หากย้อนกลับไปเพียง 3 ปีก่อน ประเทศไทยยังไม่สามารถตอบได้อย่างชัดเจนว่า มีเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาจำนวนเท่าใด และอยู่ที่ไหนบ้าง
ปัญหาที่สำคัญที่สุดในเวลานั้นไม่ใช่เพียงการที่เด็กหลุดจากโรงเรียน แต่คือการที่รัฐไม่สามารถมองเห็นเด็กเหล่านี้ได้อย่างครบถ้วน
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2567 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้การแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาเป็นวาระแห่งชาติ ภายใต้แนวคิด “Thailand Zero Dropout” หรือ “เด็กทุกคนต้องไม่หลุดจากการเรียนรู้” ภายในปี2570
ขณะที่สถานการณ์เด็กหลุดนอกระบบในปัจจุบันมีเด็กที้หลุดออกนอกระบบมากถึง 1 ล้านคน ดังนั้นรัฐจึงตั้งเป้าหมายภายในปี 2570 ต้องดึงเด็กกว่า 1 ล้านคนให้เข้าระบบการศึกษาให้ได้
- ปี 2567 มีขับเคลื่อนคัดกรองเด็กที่หลุดออกนอกระบบ 25 จังหวัด เป้าหมาย 20,000 คน
- ปี2568 ร่วมกันขับเคลื่อน 77 จังหวัด เป้าหมายเด็ก 50,000 คน
- ปี 2569 ขับเคลื่อน 77 จังหวัด เป้าหมายเด็ก 100,000 คน
- ปี2570 ขับเคลื่อน 77 จังหวัด เป้าหมายเด็ก 1,000,000 คน
สถานการณ์เด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบในปีจจุบันพบว่า ปี 2568 จำนวน 603,095 คน แบ่งเป็นเด็กกลุ่มเดิมจากปีการศึกษา 2566 และ 2567 จำนวน 413,118 คน และเด็กกลุ่มใหม่ จำนวน 189,977 คน
ส่วนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา จากสำรวจและติดตามเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาปี 2567 จำนวน 407,709 คน จากข้อมูลเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา 982,304 คน
Thailand Zero Dropout เป้าหมายไม่ได้หมายความว่าเด็กทุกคนต้องกลับเข้าสู่โรงเรียนรูปแบบเดิมเท่านั้น แต่หมายถึงการทำให้เด็กทุกคนอยู่ในสายตาของหน่วยงานจัดการศึกษา และได้รับโอกาสในการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับชีวิตของตนเอง เพื่อเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต
เริ่มต้นค้นหาเด็กที่เคยถูกมองไม่เห็น
พัฒนะพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) บอกว่า หัวใจสำคัญของ Thailand Zero Dropout คือการสร้างฐานข้อมูลเด็กนอกระบบการศึกษาทั่วประเทศ
ในช่วงปลายปี 2566 ประเทศไทยสามารถเชื่อมโยงฐานข้อมูลประชากรกับฐานข้อมูลการศึกษาได้เป็นครั้งแรก ทำให้พบว่า มีเด็กและเยาวชนจำนวนมากที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา
การมีข้อมูลที่ชัดเจนทำให้หน่วยงานระดับจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถมองเห็นสถานการณ์ในพื้นที่ของตนเองได้อย่างเป็นรูปธรรม
ตัวอย่างเช่น ในบางพื้นที่ของจังหวัดนครพนม พบเด็กนอกระบบการศึกษาจำนวนมากที่ไม่เคยปรากฏอยู่ในฐานข้อมูลการช่วยเหลือใด ๆ มาก่อน
“การมีข้อมูลคือจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหา เพราะเราไม่สามารถช่วยเด็กที่มองไม่เห็นได้”
4 มาตรการสำคัญ สู่การแก้ปัญหาเด็กนอกระบบ
Thailand Zero Dropout ถูกออกแบบให้เป็นกระบวนการทำงานที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ผ่าน 4 มาตรการหลัก
1. ค้นหาและระบุตัวเด็กนอกระบบ ขั้นตอนแรกคือการจัดทำฐานข้อมูลและระบุตัวเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาให้ได้มากที่สุด การเชื่อมโยงข้อมูลระดับประเทศทำให้หน่วยงานท้องถิ่นสามารถทราบได้ว่า ในพื้นที่ของตนเองมีเด็กกลุ่มนี้อยู่จำนวนเท่าใด และอยู่ที่ใดบ้าง
2. ลงพื้นที่ค้นหาและช่วยเหลือ เมื่อมีข้อมูลแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการทำงานเชิงรุก โดยอาศัยอาสาสมัคร ชุมชน ผู้นำท้องถิ่น และหน่วยงานต่าง ๆ ลงพื้นที่เพื่อติดตามตัวเด็ก หลายกรณีพบว่า เด็กเหล่านี้ยังอาศัยอยู่ในชุมชน แต่หลุดจากระบบการศึกษาเนื่องจากปัญหาความยากจน ภาระครอบครัว สุขภาพ หรือข้อจำกัดด้านการเดินทางง การค้นหาจึงไม่ใช่เพียงการตามหาตัวเด็ก แต่เป็นการทำความเข้าใจปัญหาที่แท้จริงของแต่ละคน
3.จัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นและมีคุณภาพ เมื่อพบตัวเด็กแล้ว สิ่งสำคัญคือการออกแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับชีวิตของเขาเด็กจำนวนมากไม่สามารถกลับเข้าสู่ระบบโรงเรียนแบบเดิมได้ เพราะต้องทำงาน ดูแลครอบครัว หรือมีข้อจำกัดอื่น ๆ
ดังนั้น ประเทศไทยจึงต้องมี “การศึกษาที่ยืดหยุ่น” ที่เปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้ได้หลายรูปแบบ ทั้งผ่านศูนย์การเรียน การเรียนรู้ในชุมชน การเรียนรู้จากการทำงาน หรือการศึกษาทางเลือกอื่น ๆ
ตัวอย่างของการจัดการศึกษารูปแบบนี้สามารถเห็นได้จากเครือข่ายต่าง ๆ ในจังหวัดนครพนม ที่นำองค์ความรู้ชุมชน ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการทำงานจริงมาผสมผสานกับหลักสูตรการศึกษา
เป้าหมายคือทำให้เด็กยังคงอยู่บนเส้นทางการเรียนรู้ และสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองต่อไปได้
4.เชื่อมโยงสู่การมีงานทำและคุณภาพชีวิตที่มั่นคง สำหรับเด็กบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า 15 ปี การกลับเข้าสู่โรงเรียนอาจไม่ใช่คำตอบที่เหมาะสมที่สุด สิ่งสำคัญคือการสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพ ควบคู่กับการเรียนรู้
การทำงานร่วมกับผู้ประกอบการ ภาคธุรกิจ และชุมชน จึงกลายเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญ ที่ช่วยให้เด็กมีรายได้ มีทักษะอาชีพ และยังคงสามารถเรียนรู้ไปพร้อมกันได้
สำหรับจังหวัดนครพนม ข้อมูลล่าสุดพบว่า มีเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาจำนวน 4,825 คน ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญที่ทุกภาคส่วนในจังหวัดต้องร่วมกันแก้ไข
เมื่อปัญหาการศึกษาไม่ใช่แค่เรื่องการศึกษา
การช่วยเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เนื่องจาก เด็กจำนวนมากที่หลุดออกจากโรงเรียนกำลังเผชิญปัญหาซับซ้อนหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นความยากจน ปัญหาครอบครัว สุขภาพกาย สุขภาพจิต หรือสภาพแวดล้อมทางสังคม
หากแก้ไขเฉพาะเรื่องการเรียน แต่ไม่ดูแลเรื่องสุขภาวะ เด็กจำนวนไม่น้อยก็มีโอกาสหลุดออกจากระบบอีกครั้ง
ด้วยเหตุนี้ การทำงานร่วมกันระหว่าง กสศ. สสส. หน่วยงานด้านสาธารณสุข พัฒนาสังคม มหาดไทย และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
การศึกษาที่ไม่ใช่แค่โรงเรียน
“ไม่ว่าเด็กจะมีข้อจำกัดแบบใด เราต้องทำให้เขายังอยู่บนเส้นทางการเรียนรู้ได้”นี่จึงไม่ใช่เพียงภารกิจของกระทรวงศึกษาธิการ หรือของ กสศ. เท่านั้น แต่เป็นภารกิจร่วมของทั้งสังคม
เพราะเด็กทุกคนที่ได้รับโอกาส คือทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่าของประเทศ และทุกคนที่หลุดจากระบบการศึกษา คือความสูญเสียที่สังคมไทยไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้นอีกต่อไป
ศรีมาลาฌ์ ยะภักดี ผู้อำนวยการศูนย์การเรียน CYF ภายใต้มูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน ซึ่งปัจจุบัน CYF เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการขับเคลื่อนโครงการ Thailand Zero Dropout หรือ TZD ที่มุ่งค้นหา ช่วยเหลือ และสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา โดยทำงานร่วมกับ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
CYF ทำงานร่วมกันระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม และหน่วยงานด้านการศึกษาและสุขภาวะ เพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาในจังหวัดนครพนม
นครพนมโมเดล ต้นแบบสู่เครือข่าย 34 อปท.
ศรีมาลาฌ์ เล่าว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา CYF พยายามผลักดันการทำงานระดับจังหวัดมาอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงแรกจะเป็นเรื่องใหม่และไม่ใช่เรื่องง่ายนัก
“ตอนเริ่มต้นมีเพียง 3-4 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ร่วมขับเคลื่อนอย่างจริงจัง จนสามารถพัฒนาเป็นพื้นที่ต้นแบบได้ในพื้นที่นครพนม เช่น อบต.พิมาน และ อบต.นาถ่อน ซึ่งทำงานทั้งในมิติการศึกษาที่ยืดหยุ่นและการสร้างสุขภาวะชุมชน”
จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ วันนี้การขับเคลื่อนได้ขยายตัวไปสู่ 34 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดนครพนม
ในจำนวนนี้ มี 4 อปท.ที่สามารถพัฒนาเป็นศูนย์เรียนรู้ต้นแบบด้านการศึกษาและสุขภาวะได้อย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่อีก 10 อปท. กำลังขับเคลื่อนทั้งสองประเด็นควบคู่กัน ส่วนอีก 20 อปท. ได้ร่วมลงนามความร่วมมือเพื่อพัฒนาการศึกษาที่ยืดหยุ่นในพื้นที่
แนวคิดหลักคิดสำคัญยังคงเหมือนเดิม คือการทำงานร่วมกับชุมชนและใช้ชุมชนเป็นฐานในการพัฒนา
ใช้ “ชุมชนเป็นห้องเรียน”
ศูนย์การเรียน CYF ดำเนินการตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ มาตรา 12 ซึ่งเปิดโอกาสให้บุคคล องค์กร และชุมชนสามารถจัดการศึกษาได้ โดยนำองค์ความรู้ของชุมชนมาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้
แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนความเชื่อว่า เด็กไม่จำเป็นต้องออกจากชุมชนเพื่อไปเรียนรู้เสมอไป เพราะในชุมชนมีองค์ความรู้ ทรัพยากร และภูมิปัญญาจำนวนมากที่สามารถนำมาพัฒนาเป็นการศึกษาได้
ไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้ด้านเกษตรกรรม งานช่าง หัตถกรรม วัฒนธรรม หรือวิถีชีวิตท้องถิ่น ล้วนสามารถบูรณาการเข้ากับหลักสูตรการศึกษาได้
“เราต้องการให้เด็กได้รับความรู้ที่ใช้ได้จริง เป็นความรู้ที่กินได้ เป็นความรู้ที่สามารถนำไปประกอบอาชีพและใช้ดำรงชีวิตได้”
ที่สำคัญ ความรู้จากชุมชนเหล่านี้ยังสามารถเทียบโอนเป็นผลการเรียนตามหลักสูตรการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการได้ เด็กจึงได้รับวุฒิการศึกษาที่มีสถานะเทียบเท่ากับโรงเรียนทั่วไป สามารถนำไปสมัครงาน ศึกษาต่อ หรือสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้เช่นเดียวกัน
ไม่บังคับเลือกระหว่าง “เรียน” หรือ “ทำงาน”
ประเด็นที่สำคัญ คือ การออกแบบการศึกษาที่สอดคล้องกับชีวิตจริง โดยเปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้จากงานและประสบการณ์ที่ตนเองทำอยู่ในชีวิตประจำวัน สามารถนำมาพัฒนาเป็นหน่วยการเรียนรู้และเทียบโอนเป็นผลการเรียนได้
แนวทางนี้ช่วยให้เด็กไม่ต้องเลือกระหว่าง “เรียน” กับ “ทำงาน” แต่สามารถทำทั้งสองอย่างไปพร้อมกันได้
“เราเชื่อว่าเด็กทุกคนเรียนรู้ได้ และทุกพื้นที่คือพื้นที่การเรียนรู้ หากเราออกแบบระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับชีวิตจริงของเขา”
“เรียน-ทำงาน”ทางออกเด็กหลุดนอกระบบ
ตัวอย่างเด็กที่หลุดออกนอกระบบและสามารถกลับเข้ามาเรียนพร้อมกับการทำงาน ศิริยากร นาดี หรือ “แก้ม” เคยมีประสบการณ์ตั้งครรภ์ระหว่างเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ทำให้เธอต้องออกจากระบบการศึกษา และกลายเป็นแม่คนก่อนวัยอันควร
วันนี้แก้มอายุเพียง 19 ปี เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวของลูกชายวัย 1 ขวบ ขณะเดียวกันก็ทำงานประจำและกลับเข้าสู่เส้นทางการศึกษาอีกครั้ง ด้วยความหวังว่าจะสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับตัวเองและลูก
เดิมที่แก้มเป็นนักเรียนในระบบการศึกษาปกติ แต่เมื่อเธอตั้งครรภ์ในช่วงเรียนอยู่ชั้น ม.5 ชีวิตก็ต้องเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน
“ตอนนั้นต้องออกจากโรงเรียนก่อนค่ะ ออกมาดูแลตัวเอง แล้วก็เลี้ยงลูก”
แก้ม กลับเข้าสู่การศึกษารอบใหม่เริ่มต้นจากการเข้าเรียน ศูนย์การเรียน CYF โดยทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ใช้ฐานความรู้จากชุมชนจากการทำผ้าพื้นบ้านมาเทียบเป็นหน่วยกิต จนสามารถสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายได้ภายใน 1 ปี
“หนูชอบเรียนอยู่แล้ว แต้ต้องทำงานด้วย การเรียนที่สามารถทำงานได้ด้วย”
ปัจจุบันแก้มกำลังจะเริ่มเรียนปี 1 วิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร ในหลักสูตรอนุปริญญา สาขาการศึกษาปฐมวัยโดยหลักสูตรดังกล่าวใช้เวลาเรียน 2 ปีครึ่ง เรียนเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ ทำให้เธอยังคงสามารถทำงานประจำไปพร้อมกับการเรียนได้
การศึกษา ไม่ใช่แค่โรงเรียน
บัญชา ศรีชาหลวง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลพิมาน อ.นาแก จ.นครพนม ยอมรับว่า หลายพื้นที่ยังมองว่าการศึกษาเป็นหน้าที่ของโรงเรียนหรือกระทรวงศึกษาธิการเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่ภารกิจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
“เวลาผมไปพูดกับเพื่อนผู้บริหารท้องถิ่น หลายคนก็บอกว่า การศึกษาเป็นหน้าที่ของครู เป็นหน้าที่ของโรงเรียน ทำไม อบต.ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย”
อย่างไรก็ตาม เขามองว่าปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษาไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยโรงเรียนเพียงลำพัง เพราะรากของปัญหาอยู่ที่ครอบครัว ชุมชน และสภาพแวดล้อมทางสังคม
“การจะดึงเด็กกลับมาเรียนได้ ต้องอาศัยทั้งโรงเรียน ครอบครัว ผู้นำชุมชน และท้องถิ่น ถ้าต่างคนต่างทำ มันไม่สำเร็จ”
เขายกตัวอย่างว่า แม้นโยบาย Thailand Zero Dropout ของรัฐบาลจะเป็นแนวคิดที่ดี แต่หากไม่มีการเชื่อมโยงสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่ ก็ยากที่จะเกิดผลจริง
“นโยบายส่วนกลางดีอยู่แล้ว แต่ถ้าชุมชนไม่ลุกขึ้นมาทำเอง มันก็ไม่เกิดผล เพราะไม่มีใครรู้จักเด็กในพื้นที่ดีเท่าคนในชุมชน”
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




