ตาม พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ มาตรา 12 ระบุ ไว้ว่า นอกเหนือจากรัฐแล้ว ชุมชน เอกชน สถานประกอบการ และภาคสังคมอื่น ๆ มีสิทธิจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น โฮมสคูล ศูนย์การเรียน สำหรับเด็กหลุดระบบการศึกษาหรือมีเงื่อนไขเฉพาะ
กฎหมายนี้ช่วยปลดล็อกให้ภาคประชาสังคมและชุมชนได้เข้ามาช่วยเหลือเด็กให้เข้าถึงการศึกษาได้ โดยเฉพาะเด็กเยาวชนกลุ่มเปราะบาง ไร้บ้าน เร่ร่อน สามารถจัดการเรียนการสอนแบบยืดหยุ่น สอดคล้องกับเงื่อนไขของผู้เรียนแต่ละคนได้
นำไปสู่การจัดการศึกษาทางเลือกสำหรับเด็กนอกระบบ คือ “ศูนย์การเรียน” (Education Center) คือ สถานศึกษาที่มีสถานะทางกฎหมายรับรอง สามารถมอบวุฒิการศึกษา ทีผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ตามอัธยาศัย เพราะใช้หลักสูตรและรูปแบบการเรียนที่ยืดหยุ่น เพื่อรองรับเด็กและเยาวชนที่มีข้อจำกัดในชีวิต เช่น ต้องทำงานเลี้ยงชีพไปด้วย เยาวชนบางคนเป็นแม่วัยใส มีภาระครอบครัว หรือบางคนมีปัญหาด้านสุขภาพ
ศูนย์การเรียนยังช่วยแก้ไขปัญหาที่ “ผู้ปฏิบัติงาน” ต้องเผชิญในการทำงาน เพราะหลายโรงเรียนหรือบางหน่วยงานต้องการเอกสารที่ให้พ่อแม่หรือผู้ปกครองของเด็กลงนาม ทำให้เด็กกลุ่มนี้เข้าไม่ถึงการบริการต่าง ๆ หรือรับการช่วยเหลือช้า ขาดโอกาสในการรักษาพยาบาลและการศึกษา
เนื่องจากว่าเด็กและเยาวชนที่เข้ารับการช่วยเหลือ หลายคนหนีออกจากบ้าน บางคนขาดการติดต่อกับครอบครัว ไร้บ้าน ใช้ชีวิตในที่สาธารณะตามลำพัง
สถานการณ์การศึกษาเยาวชนจนเมือง
ในปี 2569 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเผยว่า มีเด็กที่หลุดและอยู่นอกระบบการศึกษาใน กทม. มากกว่า 130,000 คน แต่สามารถดึงเด็กและเยาวชนกลุ่มนี้เข้าสู่ระบบการศึกษาได้เพียง 20-30% เท่านั้น
อีกทั้งในปี 2568 กสศ. ยังพบเด็ก เยาวชนใน กทม. เข้าสถานพินิจ มากกว่า 1,000 คน ฐานความผิดเกี่ยวกับชีวิต ร่างกาย ทรัพย์ อาวุธปืน ความผิดเกี่ยวกับเพศและยาเสพติด ซึ่งคดีเกี่ยวกับยาเสพติดเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ
ทางด้าน ธาริษา วัฒนเกส ประธานกรรมการมูลนิธิสายเด็ก 1387 ภาคประชาสังคมที่ช่วยเหลือเด็กและเยาวชน ที่สุ่มเสี่ยงต่อการใช้ชีวิตเร่ร่อนกล่าวถึงสถานการณ์ปัจจุบันว่า จากการทำงานของมูลนิธิพบเด็กประมาณ 3,000,000 คน เติบโตมาจากครอบครัวที่ไม่พร้อมในการดูแล หรือบ้านไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยซึ่ง มีแนวโน้มที่จะหลุดจากระบบข้อมูล ไม่ได้อยู่ในทะเบียนราษฎร ภาครัฐเองก็ไม่สามารถดูแลจัดการได้ทั่วถึง เด็กและเยาวชนกลุ่มนี้เสี่ยงที่จะเป็นเด็กเร่ร่อน ขาดโอกาสต่าง ๆ เข้าไม่ถึงกระบวนการศึกษา
เด็กหลายคนหนีออกจากบ้านหรือสถานสงเคราะห์ เพราะบ้านไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยไม่ว่าจะทางกายหรือใจ เด็กในหลายจังหวัดเดินทางมากรุงเทพฯ ด้วยรถไฟ หัวลำโพงจึงเป็นจุดเริ่มต้นชีวิตใหม่ของเด็กกลุ่มนี้ ซึ่งการใช้ชีวิตตามลำพังก็ทำให้เด็กกลุ่มนี้ต้องเสี่ยงกับความไม่ปลอดภัย
เด็กและเยาวชนเร่ร่อน อาศัยและเติบโตในพื้นที่นอกบ้าน อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมหรือมีพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจนำไปสู่การกระทำผิดกฎหมาย
ทางมูลนิธิจึงมีศูนย์พักพิงและฟื้นฟู เดอะฮับ (The Hub) ให้การคุ้มครองฉุกเฉิน และประมาณ 80 % ของเด็กและเยาวชนในศูนย์ ไม่ได้เรียนหนังสือ ท้องไม่พร้อม เผชิญความไม่ปลอดภัยในพื้นที่สาธารณะ ถูกหลอกลวงให้ก่ออาชญากรรมหรือให้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ต้องเข้าสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
ดังนั้น การให้การศึกษา ฝึกอาชีพ ฝึกทักษะกับเด็กและเยาวชนกลุ่มนี้ หลักการสำคัญคือเวลาเรียนต้องยืดหยุ่นสอดคล้องกับเงื่อนไขชีวิตเช่น ทำงาน หรือ เลี้ยงลูก การที่เด็กและเยาวชนกลุ่มนี้มีทักษะมีอาชีพก็จะช่วยให้ไม่ถูกชักจูงไปก่ออาชญากรรมได้อีก
การศึกษาเยาวชนจนเมือง โจทย์เดิมที่ กทม. ต้องทำต่อ
ในพื้นที่กรุงเทพฯ มีความหลากหลายของสถานศึกษาที่สังกัดหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งโรงเรียนเอกชน โรงเรียนสังกัด สพฐ. และ โรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัย
สำหรับ กทม. มีการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานครอบคลุมตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยมีโรงเรียนในสังกัดรวมทั้งสิ้น 437 แห่ง กระจายอยู่อย่างทั่วถึงในพื้นที่ 50 สำนักงานเขต
โดยจัดบริการการศึกษาฟรีไม่มีเงื่อนไขด้านสัญชาติ การย้ายถิ่นฐาน หรือสถานะของเอกสารทางกฎหมาย เด็กทุกคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครหากมีความประสงค์จะเข้าเรียนจะต้องได้รับสิทธิ์เข้าเรียนทันที ซึ่งครอบคลุมการอุดหนุนค่าใช้จ่ายทั้งหมด ตั้งแต่การงดเว้นค่าธรรมเนียมการเรียน การจัดสรรชุดนักเรียน หนังสือ แบบเรียน นม ตลอดจนอาหารเช้าและอาหารกลางวัน รวมถึงการจัดทำประกันอุบัติเหตุฟรีให้แก่เด็กนักเรียนทุกคน
ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงการทำงานที่ผ่านมา 4 ปี กทม. ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับความรุนแรงในรูปแบบต่าง ๆ พบว่า กรุงเทพฯ มีพื้นที่ปลอดภัยน้อยลงเรื่อย ๆ แม้แต่โรงเรียนและบ้าน ซึ่งควรจะเป็นพื้นที่ปลอดภัยมากที่สุดสำหรับเด็กและเยาวชน
ทาง กทม. ได้ร่วมกับ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ทำให้โรงเรียนในสังกัด กทม. เป็นที่ปลอดภัยมากขึ้น และพร้อมยินดีหากเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม
ทางด้านสำนักการศึกษา และสำนักงานพัฒนาสังคม กทม. เปิดเผยสถานการณ์ปัจจุบันว่า เด็กในกรุงเทพฯ มีความหลากหลายทางสังคมและเศรษฐกิจสูง ตั้งแต่ระดับปานกลางไปจนถึงกลุ่มเปราะบางสุดขั้ว เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาจำนวนมากมาจากไม่มีผู้ปกครองที่แท้จริงดูแล
เด็กหลายคนต้องอาศัยอยู่กับผู้ปกครองรองหรือผู้เช่าห้องร่วมกัน หลังจากที่พ่อแม่แยกทางกันและทิ้งเด็กไว้ให้อยู่เพียงลำพัง ภาระการดูแลเด็กจึงตกอยู่กับเจ้าของห้องเช่าที่คอยป้อนข้าวป้อนน้ำและให้เด็กช่วยงานบ้านแลกกับที่อยู่อาศัย
นอกจากนี้ยังพบปัญหาเด็กเร่ร่อนและเด็กที่ไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง ทำให้โรงเรียนสังกัด กทม.ทั้ง 437 แห่ง ต้องทำหน้าที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กทุกคน โดยเปิดโอกาสให้เด็กสามารถเข้ามาพักอาศัย นอนหลับ และอาบน้ำภายในโรงเรียนได้ เพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของเด็ก ซึ่งมักสุ่มเสี่ยงต่ออันตรายจากบริบทสิ่งแวดล้อมภายนอกรอบชุมชน โดยทางโรงเรียนมีมาตรการความปลอดภัยเพื่อป้องกันอันตรายจากภายนอกไม่ให้เข้ามาสู่ภายในโรงเรียนอย่างเข้มงวด
อย่างไรก็ตาม โรงเรียนในสังกัด กทม.ยังมีข้อจำกัด ด้านบุคลากรครูและการพัฒนาการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม เนื่องจากยังคงประสบปัญหาการขาดแคลนบุคลากรครูอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากครูผู้สอนส่วนใหญ่มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัด และมักจะยื่นขอย้ายกลับภูมิลำเนาเดิมเมื่อครบกำหนดระยะเวลาการปฏิบัติงาน ทำให้ กทม. ต้องดำเนินการเปิดรับและบรรจุครูใหม่เข้ามาทดแทนในระบบตลอดเวลา
เพื่อแก้ไขปัญหานี้ กทม. จึงได้จัดตั้งโครงการให้ทุนการศึกษาแก่เด็กในพื้นที่หรือลูกหลานของข้าราชการ กทม. เพื่อเรียนต่อในสายวิชาชีพครูจนจบระดับปริญญาตรี โดยมีเงื่อนไขบรรจุกลับมาเป็นครูในสังกัด เพื่อป้องกันการย้ายถิ่นฐาน ขณะเดียวกันในระดับอนุบาลได้มีการพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้โดยจัดให้มีห้องเรียนพ่อแม่ เพื่ออบรมและปรับทักษะการเลี้ยงดูของผู้ปกครองให้เป็นไปในแนวราบร่วมกับครูผู้สอน ทำให้การพัฒนาทักษะสมองและศักยภาพของเด็กระหว่างที่บ้านและโรงเรียนมีความสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ถอดบทเรียน ปัญหาเยาวชนจนเมือง
จากการเสนอปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน ทั้งทางด้าน พม. กทม. และภาคประสังคม ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า การคุ้มครองสิทธิทางการศึกษาของเด็กนั้น ไม่ว่าจะเป็นเด็กเร่ร่อน เด็กข้ามชาติ และเด็กไร้สัญชาติในพื้นที่เมืองหลวง จำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือ ยกระดับกลไกการประสานงานความร่วมมือระหว่างองค์กรหน่วยงานต่าง ๆ ร่วมกัน
ทั้ง พม., กทม., องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, และองค์กรภาคเอกชน เพื่อร่วมกันจัดสรรงบประมาณ พัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และการสืบค้นข้อมูลเชิงสถิติ เพื่อลดจำนวนเด็กไร้สัญชาติและเด็กหลุดนอกระบบได้อย่างถาวร
พร้อมทั้งจัดทำคู่มือปฏิบัติงาน สำหรับเจ้าหน้าที่และการจัดตั้งทีมช่วยเหลือเพื่อส่งต่อเด็กเข้าสู่กระบวนการคุ้มครองสิทธิอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ ยังได้เสนอให้ทบทวนและแก้ไขระเบียบ ข้อบังคับ หรือกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงการศึกษาของเด็กไร้สัญชาติ รวมทั้งการยกระดับความรู้และความเข้าใจของพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก และให้สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (UNCRC)
หมายเหตุ* เนื้อหาจากวงเสวนา “เมื่อการพัฒนาแบบ ‘ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’ ไม่ทิ้งจริง แต่ ‘ยังไม่เท่ากัน’” เมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2569 จัดโดยมูลนิธิสายเด็ก 1387 ร่วมกับ Terre des hommes (tdh) และ Volkswagen Employees Foundation (VWEF) เพื่อพัฒนาแนวทางเชิงนโยบายแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา และอยู่ในภาวะเสี่ยงที่ต้องเร่ร่อน หรือจำเป็นต้องอาศัยและเติบโตในพื้นที่นอกบ้าน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- สิทธิมนุษยชน ‘คนจนเมือง’ ความท้าทายของนโยบายเมือง
- เฉดที่แตกต่างของ “เมืองที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”
- คนรุ่นใหม่ร่วมออกแบบกรุงเทพฯ สร้างนิเวศการเรียนรู้ ที่แท้จริงและทั่วถึง




