หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนา (องค์กรมหาชน) กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดทำรายงานสถานการณ์ความยากจนในประเทศไทย (พื้นที่ 20 จังหวัด) ด้วยการสนับสนุนสถาบันวิชาการหลายแห่งพัฒนาชุดความรู้เพื่อแก้ปัญหาความยากจนในพื้นที่นำร่อง 20 จังหวัด
โครงการวิจัยนี้มองว่า “ภัยพิบัติ” ในฐานะปัจจัยร่วมของความยากจนและความเปราะบางในพื้นที่ จึงได้ขยายกรอบการดำเนินงานให้ครอบคลุมการบริหารจัดการภัยพิบัติ โดยเชื่อมโยงฐานข้อมูลภูมิอากาศและระบบรายงานภัยพิบัติในชุมชน เพื่อให้สามารถเตือนภัยและประเมินผลกระทบต่อครัวเรือนได้อย่างทันท่วงที ถือเป็นการพัฒนาระบบข้อมูลเพื่อความมั่นคงของชีวิตควบคู่กับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
ดังนั้น คณะผู้วิจัยจากสถาบันวิชาการอันมีที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อภัยพิบัติจึงดำเนินงานวิจัยตลอดระยะเวลาที่มิได้เป็นเพียงการวิจัยเพื่อแก้ปัญหาความยากจนเท่านั้น แต่ยังสร้าง “ระบบนิเวศแห่งข้อมูลและความร่วมมือ” ที่เชื่อมโยงมหาวิทยาลัย ภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อสร้างฐานการพัฒนาที่ยั่งยืน พัฒนาระบบการบริหารจัดการภัยพิบัติแบบบูรณาการ 3 ระยะ (ก่อนเกิด ระหว่างเกิด และฟื้นฟู) ด้วยองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ เพื่อช่วยเหลือครัวเรือนยากจน

ในระหว่างปี 2567-2568 สถานการณ์ความยากจนในประเทศไทยรุนแรงขึ้น จากผลกระทบจากการแพร่ระบาดโควิด-19 ในช่วงปี 2563-2564 และต่อมาเกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐสาสตร์และเกิดภัยพิบัติรุนแรงในหลายพื้นที่
แม้ว่าปัญหาความยากจน เกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ระดับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมไปจนถึงเรื่องผลกระทบจากอุบัติเหตุในชีวิตประจำวัน แต่ภัยพิบัติก็เป็นสาเหตุสำคัญทำให้ผู้ได้รับผลกระทบเข้าสู่ “วัฏจักรความยากจน”
โดยเฉพาะจากภัยพิบัติในพื้นที่ 20 จังหวัดเป้าหมายในการขับเคลื่อนงานแก้ไขปัญหาความยากจน พบว่าทุนมนุษย์ที่ส่วนใหญ่ไม่มีทักษะอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ ทุนกายภาพที่ไม่มีที่ทำกินทางการเกษตร ทุนทางสังคมที่ไม่มีการช่วยเหลือกันในชุมชน และทุนธรรมชาติที่ 129,825 ครัวเรือนมีบ้านพักอาศัยอยู่ในพื้นที่ภัยพิบัติ และ 65,762 ครัวเรือนที่ทำกินในพื้นที่ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และบางส่วนอยู่ในพื้นที่ภัยพิบัติความไม่สงบ ทำให้ประชาชนที่อยู่ในกลุ่มที่มีความยากจน ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติรุนแรง ยากต่อการเตรียมการรับมือ และการฟื้นตัวได้ช้ากว่าคนทั่วไป
เมื่อพิจารณาความเปราะบางของครัวเรือนยากจนต่อภัยพิบัติ ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็น สภาวะ Shocks จากภายนอกที่ส่งผลกระทบกับคนจนทางด้านเศรษฐกิจ ด้านกายภาพและสิ่งแวดล้อม ด้านสังคมและการเข้าถึงทรัพยากร และการฟื้นตัวหลังภัยพิบัติ
ข้อค้นพบจากงานวิจัย ดังนี้
1) ด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากคนจนมีรายได้น้อย ทำให้ไม่มีเงินสำรองหรือประกันภัย ที่ทำให้รับมือไม่ได้เมื่อบ้านหรืออาชีพเสียหาย การประกอบอาชีพส่วนใหญ่เป็นการพึ่งพิงธรรมชาติ เช่น เกษตรกร ประมง แรงงานนอกระบบ เป็นต้น ซึ่งกลุ่มอาชีพดังกล่าวได้รับผลกระทบโดยตรงจากภัยพิบัติน้ำท่วม ภัยแล้ง ตลอดจนภัยสงคราม ส่วนการไม่มีเงินลงทุนในการป้องกัน ทำให้ไม่สามารถสร้างบ้านที่แข็งแรงหรือย้ายไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยได้ ดังนั้นเมื่อเกิดภัยพิบัติกับครัวเรือนยากจน วัฏจักรความยากจนจะหมุนเร็วขึ้น เพราะคนจนไม่มีเงินออมสำรอง
2) ด้านกายภาพและสิ่งแวดล้อม ที่พักอาศัยของคนจนส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย เช่น ริมแม่น้ำ ชายฝั่ง ที่ราบลุ่ม พื้นที่แห้งแล้ง พื้นที่สาธารณประโยชน์ หรือเขตชุมชนแออัด เป็นต้น ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวมักมีระบบสาธารณูปโภคที่ไม่พร้อม เช่น ไม่มีระบบระบายน้ำ ถนน หรือโครงสร้างพื้นฐานที่ทนทานต่อภัยพิบัติ เป็นต้น รวมทั้งที่อยู่อาศัยไม่มั่นคง เนื่องจากบ้านสร้างจากวัสดุราคาถูก พังง่ายเมื่อเกิดน้ำท่วมหรือพายุ
3) ด้านสังคมและการเข้าถึงทรัพยากร คนจนมีข้อจำกัดในการเข้าถึงเทคโนโลยี ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงระบบเตือนภัยที่มีอยู่ปัจจุบันได้ โดยการเข้าถึงข้อมูลเตือนภัยน้อย ทำให้ขาดการสื่อสารหรือความรู้เรื่องการเตรียมตัวรับมือภัยพิบัติ รวมทั้งการเข้าถึงความช่วยเหลือช้า เนื่องจากส่วนงานที่ให้ความช่วยเหลือเข้าถึงชุมชนยากจนในช่วงเกิดภัยพิบัติได้ยากลำบากกว่าพื้นที่ทั่วไป นอกจากนี้คนจนมักขาดอำนาจต่อรองทางสังคม ทำให้ขาดโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากร และขาดการได้รับการช่วยเหลือจากส่วนต่าง ๆ ได้
4) ด้านการฟื้นตัวหลังภัยพิบัติ คนจนไม่มีเงินทุนในการฟื้นฟูที่อยู่อาศัย ไม่สามารถซ่อมบ้าน ฟื้นฟูอาชีพ หรือกลับมาทำงานได้เร็ว ทำให้ต้องกู้เงินหรือขายทรัพย์สินเพื่อฟื้นฟูที่อยู่อาศัย จนเกิดหนี้สิน และทำให้ความยากจนรุนแรงกว่าเดิม รวมทั้งการสูญเสียโอกาสทางการประกอบอาชีพและการศึกษา ซึ่งเด็กอาจต้องออกจากโรงเรียน หรือคนในครอบครัวต้องย้ายถิ่นฐานมากขึ้น
ผลกระทบของภัยพิบัติต่อความยากจน
ภัยพิบัติส่งผลให้คนยากจนยิ่งจนลงอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ซึ่งภัยพิบัติสร้างความสูญเสียทั้งบ้านเรือน โครงสร้างพื้นฐาน และแหล่งรายได้ ทำให้ผู้คนต้องพลัดถิ่น สูญเสียอาชีพ และไม่สามารถหลุดพ้นจากความยากจนได้ เนื่องจากขาดความสามารถในการฟื้นตัวและรับมือกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นส่งผลต่อความยากจน ดังนี้
1) ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ ภัยพิบัติมักทำให้คนจนหรือผู้มีรายได้น้อยสูญเสียสิ่งที่มีอยู่น้อยอยู่แล้วเสียหายทั้งหมด แบ่งเป็นการสูญเสียรายได้และทรัพย์สิน เช่น บ้านเรือน พื้นที่เกษตร รวมทั้งเครื่องมือทำกิน หหนี้สินเพิ่มขึ้น เพราะต้องกู้เงินเพื่อซ่อมแซมหรือเริ่มต้นใหม่ ต้นทุนชีวิตสูงขึ้น ราคาสินค้าพื้นฐาน เช่น อาหาร น้ำสะอาด และที่อยู่อาศัยมักพุ่งสูงหลังเกิดภัยพิบัติ รวมทั้งการสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจระยะยาว เช่น ผู้ว่าจ้างหยุดกิจการ พื้นที่เกษตรเสื่อมโทรม ทำให้ไม่มีรายได้ยั่งยืน
2) ผลกระทบด้านสังคม ภัยพิบัติกระทบต่อโครงสร้างครอบครัวและชุมชน ทำให้ความเหลื่อมล้ำรุนแรงขึ้น ทำให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษา เพราะครอบครัวไม่มีเงินหรือโรงเรียนได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติ เกิดการย้ายถิ่นฐาน ชุมชนล่มสลาย ทำให้ย้ายจากพื้นที่น้ำท่วมไปทำงานในเมือง การเข้าถึงสวัสดิการลดลง การรักษาพยาบาลหรือสวัสดิการรัฐอาจชะงัก รวมทั้งเพิ่มความเปราะบางของกลุ่มอ่อนไหว ทั้งผู้สูงอายุ ผู้หญิง เด็ก และคนพิการ จนทำให้เกิดความสูญเสียชีวิตในช่วงภัยพิบัติได้
3) ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร เนื่องจากทรัพยากรธรรมชาติที่คนจนพึ่งพาเสื่อมโทรม เช่น ทรัพยากรดินที่ขาดความอุดมสมบูรณ์ การเข้าถึงแหล่งน้ำที่ไม่เพียงพอกับความต้องการ ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรป่าไม้และชายฝั่ง รวมทั้งทรัพยากรสัตว์น้ำที่ลดลง ทำให้การเข้าถึงของคนจนลำบากยิ่งขึ้น รวมทั้งพื้นที่ทำกินที่ลดลงเนื่องจากได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ
4) ผลกระทบด้านจิตใจและสุขภาพ การสูญเสียทรัพย์สินหรือคนในครอบครัวทำให้คนจนเกิดความเครียดและภาวะซึมเศร้า สุขภาพทรุดโทรม จากน้ำสกปรก โรคระบาด หรือขาดอาหาร จนทำให้ลดทอนความมั่นใจและศักยภาพในการฟื้นตัว ทำให้ความยากจนอาจดำรงอยู่นานขึ้น
วงจรภัยพิบัติกับความยากจน
วงจรภัยพิบัติกับความยากจน เป็นวงจรที่คนจนมีความเปราะบางต่อภัยพิบัติสูง เมื่อภัยพิบัติเกิดขึ้นก็ได้รับผลกระทบรุนแรง ทำให้ยิ่งยากจนลง และเมื่อยากจนลงก็ยิ่งขาดความสามารถในการป้องกันหรือฟื้นตัวจากภัยพิบัติครั้งต่อไป วนซ้ำเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ
วงจรภัยพิบัติกับความยากจน หากเกิดขึ้นแล้วทำให้ความเสียหายจึงรุนแรงกว่าคนทั่วไป เกิดความยากจนลึกขึ้น ฟื้นตัวได้ยาก ตลอดจนความสามารถในการฟื้นฟูลดลง ซึ่งการยิ่งยากจนลง ยิ่งเสี่ยงต่อภัยพิบัติในอนาคต หากภัยพิบัติรอบต่อไปเกิดขึ้น ผลกระทบจะยิ่งรุนแรงกว่าเดิม
ผลการวิเคราะห์ความยากจนจากทุนธรรมชาติในพื้นที่ 12 จังหวัดในพื้นที่ภัยพิบัติ และ 5 จังหวัดในพื้นที่ภัยพิบัติความมั่นคงจากภาวะสงคราม (พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา) พบว่า บ้านพักอาศัยอยู่ในพื้นที่ภัยพิบัติ 45% ของครัวเรือนยากจนทั้งหมด ที่ดินทำกินอยู่ในพื้นที่ภัยพิบัติทางธรรมชาติ 23% ของครัวเรือนยากจนทั้งหมด ส่งผลกระทบต่อระบบการผลิตการเกษตร และระบบการเงิน
คนในพื้นที่ภัยพิบัติพื้นที่ความไม่สงบ (ไทย-กัมพูชา) จะกลายเป็นคนจน (กลุ่มคนจนเหนือเส้นความยากจนเล็กน้อย) ไม่มีงาน ไม่มีรายได้ มีหนี้สินเพิ่ม 20% ของครัวเรือนยากจนทั้งหมด
ภัยพิบัติ (โดยเฉพาะอุทกภัยซ้ำซาก) เป็นปัจจัยหลักที่เร่งและตอกย้ำวงจรความยากจน เนื่องจากทำลายทุนในการดำรงชีวิต แหล่งทำกิน ระบบการผลิตเกษตรกรรม ทรัพย์สิน เครื่องมือทำมาหากิน และโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้ครัวเรือนยากจนที่มีภูมิคุ้มกันต่ำอยู่แล้วกลับไปยากจนรุนแรงขึ้นและฟื้นตัวได้ยากกว่ากลุ่มอื่น ทำให้การฟื้นตัวของชุมชนล่าช้าและต้องพึ่งพาการช่วยเหลือจากภายนอกอย่างต่อเนื่อง
ข้อเสนอการจัดการและลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ
การจัดการภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพ ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ท้องถิ่น วิชาการ เอกชน และประชาชน โดยมีการเชื่อมโยงจากระดับชาติสู่ระดับพื้นที่อย่างเป็นระบบ รวมทั้งการเชื่อมโยงจากระดับพื้นที่สู่กลไกระดับนโยบายเช่นกัน เพื่อให้การรับมือภัยพิบัติครอบคลุมทุกด้าน ทั้งการเตรียมพร้อม การตอบสนอง การฟื้นฟู และการป้องกัน โดยมีแนวทางการจัดการด้วยการเตรียมพร้อมรับมือของชุมชน บทบาทรัฐ องค์กร ภาคประชาสังคม และสถาบันวิชาการในพื้นที่ และการใช้เทคโนโลยีเตือนภัย
นอกจากนี้ การส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็งจากการขับเคลื่อนงานแก้จนกับงานการจัดการภัยพิบัติของสถาบันวิชาการในพื้นที่เป้าหมาย ทั้งกลุ่มพื้นที่ที่มีความยากจนมากที่สุดและพื้นที่ประสบภัยพิบัติซ้ำซาก เพื่อสร้างกลไกแสวงหาชุดความรู้สำหรับเป็นเข็มทิศนำทางในการบริหารจัดการภัยพิบัติทุกรูปแบบได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และมีประสิทธิภาพสูงสุด
การบูรณาการเชื่อมโยงความร่วมมือในการปฏิบัติงานกับภาคีทุกภาคส่วน และสามารถลดความเสี่ยงของคนจนให้เตรียมความพร้อมรับมือ มีระบบ ปรับตัว ข้อมูลดิจิทัลแก้ปัญหาน้ำท่วม สู่การฟื้นฟูกลับมาให้สู่สภาวะปกติได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งการพัฒนานวัตกรรมโมเดลแก้จน เร่งด่วนจากผลกระทบภัยพิบัติ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง กลุ่มเกษตรกรยากจน ครัวเรือนยากจน เพื่อให้สามารถพร้อมรับ ปรับตัว ต่อภัยพิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ ลดปัญหาความยากจน ในพื้นที่ 12 จังหวัดจาก 10 สถาบันวิชาการ
ภายใต้แพลตฟอร์มการจัดการภัยพิบัติตามองค์ประกอบสำคัญใน 5 ประการ มีข้อค้นพบ ดังนี้
1) การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจในการแก้ปัญหาความยากจน โดยการเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลระดับพื้นที่และส่วนกลาง การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นฐานในการวิเคราะห์และตัดสินใจ เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำประกอบไปด้วยข้อมูลพื้นฐานหรือฐานข้อมูลภัยพิบัติเดิม ผสานกับข้อมูลใหม่จากเหตุการณ์เชิงพื้นที่นำมาบูรณาการเป็นชั้นข้อมูลปรับซ้อนกันได้อย่างเป็นระบบเพื่อเป็นฐานต่อการสนับสนุนการตัดสินใจในระดับพื้นที่ได้
- ระบบข้อมูลบูรณาการ: เชื่อมโยงฐานข้อมูลภัยพิบัติเข้ากับฐานข้อมูลครัวเรือนยากจน (TPMAP และ PPPConnext) เพื่อระบุ พิกัดบ้านกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ป่วยติดเตียง หญิงหม้าย และคนพิการ ทำให้สามารถอพยพและช่วยเหลือได้เป็นลำดับแรก
- แพลตฟอร์มสารสนเทศ: บูรณาการแพลตฟอร์มรายงานสภาพอากาศร่วมกับระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) เพื่อพยากรณ์และเฝ้าระวังมวลน้ำ
- แผนที่ชุมชนแบบมีส่วนร่วม (Pin the Risk): ให้คนในชุมชนร่วมปักหมุดจุดเสี่ยง พื้นที่น้ำท่วมขัง และเส้นทางอพยพผ่าน Google Earth เพื่อสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของข้อมูล และเตรียมรับมือได้อย่างถูกต้อง
2) ระบบการจัดการภัยพิบัติและการเตรียมชุมชน ตามแนวทางของการบริหารจัดการภัยพิบัติ 3 ระยะ การดำเนินงานครอบคลุมวงจรภัยพิบัติเพื่อลดความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สิน
- ระยะก่อนเกิดภัย (Preparation): เน้นการจัดเก็บข้อมูลโครงสร้างพื้นฐาน ความพร้อมและความจุของแต่ละศูนย์พักพิง เพื่อเตรียมความพร้อมในการอพยพ
- ระยะระหว่างเกิดภัย (Response): เมื่อเกิดเหตุจะมีระบบ ลงทะเบียนผู้อพยพ เพื่อการช่วยเหลือที่มีประสิทธิภาพ มีการจัดตั้ง ครัวกลาง สนับสนุนอาหาร ยา ถุงยังชีพ และบริการด้านจิตบำบัดสำหรับผู้ประสบภัยและกลุ่มเปราะบาง
- ระยะฟื้นฟูหลังภัยพิบัติ (Recovery): ติดตามผู้ประสบภัยหลังออกจากศูนย์เพื่อเสริมสร้างการฟื้นฟูด้านอาชีพ และจัดฝึกอบรมถอดบทเรียนการจัดการภัยน้ำท่วม ผ่านเครือข่ายนักจัดการเชิงพื้นที่ (Area Development Manager: ADM) เพื่อเตรียมรับมือในอนาคต
3) ระบบการสื่อสารภัยพิบัติ เน้นการสื่อสารทั้ง 3 ระยะอย่างเป็นระบบ สร้างกระบวนการเรียนรู้เชิงประจักษ์และเข้าใจและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่เสี่ยงได้ด้วยการพัฒนาทุนมนุษย์
- การเพิ่มศักยภาพนักจัดการเชิงพื้นที่ (ADM): พัฒนาอาสาสมัครให้มีความรู้ในการใช้เทคโนโลยีเฝ้าระวังภัยและประสานงานความช่วยเหลือในระดับตำบล เพื่อเป็นแกนกลางในชุมชนในการบริหารจัดการวิกฤตและเชื่อมโยงความช่วยเหลือ
- พัฒนาทักษะกู้ภัยชุมชน: ฝึกอาสาสมัครในทักษะเฉพาะด้าน เช่น การขับเรือกู้ภัย การใช้เงื่อนเชือก และการเคลื่อนย้ายกลุ่มเปราะบางในสถานการณ์วิกฤต
4) พัฒนากลไกชุมชนในการจัดการภัยพิบัติ โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนและท้องถิ่นเป็นศูนย์กลาง ปัจจัยสำคัญในความไม่พร้อมรับมือกับภาวะเสี่ยงภัย คือ ชุมชนขาดการเตรียมความพร้อม การสื่อสาร และการส่งต่อความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับภัยพิบัติน้ำท่วมเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ต้องเผชิญกับภาวะฉุกเฉินตั้งแต่ก่อนเกิดภัยพิบัติ และระหว่างภัยพิบัติ การขาดการมีส่วนร่วมในพื้นที่ โดยคนในพื้นที่เองไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกลไก และการมีส่วนร่วมในการรับมือภัยพิบัติ ผู้นำบางคนไม่ได้ให้ความสำคัญกับบทบาทของชาวบ้านในพื้นที่
ชาวบ้านเองมองว่าการจัดการภัยพิบัติเป็นเรื่องของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือไม่เกี่ยวข้องกับตนเอง กลุ่มจิตอาสาในพื้นที่ในการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ การเสริมสร้างความรู้ ความสามารถ และความรับผิดชอบในการรับมือกับภัยพิบัติ และการจัดการแผนภัยพิบัติ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่กลุ่มนี้จะเข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผนจัดการร่วมกับทุกภาคส่วน ในการแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับตนเองและชุมชนโดยเฉพาะในด้านการจัดการภัยพิบัติ
5) การฟื้นฟูอาชีพและเครื่องมือ นอกจากการแจกถุงยังชีพแล้ว การออกแบบโมเดลแก้จนอาชีพให้มีรายได้ตลอดทั้งปี สอดคล้องกับฤดูกาลและสภาพภูมิอากาศ เพื่อลดความเสี่ยงที่รายได้จะหายไปในช่วงเกิดภัยธรรมชาติก็มีความจำเป็น และต้องมีอาสาสมัครลงพื้นที่ ซ่อมแซมเครื่องมือทำกิน
6) บทบาทมหาวิทยาลัย นับเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการภัยพิบัติแบบองค์รวม ที่ผสมผสานองค์ความรู้ทางวิชาการกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ เพื่อเสริมสร้างให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางและครัวเรือนยากจน มีความพร้อมรับมือ ปรับตัว และลดผลกระทบจากภัยพิบัติได้อย่างยั่งยืน
7) การสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินและความยั่งยืน (Resilience) เพื่อเชื่อมโยงการจัดการภัยพิบัติกับการบริหารจัดการเงินเพื่อความยั่งยืน
- ความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy): เพื่อให้ครัวเรือนยากจนรู้จักการจัดการบัญชี และมีเงินออมสำรองยามฉุกเฉินสำหรับภัยพิบัติ เพื่อลดการกู้หนี้ยืมสินหลังเกิดภัย
- กลไก “สวัสดิการเกื้อกูล”: พัฒนาโครงข่ายความปลอดภัยทางสังคม (Social Safety Net) เพื่อให้ครัวเรือนเป้าหมายเข้าถึงความช่วยเหลือได้ทันที โดยไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
บทความที่เกี่ยวข้อง:




