ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความรุนแรงในโรงเรียนกำลังเป็นปัญหาที่สังคมไทยต้องเผชิญ ตั้งแต่เหตุการณ์ “ม.3 กราดยิงครูและนักเรียน” ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ไปจนถึงปัญหาการกลั่นแกล้ง การคุกคาม และการเผยแพร่เนื้อหารุนแรงในโลกออนไลน์
แน่นอนว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นมาจากหลายปัจจัย แต่ โลกออนไลน์และโซเชียลมีเดียกำลังมีบทบาทในการขยายความเสี่ยงต่อเด็กและเยาวชนมากขึ้นหรือไม่
ขณะที่เด็กไทยเริ่มเข้าถึงสมาร์ตโฟนและโซเชียลมีเดียตั้งแต่อายุน้อย หลายประเทศทั่วโลกกำลังขยับมาตรการเพื่อปกป้องเด็ก ทั้งการจำกัดอายุผู้ใช้งาน การตรวจสอบอายุ การกำกับแพลตฟอร์ม ไปจนถึงการออกแบบระบบให้ปลอดภัยสำหรับเด็ก
อินโดนีเซียเลือกจำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี สิงคโปร์กำลังศึกษาการกำกับฟีเจอร์และการออกแบบแพลตฟอร์ม ขณะที่ญี่ปุ่นกำลังพิจารณาระบบคัดกรองอายุ
แล้วประเทศไทยกำลังเดินไปทางไหน?
คำถามจึงใหญ่ขึ้นว่า ถึงเวลาหรือยังที่ประเทศไทยต้องมีกฎหมายคุ้มครองเด็กบนโลกออนไลน์หรือการสร้างทักษะรู้เท่าทันสื่อและการกำกับแพลตฟอร์มที่เข้มข้นขึ้นอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า?
เพราะโจทย์ไม่ได้มีเพียงว่า “จะห้ามเด็กใช้โซเชียลหรือไม่” แต่คือ จะทำอย่างไรให้เด็กไทยเติบโตในโลกดิจิทัลได้อย่างปลอดภัย โดยไม่ถูกตัดออกจากโอกาสในการเรียนรู้ของโลกยุคใหม่
ขณะที่ประเด็น Social Media, Screen Time และคลิปวิดีโอสั้นกำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของระบบการศึกษาไทย ต่อความกังวลถึงผลกระทบต่อสมาธิ ความสามารถในการจดจ่อ การเรียนรู้เชิงลึก และพัฒนาการของเด็ก โดยเฉพาะในช่วงวัยที่สมองยังอยู่ระหว่างการพัฒนา
ที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการกำลังเตรียมออกแนวปฏิบัติเรื่อง Screen Time ตามช่วงวัย พร้อมผลักดันมาตรการ Age Verification, Safe Mode และ Digital Literacy แต่ยังไม่ได้เสนอการจำกัดอายุการใช้โซเชียลมีเดียในระดับกฎหมาย
ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศให้เรื่องนี้เป็น “วาระเร่งด่วน” พร้อมเตรียมออกแนวปฏิบัติระดับชาติ โดยย้ำว่าการแก้ปัญหาไม่ควรจบลงด้วยการห้ามใช้เทคโนโลยี แต่ต้องสร้างสมดุลระหว่าง “การปกป้องเด็ก” กับ “การเตรียมเด็กให้พร้อมสำหรับโลกดิจิทัล”
ศธ.วาง 3 แนวทาง รับมือเด็กยุคหน้าจอ
ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ระบุว่า กระทรวงรับฟังความกังวลของผู้ปกครอง ครู และสังคมต่อการใช้โซเชียลมีเดียของเด็กอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการเสพคอนเทนต์ที่มีการกระตุ้นอย่างรวดเร็วต่อเนื่อง เช่น คลิปวิดีโอสั้น ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับสมาธิและการเรียนรู้ของเด็ก
อย่างไรไรก็ตาม กระทรวงมองว่าปัญหานี้ไม่ควรถูกโยนความรับผิดชอบให้เด็กหรือแพลตฟอร์มใดเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นความท้าทายร่วมของโลกดิจิทัลที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากครอบครัว โรงเรียน ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม
แนวทางของกระทรวงศึกษาธิการจึงแบ่งออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่
- การปกป้องและคุ้มครองเด็กในช่วงวัยที่เปราะบาง
- การสร้าง “สุขภาวะดิจิทัล” หรือ Digital Well-being เพื่อให้เด็กใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม
- การพัฒนาทักษะ Digital Literacy และ AI Literacy เพื่อให้เด็กสามารถใช้เทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทันและพร้อมรับโลกอนาคต
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนว่า รัฐบาลไทยยังไม่ได้เลือกแนวทาง “ห้ามโซเชียลมีเดีย” แต่กำลังพยายามออกแบบระบบกำกับดูแลที่ให้ความสำคัญกับอายุ ความเสี่ยง และทักษะของเด็กไปพร้อมกัน
เตรียมกำหนด Screen Time ตามวัย
มาตรการเร่งด่วนที่กระทรวงศึกษาธิการเตรียมดำเนินการคือ การจัดทำแนวปฏิบัติเรื่อง Screen Time ตามช่วงวัย โดยจะอ้างอิงข้อมูลทางการแพทย์และงานวิชาการ เพื่อให้ผู้ปกครองและโรงเรียนมีกรอบอ้างอิงร่วมกัน แทนการกำหนดเวลาใช้หน้าจอจากความเห็นส่วนบุคคล
- ภายใน 3 เดือน ทุกโรงเรียนจะต้องมีแนวทางการใช้โทรศัพท์มือถือที่ชัดเจน และสื่อสารกับผู้ปกครองอย่างเป็นระบบ
- ขณะที่ช่วง 3–6 เดือน กระทรวงเตรียมพัฒนาระบบดูแลและเฝ้าระวังเด็กกลุ่มเสี่ยง เชื่อมโยงกับหน่วยงานด้านสุขภาพจิต รวมถึงจัดทำสื่อความรู้สำหรับผู้ปกครองทั่วประเทศ
- ส่วนระยะ 6–12 เดือนขึ้นไป จะผลักดัน AI Literacy และการรู้เท่าทันสื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ในทุกช่วงวัย พร้อมเปิดการหารือกับแพลตฟอร์มออนไลน์ถึงความรับผิดชอบต่อเด็กและเยาวชน
นั่นหมายความว่าโจทย์ของกระทรวงศึกษาธิการไม่ได้อยู่ที่การลดเวลาหน้าจอเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการเปลี่ยนจากการถามว่า “เด็กใช้หน้าจอนานเกินไปหรือไม่” ไปสู่คำถามว่า “เด็กใช้หน้าจอเพื่ออะไร และมีทักษะเพียงพอที่จะรับมือกับสิ่งที่พบหรือไม่” แต่จะเพียงพอหรือไม่ หากเป็นแค่ประกาศ
จาก Screen Time สู่ Online Safety
อีกด้านหนึ่งที่กระทรวงให้ความสำคัญคือความปลอดภัยบนโลกออนไลน์ เพราะเด็กสามารถเข้าถึงเนื้อหารุนแรง สื่อลามก การล่อลวง และบุคคลแปลกหน้าได้ง่ายขึ้น
กระทรวงศึกษาธิการเตรียมเชื่อมระบบคุ้มครองเด็กเข้ากับศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ พร้อมหารือกับแพลตฟอร์มเพื่อผลักดันมาตรการอย่าง Age Verification และ Safe Mode สำหรับผู้ใช้อายุน้อย
ขณะเดียวกัน จะบูรณาการการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กรมสอบสวนคดีพิเศษ และ ETDA เพื่อจัดการกับผู้เผยแพร่เนื้อหาอันตรายที่มุ่งเป้าไปยังเด็กและเยาวชน
โจทย์สำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงที่ “เด็กควรใช้โทรศัพท์กี่ชั่วโมง” แต่รวมถึงคำถามว่าแพลตฟอร์มควรออกแบบระบบอย่างไร เพื่อไม่ให้เด็กถูกผลักเข้าสู่เนื้อหาที่ไม่เหมาะสม หรือถูกดึงเข้าสู่วงจรการใช้งานที่มากเกินไป
อินโดนีเซียเลือก “ห้ามต่ำกว่า 16 ปี”
ขณะที่ไทยกำลังออกแบบแนวทางกำกับดูแล หลายประเทศเริ่มขยับมาตรการให้เข้มข้นขึ้น โดยอินโดนีเซียถือเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่กำหนดมาตรการห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีเข้าถึงแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย โดยเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2568
มาตรการครอบคลุมแพลตฟอร์มอย่าง YouTube, TikTok, Facebook, Instagram, Threads, X, Bigo Live และ Roblox โดยรัฐบาลอินโดนีเซียกำหนดให้แพลตฟอร์มต้องดำเนินมาตรการป้องกันไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีเข้าถึงบริการที่อยู่ภายใต้กฎหมาย
Meutya Hafid รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสารและกิจการดิจิทัลของอินโดนีเซีย ยืนยันว่าไม่มีข้อยกเว้นสำหรับธุรกิจที่ดำเนินงานในประเทศ และแพลตฟอร์มต้องปฏิบัติตามกฎหมายอินโดนีเซีย
รัฐบาลอินโดนีเซียประเมินว่ามาตรการดังกล่าวจะครอบคลุมเด็กประมาณ 70 ล้านคน จากประชากรราว 280 ล้านคนของประเทศ โดยการพิจารณาว่าแพลตฟอร์มใดมีความเสี่ยงจะคำนึงถึงหลายปัจจัย ตั้งแต่ความง่ายในการเข้าถึง การติดต่อกับคนแปลกหน้า ความเสี่ยงจากเนื้อหารุนแรง ไปจนถึงการหลอกลวงและการแสวงหาประโยชน์จากเด็ก
เหตุผลสำคัญของมาตรการนี้มาจากความกังวลเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพจิต โดย Diena Haryana ผู้ก่อตั้ง Semai Jiwa Amini Foundation หรือ SEJIWA ซึ่งทำงานด้านความปลอดภัยและการคุ้มครองเด็กออนไลน์ ระบุว่า งานศึกษาหลายชิ้นชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างการใช้โซเชียลมีเดียกับปัญหาความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า
อย่างไรก็ตาม เธอมองว่าเป้าหมายไม่ควรเป็นการปิดกั้นเทคโนโลยีทั้งหมด เพราะแพลตฟอร์มออนไลน์ยังเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้และเปิดโลกของเด็ก สิ่งสำคัญคือเด็กต้องได้รับการเรียนรู้ว่าเทคโนโลยีควรใช้เมื่อใด ใช้อย่างไร และต้องมีผู้ใหญ่คอยให้คำแนะนำ
สิงคโปร์ยังไม่แบน แต่หันไปจัดการ “การออกแบบแพลตฟอร์ม”
สิงคโปร์เลือกแนวทางที่แตกต่างออกไป แม้รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับปัญหาความปลอดภัยและการเสพติดออนไลน์ แต่ยังไม่มีมาตรการแบนโซเชียลมีเดียสำหรับวัยรุ่น
รัฐบาลกำลังศึกษาผลกระทบของการใช้โซเชียลมีเดียและหารือกับบริษัทแพลตฟอร์มเพื่อยกระดับมาตรการความปลอดภัย โดยมีแนวคิดว่าการกำกับดูแลอาจต้องแตกต่างกันไปในแต่ละแพลตฟอร์ม เพราะรูปแบบการใช้งานและความเสี่ยงไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด
ข้อกังวลสำคัญอยู่ที่ฟีเจอร์ของแพลตฟอร์ม เช่น ระบบแนะนำข่าวหรือวิดีโอแบบอัตโนมัติ ซึ่งอาจทำให้ผู้ใช้ดูเนื้อหาต่อเนื่องเป็นเวลานาน ขณะที่ระบบส่งข้อความโดยตรงอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ การติดต่อจากคนแปลกหน้า หรือการเข้าถึงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม
Ong Ye Kung รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ ระบุว่า รายงานการศึกษาผลกระทบของโซเชียลมีเดียต่อเยาวชนกำลังอยู่ในขั้นตอนสุดท้าย และรัฐบาลกำลังหารือร่วมกับหลายกระทรวง
แนวคิดของสิงคโปร์จึงน่าสนใจตรงที่ไม่ได้มองว่าทางออกมีเพียง “แบนหรือไม่แบน” แต่พิจารณาไปถึงการปรับเปลี่ยนฟีเจอร์และการออกแบบแพลตฟอร์มที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อเด็ก
ญี่ปุ่นจับตาอายุผู้ใช้ หลังภัยออนไลน์เพิ่มขึ้น
ญี่ปุ่นเป็นอีกประเทศที่กำลังพิจารณามาตรการจำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็กและเยาวชน โดยรัฐบาลกำลังศึกษาแนวทางให้แพลตฟอร์มติดตั้งระบบคัดกรองอายุเป็นค่าเริ่มต้น หรือ Default
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนเห็นว่า การกำหนดอายุขั้นต่ำเพียงเกณฑ์เดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะแต่ละแพลตฟอร์มมีรูปแบบการใช้งานและความเสี่ยงแตกต่างกัน
ข้อมูลของรัฐบาลญี่ปุ่นพบว่า เยาวชนใช้เวลาเกือบ 70 นาทีต่อวันกับโซเชียลมีเดียในวันธรรมดา สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประชากรโดยรวมเกือบสองเท่า ขณะที่นักจิตวิทยาบางส่วนเชื่อมโยงการใช้โซเชียลมีเดียกับปัญหาการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ ภาพลักษณ์ร่างกายผิดปกติ พฤติกรรมการกินผิดปกติ และปัญหาสุขภาพจิต
ข้อมูลจากกระทรวงศึกษาธิการญี่ปุ่นยังระบุว่า ในปี 2567 มีรายงานกรณีการหมิ่นประมาท การล่วงละเมิด หรือประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ผ่านคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือมากกว่า 27,000 กรณี สะท้อนว่าความเสี่ยงจากโลกออนไลน์กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ไทยอยู่ตรงไหนในสมการ “ห้ามใช้–กำกับ–สร้างทักษะ”
เมื่อเปรียบเทียบแนวทางของแต่ละประเทศ จะเห็นได้ว่าโลกกำลังทดลองหลายรูปแบบในการรับมือปัญหาเดียวกัน โดย อินโดนีเซียเลือกมาตรการที่เข้มที่สุดด้วยการจำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ขณะที่สิงคโปร์กำลังศึกษาการกำกับดูแลแพลตฟอร์มและฟีเจอร์ที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยง ส่วนญี่ปุ่นกำลังพิจารณาระบบคัดกรองอายุและมาตรการที่เหมาะสมกับแต่ละแพลตฟอร์ม
สำหรับไทย กระทรวงศึกษาธิการยังไม่ได้เสนอการแบนโซเชียลมีเดีย แต่กำลังวางกรอบที่ประกอบด้วยการกำหนด Screen Time ตามวัย การควบคุมการใช้โทรศัพท์ในโรงเรียน การเฝ้าระวังเด็กกลุ่มเสี่ยง การยกระดับความปลอดภัยออนไลน์ และการพัฒนา Digital Literacy กับ AI Literacy
ความท้าทายจึงอยู่ที่การทำให้มาตรการเหล่านี้ไม่กลายเป็นเพียง “กฎห้ามใช้โทรศัพท์” แต่ต้องสร้างระบบนิเวศที่ทำให้เด็กสามารถอยู่กับเทคโนโลยีได้อย่างปลอดภัย เพราะในโลกที่ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลกำลังกลายเป็นทักษะพื้นฐานของการเรียนและการทำงาน การตัดเด็กออกจากโลกออนไลน์ทั้งหมดอาจไม่ใช่คำตอบ ขณะเดียวกัน การปล่อยให้เด็กเรียนรู้ทุกอย่างจากแพลตฟอร์มโดยไม่มีหลักประกันด้านความปลอดภัยก็ไม่ใช่ทางออกเช่นกัน
โจทย์ของประเทศไทยจึงอยู่ตรงกลางระหว่างสองด้าน คือ “ปกป้องเด็กจากเทคโนโลยีที่อาจเป็นอันตราย” และ “เตรียมเด็กให้ใช้เทคโนโลยีได้อย่างรู้เท่าทัน” และคำถามคือ ถึงเวลาที่ไทยจะต้องมีกฎหมายคุ้มครองเด็กบนโลกออนไลน์หรือไม่ และอย่างไร
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




