จาก รายงานความเหลื่อมลํ้าโลก 2569 (World Inequality Report– WIR 2026) ของศูนย์วิจัยความเหลื่อมลํ้าโลก (World Inequality Lab) เปิดเผยว่าประเทศไทย อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชีย
จากข้อมูลพบว่าในสังคมไทย ผู้มีรายได้สูงสุด 10% ครอบครองสัดส่วนรายได้ของประเทศอยู่ที่ 52% ในขณะที่ผู้มีรายได้ต่ำกว่า 50% มีสัดส่วนรายได้เพียง 11% ขณะที่ ความเหลื่อมล้ำทางด้านทรัพย์สินนั้น กลุ่มรายได้สูงสุด 10% มีสัดส่วนทรัพย์สินสูงถึง 65% แต่กลุ่มรายได้ต่ำกว่า 50% มีทรัพย์สินรวมอยู่ที่ 3%
อีกทั้งจากรายงานการวิเคราะห์สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำล่าสุด ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเผยเมื่อกันยายน 2568 พบว่าปี 2567 จำนวนคนจนเพิ่มขึ้นเป็น 3.43 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 4.89 ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่มีสัดส่วนร้อยละ 3.41 โดยกลุ่ม “คนจนมาก” เพิ่มขึ้น เป็น 8.79 แสนคน และกลุ่ม “คนจนน้อย” เพิ่มขึ้นเป็น 2.55 ล้านคน ขณะที่เส้นความยากจนปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3,078 บาทต่อคน ต่อเดือน
‘คนจนเมือง’ ภาพสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของเมืองและการละเมิดสิทธิ
สืบเนื่องจากสถานการณ์คนจนและความเหลื่อมล้ำ ที่คนมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน 3,078 บาทต่อคนต่อเดือนจำนวน 3.43 ล้านคน และมีคนจนสูงถึง 4.78 ล้านคน รวมทั้งกลุ่มคนไร้บ้านทั่วประเทศประมาณ 2,499 คน ที่ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ กทม.
ทาง กสม. ประเมินปัญหาว่า กลุ่มคนจนเมืองนั้นเป็นภาพสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของเมือง ที่ส่งผลต่อความเหลื่อมล้ำในมิติต่าง ๆ และการเข้าถึงสิทธิอย่างจำกัดเพราะความจน ได้แก่
สิทธิด้านที่อยู่อาศัยที่ทำกิน
ที่ผ่านมา รัฐดำเนินการโครงการจัดหาที่อยู่อาศัยชั่วคราวและจัดบริการสวัสดิการสังคม เช่น ตรวจสุขภาพรักษาพยาบาล จัดทำทะเบียนประวัติบุคคล ฝึกอาชีพ
ทางด้าน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กำลังร่างระเบียบว่าด้วยการส่งเสริมและการสนับสนุนเกี่ยวกับการจัดหาที่พักอาศัยให้แก่คนไร้บ้าน เพื่อสนับสนุนงบประมาณให้แก่องค์กรด้านคนไร้บ้าน เช่น ค่าที่พักไม่เกิน 1,500 บาท ค่าสาธารณููปโภคไม่เกิน 500 บาท ค่าเครื่องนุ่งห่มค่าบริหารจัดการ
สำหรับ กทม. ได้พัฒนาโครงการบ้านอิ่มใจที่ปรับปรุงอาคาร 3 ชั้นของการประปาแม้นศรี เพื่อเป็นที่พักชั่วคราว (emergency shelters) โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ที่สามารถรองรับคนไร้บ้านได้วันละ 200 คน และมีการจัดตั้งศูนย์ฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพคนไร้บ้านของ พม.
อย่างไรก็ตาม กสม. ยังพบว่า คนจนเมืองยังประสบปัญหาการถูกละเมิดสิทธิที่อยู่อาศัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 56 มาตรา 71 และ ICESCR ข้อ 11 ในการจัดให้มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชนอย่างทั่วถึงและมาตรฐานการครองชีพที่เพียงพอ จากกรณีต่าง ๆ ได้แก่
- ปัญหาการไล่รื้อและการเวนคืนที่ไม่เป็นธรรม เช่น กรณีมาตรการจัดระเบียบทางเท้าและหาบเร่แผงลอยของ กทม. และจากการลงทุนของโครงการขนาดใหญ่เช่น การพัฒนาระบบคูคลอง การระบายน้ำ การลงทุน ด้านศูนย์การค้า และการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ เช่น กรณีเวนคืนที่ดินแนวเขตก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มบริเวณสถานีประชาสงเคราะห์ เขตดินแดง ที่ไม่เป็นธรรมเนื่องจากเงินค่าชดเชยที่ได้รับจากการเวนคืนที่ดินไม่เพียงพอที่จะซื้อที่อยู่อาศัยใหม่
- ปัญหาความล่าช้าในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย เช่น การอนุมัติสัญญาเช่าที่ดินของชุมชน ที่อยู่อาศัยในที่ดินของ รฟท. ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2565 ที่ล่าช้า
- ปัญหาการเข้าถึงที่อยู่อาศัย เช่น การเข้าถึงโครงการ “บ้านเพื่อคนไทย” โดยพัฒนาที่ดินของ รฟท.
เป็นบ้านที่อยู่อาศัยให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มวัยเริ่มทำงาน แต่กลุ่มคนจนเมืองไม่สามารถเข้าร่วมโครงการดังกล่าวได้เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นแรงงานนอกระบบ มีรายได้ไม่แน่นอน และขาดเครดิตในการขอสินเชื่อในระบบเพื่อผ่อนชำระตามเงื่อนไขของโครงการ อย่างไรก็ตามโครงการนี้ก็ไม่ได้ดำเนินการจนแล้วเสร็จ - ปัญหาโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ที่เรียกเก็บค่าบริหารจัดการ ค่าสาธารณูปโภค ค่าเช่าที่จอดรถในอัตราสูง
สิทธิด้านสุขภาพ
เนื่องจากคนจนเมืองส่วนใหญ่เป็นแรงงานนอกระบบจึงไม่ได้อยู่ในสิทธิประกันสังคม จึงใช้ประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นหลัก ซึ่งทาง กสม. พบปัญหาการเข้ารับบริการประกันสุขภาพถ้วนหน้าเช่น ไม่ได้ย้ายสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมาที่สถานพยาบาลใน กทม. ปัญหาการเตรียมเอกสารและเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
สำหรับคนจนเมืองที่ป่วยเป็นโรคติดต่อไม่เรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดัน ไขมัน และ ปัญหาสุขภาพจิต บางส่วนไม่ได้รับการรักษาและฟื้นฟูสุขภาพอย่างเหมาะสม เนื่องจากหากหยุดงานเข้ารับการรักษาพยาบาลจะขาดรายได้ และบางส่วนไม่มีบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านจึงเป็นอุปสรรคต่อการใช้สิทธิรักษาพยาบาล
นอกจากนี้ คนจนเมืองเป็นกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบอย่างมากจากโรคระบาด ปัญหา PM 2.5 และภัยพิบัติสูงกว่ากลุ่มอื่น ๆ เพราะขาดการเข้าถึงข้อมูลความรู้ด้านสุขภาพการรักษาพยาบาล และเข้าไม่ถึงอุปกรณ์ป้องกัน
รวมถึงฐานะทางเศรษฐกิจที่ส่งผลให้ไม่สามารถป้องกันและรักษาสุขภาพของตนเองและครอบครัวได้อย่างเต็มที่
สำหรับกลุ่มคนไร้บ้าน แม้รัฐจะพยายามส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิด้านสุขภาพ เช่น สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายภาคประชาชนจัดทำทะเบียนทำบัตรประชาชนให้คนไร้บ้าน เพื่อให้สามารถเข้าถึงสิทธิผ่านระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้ง่ายขึ้น ทาง กทม. ดำเนินโครงการตรวจสุุขภาพคนไร้บ้าน 2568 โดยตั้งเป้าตรวจสุขภาพ 300 – 400 คน แต่ กสม. ก็พบว่า ยังคงมีผู้ตกหล่นทางทะเบียน เพราะไม่สามารถยืนยันตัวตนได้
สิทธิทางเศรษฐกิจและสวัสดิการ
เนื่องจากคนจนเมืองส่วนใหญ่เป็นแรงงานรายวัน ที่งานไม่มั่นคง ประกอบอาชีพที่ไม่มีทักษะสูง ค่าตอบแทนต่ำ มีความเสี่ยงสูง และไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิ์แรงงาน เช่น รับจ้างทั่วไปรายวัน จักรยานยนต์รับจ้าง หาบเร่แผงลอย ส่งผลให้ไม่มีเงินออมหรือทรัพย์สิน และขาดเครดิตในการขอสินเชื่อเงินกู้ในระบบ จึงต้องพึ่งพาแหล่งเงินทุนนอกระบบ ทำให้เผชิญปัญหาหนี้นอกระบบ
และในปี 2568 กสม. ยังพบว่ากลุ่มผู้ค้าหาบเร่แผงลอยได้รับความเดือดร้อนจากนโยบายทวงคืนทางเท้าของ กทม. ที่ยกเลิกจุดผ่อนผันทำการค้าบางส่วน ทำให้ไม่สามารถค้าขายในพื้นที่เดิมได้และปัญหาการจัดสรรพื้นที่ทำการค้าของแต่ละเขตที่แตกต่างกัน เช่น กรณีโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง มีปัญหาเรื่องความชัดเจนในการจัดการแผงการค้ากระทบต่อการครองชีพของผู้อยู่อาศัย
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจาก กสม.
สืบเนื่องจากปัญหาคนจนเมืองไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิ ทาง กสม. จึงมีข้อเสนอดังนี้
- รัฐบาลควรเร่งรัดให้ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) การเคหะแห่งชาติ (กคช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่งเสริมให้คนจนเมืองได้เข้าถึงที่อยู่อาศัย ที่มั่นคง เพียงพอ และปลอดภัยในราคาที่สามารถจ่ายได้ พร้อมจัดสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็น และเพียงพอต่อการดำรงชีวิตอย่างเหมาะสม
- รัฐเร่งปรับสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยแก่คนในชุมชน รวมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนและชุมชนเป็นผู้มีบทบาทหลักในกระบวนการพัฒนา ที่อยู่อาศัย และแก้ไขปัญหาความไม่มั่นคงในด้านต่าง ๆ ของชุมชน
- รัฐบาล โดย พม. พอช. กคช. ควรออกแบบและพัฒนาที่อยู่อาศัยและชุมชนโดยคำนึงถึงความต้องการของผู้สูงอายุ เด็ก ผู้หญิง และคนพิการสามารถใช้งานได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัย รวมทั้งการเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ
- รัฐบาลควรเร่งรัดให้ รฟท. จัดทำสัญญาเช่าที่ดินให้กับชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างทางรถไฟ จัดทำสัญญาเช่าที่เป็นธรรมร่วมกับผู้เช่า และพัฒนาพื้นที่ด้านสาธารณูปโภคชั้นพื้นฐานให้แล้วเสร็จโดยเร็ว นอกจากนี้ควรนำที่ดินของหน่วยงาน เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)
การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) กรมธนารักษ์มาพัฒนาเป็นโครงการที่อยู่อาศัยและที่ทำกินสำหรับผู้มีรายได้น้อย - รัฐบาล โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ สำนักงานการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง และ พม. ควรจัดทำฐานข้อมูลของคนจนเมือง คนไร้บ้านและคนไร้ที่พึ่ง เพื่อเก็บข้อมูลทางสถิติโดยจำแนกเพศประเภท ข้อท้าทาย ปัญหาอุปสรรค และความต้องการความช่วยเหลือ เพื่อคัดกรองสถานะของผู้ที่มีสิทธิได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่สอดคล้องกับสถานการณ์ของคนจนให้สามารถแก้ไขปัญหาของกลุ่มคนจนเมืองได้อย่างครอบคลุมในทุกมิติ
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- ทางออกเชิงนโยบายแก้ปัญหา ‘คนจนเมือง’
- นโยบายแก้จน ต้องไม่ใช่แค่หวังผลสำเร็จทางเศรษฐกิจ
- ครึ่งทศวรรษคนจนเมือง: ไขปริศนาความจน สู่สังคมเท่าเทียม




