลที่ไม่ตอบโจทย์คะแนน O-NET ไม่ถูกนำมาใช้พัฒนาโรงเรียนอย่างตรงไปตรงมา การประเมินที่ไม่สะท้อนคุณภาพ: การประเมินของ สมศ. ไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคุณภาพที่แท้จริงในสถานศึกษา
รัฐบาลชุดที่ผ่านก็มามักปฏิรูปภายใต้โครงสร้างเดิม ๆ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงลึกถึงระดับโครงสร้าง ทำให้กลไกหลายอย่างเริ่มไม่ฟังก์ชันกับบริบทปัจจุบัน
“เมื่อพูดถึงการปฏิรูปการศึกษา จึงเลี่ยงไม่ได้เลย ที่มันต้องกลับไปทบทวน หรือออกแบบ พ.ร.บ. กันใหม่ว่ากลไกที่มีอยู่มันยังฟังก์ชันอยู่หรือเปล่า หลักสูตรที่เป็นฐานมาตั้งแต่ปี 44 ปรับปรุงปี 51 ปี 60 เมื่อมาถึงตอนนี้ จำเป็นต้องมีการรื้อ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง
แต่ที่ทำมาดูเหมือนรัฐบาลทุก ๆ ชุด ก็ปฏิรูปกันแบบเล็ก ๆ คือปฏิรูปภายใต้โครงสร้างเดิม ๆ ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรใหม่ แต่เห็นได้ว่าช่วงรัฐบาล 2 ชุดหลังมีความพยายามพูดถึงการทำ พ.ร.บ. การศึกษากันใหม่ พูดว่าจะมีการออกแบบ ทบทวน กลไกทางการศึกษา รวมไปถึงเป้าหมาย พูดถึงการกระจายอำนาจ พูดถึงเรื่องของอำนาจของโรงเรียนว่าจะมีขอบเขตแค่ไหน สิทธิของเด็ก ๆ มีได้แค่ไหน”
พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับที่ควรจะเป็น
สำหรับการเขียนกฎหมายการศึกษาฉบับใหม่ อรรถพล อนันตวรสกุล ชวนสำรวจพบว่าปัจจุบันมีร่าง พ.ร.บ. การศึกษา รวมแล้วถึง 7 ร่าง ซึ่งมีที่มาหลากหลาย เช่น ร่างมรดก คสช. ซึ่งเป็นร่างเดิมที่ค้างอยู่ในสภาการศึกษา ที่เต็มไปด้วยข้อกังวลเรื่องการลงรายละเอียดมากเกินไป (ฉบับนี้มีมากกกว่า 80 หน้า) จนแทบจะกลายเป็น “หลักสูตร” แทนที่จะเป็นกฎหมายแม่บท และยังมีประเด็นเรื่อง “ซูเปอร์บอร์ด” ที่สังคมยังไม่ยอมรับ
“ซูเปอร์บอร์ดการศึกษา” หรือ คณะกรรมการนโยบายและพัฒนาการศึกษา คือคณะกรรมการชุดพิเศษที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีหน้าที่เสนอแนะ กำกับ ดูแล ติดตามงานนโยบาย เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ และเชื่อมโยงหลักสูตรให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน
นอกจากนี้ยังมีร่างกฎหมายการศึกษาจากพรรคการเมืองและภาคประชาชน เช่น ร่างของพรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย และร่างจากเครือข่ายครูหรือการศึกษาทางเลือก เมื่อพรรคเพื่อไทยได้บริหาร ศธ. ในรัฐบาลปัจจุบัน และได้วางแผนให้ พ.ร.บ. การศึกษาฉบับไหม่ บังคับใช้ได้สำเร็จใน ปี 2573 ตาม roadmap ร่างของพรรคเพื่อไทยจึงเป็นร่างที่น่าจับตา
อรรถพล อนันตวรสกุล ตั้งข้อสังเกตถึงนโยบายร่างกฎหมายการศึกษาฉบับใหม่ของพรรคเพื่อไทยว่า ดูมุ่งเน้นการผลักดันให้การศึกษาเป็นวาระเรื่อง “Human Development” (การพัฒนามนุษย์) ที่ครอบคลุมมากกว่าแค่เรื่องในโรงเรียน
“กฎหมายการศึกษาจะต้องมีขอบเขตที่กว้างขวางกว่าเดิม ไม่ได้โฟกัสแค่เรื่อง ‘schooling’ อย่างเดียว ไม่เช่นนั้น มันจะไม่มีกลไกเชื่อมโยงกับกฎหมายอื่น เพราะตอนนี้เรามีกฎหมายว่าด้วยเรื่องการศึกษาเด็กเล็ก มีกฎหมายว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีกฎหมายว่าด้วยอุดมศึกษา ออกมาแล้วในช่วง 7-8 ปีนี้เอง ซึ่งมันเป็นกฎหมายที่ออกมาใหม่หมดเลย ดังนั้นกฎหมายแม่บทตัวใหญ่ก็ควรยึดโยงทั้งหมด และอัพเดทให้ทันการโลกปัจจุบัน” อรรถพล ย้ำ
เพราะ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ถือได้ว่าเป็น “ธรรมนูญการศึกษา” ดังนั้น พ.ร.บ. ควรทำหน้าที่วางความสัมพันธ์ระหว่างกลไกต่าง ๆ และกำหนดเจตนารมณ์หลัก ไม่ควรลงรายละเอียดปลีกย่อยที่เปลี่ยนแปลงตามกระแสโลกไม่ทัน
เพราะโลกเปลี่ยน เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว มันไม่คงที่ เพราะฉะนั้นเราจึงออกกฎหมายที่กำหนดเฉพาะเรื่องที่เป็นหัวใจสำคัญ กำหนดตัวโครงสร้าง กำหนดเจตนารมณ์ กำหนดให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างกลไกทางการศึกษา หลัก ๆ พอ
เช่น ที่ญี่ปุ่น กฎหมายการศึกษามี 6 หน้าเอง แล้วที่เหลือก็ไปออกกฎหมายขยายความต่อ เพื่อจะทำให้กฎหมายแม่บทอยู่เป็นตัวหลักที่สุด กฎหมายอื่นอาจมีการปรับเปลี่ยนแก้ไข เช่น เมื่อเจอสถานการณ์โควิด 19 ต้องมีการระดมทรัพยากรทางการศึกษาเข้าไป อาจมีการปรับปรุงแก้ไขเรื่อง ICT โรงเรียน ซึ่งก็เป็นการปรับปรุงเฉพาะบางหมวดไป ซึ่งจะทำให้ตัวกฎหมายใหญ่ที่ธรรมนูญการศึกษาไม่ได้แบบแกว่งไปเรื่อย ๆ
นอกจากนี้ธรรมนูญการศึกษาจะต้องไม่ได้คุมแค่โรงเรียน แต่ต้องสร้าง “นิเวศการเรียนรู้” หรือ “นิเวศการศึกษา” ด้วย ซึ่งกฎหมายจึงต้องการความมีส่วนร่วมของท้องถิ่น เช่น การดูแลสนามกีฬาหรือศูนย์เรียนรู้ในชุมชน เพื่อลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างเด็กชั้นกลางและเด็กริมถนน และต้องกำหนดเรื่องการกระจายอำนาจและเชื่อมโยงกฎหมายเฉพาะทางอื่น ๆ เช่น พ.ร.บ. การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562 พ.ร.บ. การอุดมศึกษาพ.ศ. 2562
“เพราะสิ่งที่ต้องระมัดระวังของการร่างกฎหมายการศึกษาคือ บริบทเด็กไม่เหมือนกัน บริบทผู้เรียนที่อยู่คนละจังหวัดก็ไม่เหมือนกัน นิเวศการเรียนรู้ของเด็กข้างถนน กับนิเวศการเรียนรู้ของลูกคนชั้นกลางไม่เหมือนกัน ลูกคนชั้นกลางอาจมีความพร้อมในการพาเขาไปเจอบริการภาคเอกชนได้
แต่สมมติเด็กที่เป็นลูกหลานแม่ค้าขายลูกชิ้นริมถนน จะอยู่ ๆ ให้เขาจ่ายตังค์ไปเข้า HarborLand ที่ออกแบบการเล่นเพื่อเสริมพัฒนาการ การเคลื่อนไหวร่างกาย การทำงานเป็นทีม ความคิดสร้างสรรค์ และความมั่นใจในตนเอง มันไม่ได้”
อรรถพล ย้ำถึงความสำคัญกับการกระจายอำนาจเพื่อปฏิรูปการศึกษาว่า
“เมื่อเด็กแต่และบริบทมีความแตกต่างหลากหลาย ดังนั้นต้องมองว่า แล้วใครจะจัดนิเวศการศึกษาเพื่อเอื้อให้เกิดการเรียนรู้กับเด็กกลุ่มต่าง ๆ ได้ ซึ่งก็ต้องให้การปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาให้ได้มากขึ้น เช่นสนามกีฬาในชุมชน ศูนย์กีฬาเยาวชน”
ทุนการศึกษา ODOS ไม่ได้แก้ความเหลื่อมล้ำ และ ช้างเผือกไม่ใช่คำตอบของคนทั้งป่า
สำหรับนโยบาย ODOS (หนึ่งอำเภอหนึ่งทุน) ที่ถูกปัดฝุ่นกลับมาพูดถึงอีกครั้ง ในการเฟ้นหา “ช้างเผือกในป่าใหญ่” ดึงเด็กที่เก่งและมีศักยภาพสูงออกมาจากชุมชนเพื่อพัฒนาให้มากขึ้น แต่อาจไม่ได้ช่วยเปลี่ยนสภาพของ “ป่า”
อรรถพล มองว่าการให้ทุนการศึกษาแม้จะเป็นเรื่องที่สำคัญ แต่ไม่ได้แก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำได้ ซึ่งเป็นรากฐานของปัญหาที่ทำให้ผู้เรียนเข้าไม่ถึงการศึกษา โรงเรียนไม่สามารถให้ความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนได้เต็มที่ เขายกตัวอย่างการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้วยการปรับงบประมาณรายหัวแบบก้าวหน้า
เช่น นโยบายที่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กำลังพยายามผลักดัน การเพิ่มงบอาหารกลางวันและงบสนับสนุนโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลให้มากกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่ในเมือง เพื่อชดเชยต้นทุนที่เสียเปรียบ ให้มีงบมากเพียงพอต่อการจ้างแม่ครัวหรือซื้อวัสดุอุปกรณ์ ซึ่งก็เริ่มเห็นผลแล้วในหมวดงบอาหารกลางวัน สิ่งนี้ต่างหากคือการแก้ไขปัญหาโครงสร้างความเหลื่อมล้ำที่ถึงรากถึงโคน
อย่างไรก็ตาม ทั้งกรอบนโยบายหลักและ roadmap ที่ รมว.ศธ. ได้มอบให้ก็ถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ได้เห็นรูปธรรมในการปฏิรูปการศึกษาและการเรียนรู้ ที่ภาคประชาชนและประชาสังคมจะต้องติดตามกันต่อไป และจับตารอดูรายละเอียดของนโยบายต่าง ๆ หลังจากนี้
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- นโยบายการศึกษา “วนลูป” เรื่องปฏิรูปยังอีกยาวไกล
- ทำไมแก้พ.ร.บ.การศึกษา เป็นของแสลงสำหรับรัฐบาล
- ไทยพัฒนาทุนมนุษย์: งบลงทุนต่ำ คาดหวังสูง




