ประเทศไทยวันนี้เข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์แล้ว โดยมีผู้สูงอายุ 14.5 ล้านคน ในจำนวนนี้ 13% เป็นกลุ่มติดบ้าน และ 1.1% เป็นกลุ่มติดเตียง นี่ยังไม่นับรวมผู้ป่วยระยะท้ายกับผู้ป่วยภาวะพึ่งพิงที่มีอยู่อีกจำนวนไม่น้อย และในปี 2583 หรือไม่ถึง 15 ปีข้างหน้าไทยจะก้าวสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” (Super-Aged Society) อย่างเต็มตัว โดยคาดการณ์ว่าจะมีประชากรผู้สูงอายุพุ่งสูงถึง 20 ล้านคน นั่นหมายความว่าประชากรผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิง ผู้ป่วยติดบ้าน ติดเตียง ผู้ป่วยระยะท้าย และผู้พิการมีแนวโน้มจะเพิ่มจำนวนขึ้น
ทว่าภายใต้ฉากทัศน์ของการพึ่งพิง ยังมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ทำงานอย่างหนักแต่กลับถูกมองข้าม คือ “ผู้ดูแลในครอบครัว” (Family Caregiver) ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญที่สุดในการประคองชีวิตผู้ป่วย แต่กลับยังไร้ระบบรองรับพวกเขา
Policy Watch – The Active ไทยพีบีเอส จึงเปิดพื้นที่ฟังประสบการณ์ตรงจากผู้ดูแลในครอบครัว พาไปดูระบบการดูแลผู้ป่วยในระดับชุมชน และหาคำตอบเชิงนโยบายในการยกระดับสนับสนุน “ผู้ดูแล” ให้มั่นคงและยั่งยืนใน “Policy Forum : จัดระบบดูแล ‘Family Caregiver’”

สัดส่วน “ผู้ดูแล” ลดลง สวนทางกับผู้สูงอายุที่กำลังเพิ่มขึ้น
ความท้าทายในเวลานี้ไม่ใช่แค่ “จำนวนผู้สูงอายุ” ที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่คือสัดส่วนของ “ผู้ดูแล” ที่กำลังลดลงเรื่อย ๆ
- อดีต : ผู้ดูแล 9 คน ต่อผู้สูงอายุ 1 คน
- ปัจจุบัน : ผู้ดูแล 1 คน ต่อผู้สูงอายุ 1 คน
- อนาคตในปี 2583 คาดการณ์ว่า : ผู้ดูแล 1 คน ต่อผู้สูงอายุ 8 คน
นั่นหมายความว่าในอนาคต “ผู้ดูแล” หนึ่งคนอาจต้องแบกรับภาระที่หนักหน่วงขึ้น โดยเฉพาะ “ผู้ดูแลในครอบครัว”
เพราะข้อมูลจากหน่วยวิจัยนโยบายและระบบสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยให้เห็นว่า ผู้ดูแลส่วนใหญ่มักเป็น “คู่สมรส” รองลงมาคือ “ลูก” ซึ่งมากกว่า 290,000 เป็นคนใกล้ชิด
ภาระที่ “ผู้ดูแลในครอบครัว” ต้องแบกรับ
แม้คำว่า “ความรัก” และ “ความผูกพัน” จะทำให้คนใกล้ชิดที่สุดเต็มใจที่จะเป็น “ผู้ดูแลหลัก” แต่ภายใต้ความเสียสละนั้น ที่จริงแล้วกลับเต็มไปด้วยความโดดเดี่ยวและช่องว่างมหาศาลจากระบบที่มองไม่เห็นพวกเขา
บ่อยครั้งที่ความเจ็บป่วยมักเกิดขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือน ขณะที่สังคมไทยยังไม่มีระบบสนับสนุนสำหรับผู้ดูแลรายใหม่ ทำให้คนในครอบครัวต้องก้าวมารับบทบาทนี้อย่างกะทันหัน โดยไร้ทั้งความรู้ คู่มือ และสวัสดิการรองรับ
เช่นเดียวกับ “ณัฐวรรณ อิสระทะ ผู้ดูแลผู้ป่วยติดเตียง” หรือ “แมว” ที่ชีวิตเปลี่ยนไปชั่วข้ามคืน เมื่อสามีที่เคยแข็งแรงเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นนานกว่า 22 นาที จนกลายมาเป็นผู้ป่วยติดเตียง
“ตอนที่โรงพยาบาลเขาให้เรากลับบ้าน เรากังวลมากว่าบ้านเราก็ยังไม่พร้อม ความรู้ก็ไม่มีเลย ต้องอาศัยครูพักลักจำ แล้วเราจะดูแลสามีของเราอย่างไรดี? ปัญหาหลักคือการดูแล เพราะเราไม่รู้ว่าเลยว่าต้องทำอย่างไร ? น้ำสมุนไพรนี้จะกินคู่กับยาของเขาได้ไหม เพราะเราไม่มีความรู้เลย”
ณัฐวรรณ อิสระทะ ผู้ดูแลผู้ป่วยติดเตียง
นอกจาก “ความรู้และทักษะการดูแล” ที่ต้องเริ่มจากศูนย์แล้ว อีกหนึ่งปัญหาสำคัญคือ “ภาระค่าใช้จ่าย” ที่หากไม่มีเงินเก็บสำรองไว้ ก็อาจจะรับมือไม่ไหว
“เงินในบัญชีที่เคยคิดว่าคงพอรักษาให้หายได้ เอาเข้าจริงตอนนี้เริ่มร่อยหรอลงเรื่อย ๆ ค่าใช้จ่ายตกเดือนละประมาณ 25,000 บาท ปีนึงปาเข้าไปกว่า 300,000 บาท เงินที่สะสมมา เราบอกว่าเป็น ‘บุญเก่า’ มันเริ่มหมดลงไปทุกที แม้จะมีหลายคนขอเลขบัญชี อยากช่วย แต่เราก็บอกว่ายังพอไหวอยู่”
ณัฐวรรณ อิสระทะ ผู้ดูแลผู้ป่วยติดเตียง
สำหรับ “แมว” ถือว่าโชคดีที่ยังมีเครือข่ายและชุมชนรอบข้างพร้อมให้ความช่วยเหลือทางการเงิน แต่ใช่ว่าผู้ดูแลในครอบครัวอื่น ๆ จะโชคดีแบบนี้
“ปิยมน ตั้งโชติศิริพิทักษ์ อาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร” หรือ “เปิ้ล” ก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ต้องฮึดสู้ หลังคุณแม่เกิดภาวะเส้นเลือดในสมองตีบจนกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง เพราะด้วยภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปโรงพยาบาลแทบทุกสัปดาห์ที่เริ่มเกินจะแบกรับไหว จึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เธอเปลี่ยนตัวเองมาเป็น “ผู้รู้ด้านกายภาพ”
“การพาแม่ไปโรงพยาบาลและกายภาพบำบัดสัปดาห์ละครั้ง มีค่าใช้จ่าย ที่กำลังทรัพย์เราไม่พอ เปิ้ลเลยขออนุญาตคุณหมอว่า ‘ช่วยสอนกายภาพบำบัดให้หน่อยได้ไหม?’ เพราะพาแม่มาทุกอาทิตย์ไม่ไหวจริง ๆ หมอก็ใจดี ช่วยสอนแล้วให้เราจดการทำกายภาพแขน ขา การเคลื่อนไหวต่าง ๆ เราก็นำความรู้นั้นมาดูแลแม่ตลอด 3 เดือน จนแม่สามารถกลับมาใช้ชีวิต หยิบจับ เดินไปไหนมาไหนได้อิสระมากขึ้น”
ปิยมน ตั้งโชติศิริพิทักษ์ อาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร
จากความพยายามที่จะประคับประคองแม่ในวันนั้น ไม่เพียงแต่ทำให้เธอเห็นผลลัพธ์ว่าทักษะกายภาพที่เรียนรู้ด้วยตัวเอง สามารถเปลี่ยนชีวิตแม่ให้กลับมาช่วยเหลือตัวเองได้อีกครั้ง แต่ยังเป็นสิ่งที่แม่สนับสนุนให้เธอนำความรู้นี้ไปช่วยเหลือคนอื่น นี่จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ “เปิ้ล” ตัดสินใจผันตัวเองมาเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร (อสส.) เพื่อนำเอาทั้งความรู้และประสบการณ์ตรงไปช่วยเหลือเพื่อบ้านที่เผชิญปัญหาเดียวกัน
ความเหนื่อยล้ากายใจของผู้ดูแลในครอบครัวที่ถูกมองข้าม
แม้เรื่องราวของ “แมว” และ “เปิ้ล” จะสะท้อนถึงพลังของความรักและความพยายามในการปรับตัวเพื่อดูแลคนในครอบครัว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเบื้องหลังในชีวิตทุก ๆ วัน คือความเหนื่อยล้าทางกายและใจ
และในความเป็นจริง ยังมีผู้ดูแลอีกกว่า 100,000 คนที่ไม่ได้มีคนคอยแนะนำหรือมีทางออกเหมือนพวกเธอ ต้องแบกรับภาระตลอดแทบจะ 24 ชั่วโมง จนความเหนื่อยล้าสะสมเริ่มกัดกินชีวิต
“ระบบสุขภาพเรามุ่งเน้นไปที่การรักษาตัวผู้ป่วย แต่กลับลืมคิดถึง ‘สุขภาวะของผู้ดูแล’ หลายคนไม่รู้เลยว่าเมื่อทุ่มเทดูแลเขาแล้ว จะเอาเวลาที่ไหนมาดูแลตัวเอง กว่าจะปรับตัวจนเป็นผู้ดูแลมืออาชีพได้ ก็ต้องผ่านช่วงเวลาที่แหลกสลายและยากลำบากมาก”
นี่คือสิ่งที่ วรรณา จารุสมบูรณ์ ผู้ก่อตั้ง Peaceful Death สะท้อนให้เห็นว่า สังคมไทยยังลงทุนกับการสร้างระบบมารองรับผู้ดูแลในครอบครัวน้อยเกินไป
ซ้ำร้ายเมื่อผู้ดูแลในครอบครัวต้องอยู่ในสภาพนี้นานวันเข้า ประกอบกับบุคคลรอบข้างก็มักถามถึงแต่อาการของผู้ป่วย แต่ไม่เคยถามไถ่เลยว่า “ผู้ดูแลเป็นอย่างไรบ้าง?” พร้อมกับการถูกตั้งคำถามว่า “ดูแลอย่างไร ? ทำไมถึงเป็นแบบนี้” ยิ่งกลายเป็นการเพิ่มภาระทางใจ
ความเครียดที่ไร้ช่องทางระบาย รวมถึงการวิพากษ์วิจารณ์จากคนรอบข้าง จึงยิ่งบีบให้ผู้ดูแลจำนวนมากต้องกลายเป็นผู้ป่วยรายใหม่เสียเองในวันที่ภาระการดูแลจบลง
หากรัฐยังคงมองข้ามและปล่อยให้ภาระนี้ตกอยู่บนไหล่ของครอบครัวเพียงลำพัง ในอนาคตก็จะไม่เหลือใครยอมสละชีวิตมาทำหน้าที่ผู้ดูแลอีกต่อไป
นอกจากนี้ “วรรณา” ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า งานดูแลมักตกอยู่กับคนที่ “เสียงเบาที่สุด” ในครอบครัว
เกือบทั้งหมดของผู้ดูแลคือ ผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็นลูกสาว ลูกคนเล็ก หรือคนที่ไม่ได้ทำงานมีรายได้ประจำ ซึ่งสะท้อนว่างานดูแลถูกมองเป็นงานที่ไม่มีใครอยากทำ และถูกผลักไปให้คนที่มีอำนาจต่อรองน้อยที่สุด
เมื่อต้องตกอยู่ในสถานะที่ไร้อำนาจ พวกเขายิ่งไม่กล้าเอ่ยปากร้องขอความช่วยเหลือ ไม่กล้าบอกชุมชนหรือท้องถิ่นว่าเหนื่อยล้าจนแทบไม่ไหว การปล่อยให้ผู้ดูแลต้องเผชิญชะตากรรมโดยลำพังเช่นนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของโชคชะตากรรมส่วนบุคคล แต่เป็น “แผลเป็นเชิงโครงสร้างและสังคม” ที่รัฐต้องเข้ามาแก้ไขอย่างเร่งด่วน
ลำพูนแซนด์บ็อกซ์ เปลี่ยน “ผู้ดูแลในชุมชน” เป็นเครือข่ายโอบอุ้ม “ผู้ดูแลในบ้าน”
เมื่อระบบสาธารณสุขไทยยังไม่มีกลไกใดที่จะสนับสนุนผู้ดูแลในครอบครัว Peaceful Death จึงจับมือกับ อบจ.ลำพูน, รพ.สต. และชุมชน ทดลองทำ “ลำพูนแซนด์บ็อกซ์” เปลี่ยนผู้ดูแลในชุมชน (Caregiver : CG) ให้กลายเป็น “Care Connector” (CC) หรือคนเชื่อมโยงการดูแล เพื่ออุดช่องว่างที่ระบบสาธารณสุขเดิมมองไม่เห็น
“ที่ผ่านมา ผู้ดูแลในชุมชน หรือ CG อบรม 70 ชั่วโมง แต่พอลงหน้างานจริงกลับทำอะไรไม่ถูก เจอแผลลึกถึงกระดูกก็ไม่มั่นใจ ขณะที่พยาบาล รพ.สต. ก็งานล้นมือ เราจึงต้องอัปสกิลพวกเขาใหม่ ไม่ใช่แค่ให้ไปถ่ายรูปส่งเคส แต่ให้เป็น ‘ตัวเชื่อม’ ที่ทำงานได้จริง”
วรรณา จารุสมบูรณ์ ผู้ก่อตั้ง Peaceful Death
โดย Care Connector ในลำพูนแซนด์บ็อกซ์ เข้ามาทำหน้าที่สำคัญ 4 มิติ
- เชื่อมสิทธิและทรัพยากรชุมชน: พาผู้ป่วยเข้าถึงสิทธิคนพิการ บริการกายภาพบำบัด และดึงทรัพยากรในท้องถิ่นอย่างเตียงผู้ป่วยหรือถังออกซิเจนมาถึงบ้าน โดยที่ครอบครัวไม่ต้องควานหาเองอย่างโดดเดี่ยว
- สร้างระบบพี่เลี้ยง: มีผู้เชี่ยวชาญร่วมลงพื้นที่คอยประกบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลเคสยากและซับซ้อน
- ดูแล ‘ใจ’ ผู้ดูแลในครอบครัว: ติดตั้งทักษะการรับฟัง เพื่อให้ผู้ดูแลในชุมชนเป็นพื้นที่ปลอดภัย รับฟังความเครียดสะสมของผู้ดูแลที่ถูกมองข้าม
- ชวนวางแผนการดูแลสุขภาพล่วงหน้า (Advance Care Planning): ชวนผู้ป่วยและครอบครัววางแผนการดูแลล่วงหน้า เพื่อลดความบอบช้ำทางกายและใจ และป้องกันการยื้อชีวิตที่ไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของผู้ป่วย
โจทย์ใหญ่ที่ต้องปลดล็อก ขยายผล ‘Care Connector’ ให้เข้าถึงทุกบ้าน
แนวคิด “Care Connector” (CC) ในพื้นที่ทดลองอย่างลำพูนอาจเป็นภาพเป้าหมายที่หลายพื้นที่อยากไปให้ถึง แต่การจะเติม “ข้อต่อ” เข้าไปโอบอุ้มผู้ดูแลในครอบครัวยังคงมีรอยรั่วเชิงโครงสร้างที่ต้องปลดล็อกอีกมาก ซึ่งบทเรียนจากกรุงเทพฯ ได้ชี้ให้เห็นอุปสรรคอย่างชัดเจน
โดย พรทิพย์ สุนทรนันท ผู้อำนวยการกองการพยาบาลสาธารณสุข สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร เปิดเผยสถิติที่สะท้อนถึงรอยรั่วนี้ว่า กทม. เริ่มจัดอบรมผู้ดูแลในชุมชน (CG) มาตั้งแต่ปี 2558 รวมแล้วนับ 10,000 คน แต่ปัจจุบันกลับมีชื่อหลงเหลือในระบบเพียง 3,000 คน และลงพื้นที่ปฏิบัติงานจริงไม่ถึง 2,000 คน
ตัวเลขที่หลุดหายไปกว่า 80% เกิดจากข้อจำกัดเชิงระบบ
- ตั้งแต่ภาระงานที่เกินกำลัง เพราะศูนย์บริการสาธารณสุขกรุงเทพฯ ทั้ง 69 แห่ง มีพยาบาลเยี่ยมบ้านเพียงศูนย์ละ 5–7 คน แต่ต้องรับผิดชอบประชากรหลักหมื่นถึงหลักแสนคน
- ค่าตอบแทนที่ไม่สะท้อนความเป็นจริง เพียงชั่วโมงละ 60 บาท
- รวมถึง กำแพงใน ‘สังคมแนวตั้ง’ ทั้งคอนโดมิเนียมและหมู่บ้านจัดสรรที่ไร้กลไกเชิงนโยบายลงมาช่วยประสานเปิดทาง
ช่องว่างหน้างานเหล่านี้ ทำให้ระบบสุขภาพกับชุมชนตัดขาดจากกันดังที่ พรทิพย์ สุนทรนันท ผู้อำนวยการกองการพยาบาลสาธารณสุข สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร สะท้อนไว้ว่า
“พยาบาลในโรงพยาบาลก็ไม่รู้ว่าหน้างานชุมชนเป็นยังไง ส่วน CM (Care Manager) ก็อาจไม่รู้ว่า CG (Caregiver) ลงไปต้องเผชิญกับอะไรบ้าง เราอบรมคนไปเป็นหมื่น แต่เรารักษาเขาไว้ในระบบไม่ได้ เพราะขาดการเชื่อมต่อ”
อย่างไรก็ตาม “พรทิพย์” ชี้ว่า ในความเป็นจริง กทม. ไม่ได้ขาดแคลนแนวคิดเรื่อง “ตัวเชื่อม” หรือ “Connector” เพราะในศูนย์บริการสาธารณสุขแต่ละแห่ง มี “นักสังคมสงเคราะห์” ที่ทำหน้าที่เชื่อมสิทธิและดูแลจิตใจผู้ป่วยและครอบครัวอยู่แล้ว แต่ด้วยข้อจำกัดที่มีนักสังคมสงเคราะห์เพียงศูนย์ละ 1 คน จึงไม่สามารถรับมือกับประชากรนับแสนคนในพื้นที่ได้ไหว
เมื่อเห็นช่องว่างนี้ กทม. จึงพยายามขยับแก้ปัญหาด้วยการ “อัปสกิลและปรับหลักสูตร CG” ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น สนใจที่จะนำแนวคิด Care Connector มาพัฒนาต่อยอด เพื่อสร้างตัวเชื่อมในชุมชนที่จะเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระของนักสังคมสงเคราะห์และพยาบาล ควบคู่ไปกับการเร่งประสานงานระหว่าง “สำนักการแพทย์” (ฝั่งโรงพยาบาล) และ “สำนักอนามัย” (ฝั่งชุมชน) เพื่อเชื่อมต่อข้อมูลและเตรียมความพร้อมให้ผู้ป่วยและผู้ดูแลตั้งแต่ก่อนออกจากโรงพยาบาล
เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะในเมืองใหญ่หรือต่างจังหวัด หากรัฐไม่เร่งสร้างระบบ “ข้อต่อ” ที่มีกำลังคนเพียงพอและมีโครงสร้างหนุนหลังที่แข็งแรง ต่อให้อบรมผู้ดูแลเพิ่มขึ้นอีกกี่หมื่นคน คนทำงานก็ต้องหลุดหายไปจากระบบ และภาระทั้งหมดก็จะถูกผลักกลับมาอยู่ที่ไหล่ของ “ผู้ดูแลในครอบครัว” ตามลำพังอยู่ดี

ความท้าทายในการสร้างระบบสนับสนุน “ผู้ดูแล”
เอกภพ สิทธิวรรณธนะ กรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดของระบบสาธารณสุขไทยในปัจจุบัน คือการที่ระบบ “มองไม่เห็นผู้ดูแลตั้งแต่ต้นทาง”
“เวลาเราไปโรงพยาบาล จะมีประวัติให้กรอก แล้วก็มี HN นั่นคือการลงทะเบียนผู้ป่วย แล้วผู้ป่วยเขาจะได้รับสิทธิในการดูแล ‘ผู้ดูแลในครอบครัว’ ที่เป็นคนทำให้ผู้ป่วยฟื้นฟูได้ ระบบสุขภาพสวัสดิการสังคมอิงอยู่ตรงนี้ งบประมาณบุคลากรทั้งหมดไปที่ผู้ป่วย แต่ไม่มีสถานภาพแบบนี้กับผู้ดูแลในครอบครัว”
เอกภพ สิทธิวรรณธนะ กรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร
นอกจากเรื่องสิทธิ์แล้ว การสร้างระบบดูแล “ผู้ดูแลในครอบครัว” ยังเผชิญกับความท้าทายหลักอีก 2 เรื่อง
1.) การขาดเจ้าภาพระดับชาติ : ถึงแม้ไทยจะมีคณะกรรมการระดับชาติถึง 3 ชุด ได้แก่ คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ, คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ แต่ยังไม่มีหน่วยงานใดเป็น “เจ้าภาพหลัก” ที่บูรณาการงบประมาณและภารกิจเรื่อง Care System ร่วมกัน งานดูแลจึงยังถูกหั่นเป็นชิ้น ๆ และภาระการดูแลหลักยังตกอยู่กับคนในครอบครัว
2.) งบประมาณที่สวนทางกับวิกฤต: จากผลการศึกษาของ อนุ กมธ.แก้ปัญหาระบบดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิงระยะยาว ในสภาผู้แทนราษฎร พบว่าประเทศไทยจำเป็นต้องลงทุนงบประมาณเพิ่มอย่างน้อย 40,000 ล้านบาท และอาจสูงถึง 100,000 ล้านบาท เพื่อนำมาสร้างระบบ ทั้งการจ้างงงานและอัปสกิล Caregiver (CG) , Caremanager (CM), Care connector (CC) รวมถึงการพัฒนาระบบบริการเยี่ยมบ้านและบริการดูแลชั่วคราว (Respite Care)
ข้อเสนอเชิงนโยบายในการสร้างระบบนิเวศที่โอบอุ้มผู้ดูแล
จากปัญหาเชิงโครงสร้างและเสียงสะท้อนของเหล่าผู้ดูแลในครอบครัว นำมาสู่การระดมความคิดเห็น เพื่อหาทางออกเชิงนโยบายในการสร้างระบบนิเวศที่โอบอุ้ม “ผู้ดูแลในครอบครัว” อย่างแท้จริง ผ่าน 4 ข้อเสนอสำคัญ
1.) รับรองสิทธิ สวัสดิการ และคุ้มครองผู้ดูแลตามกฎหมาย
- ผลักดันนโยบายให้ “ผู้ดูแลในครอบครัว” มีสิทธิที่จะได้รับการฝึกอบรมดูแล เข้าถึงคำปรึกษาจากผู้จัดการรายกรณี, สิทธิที่จะลางานเพื่อมาดูแล, สิทธิที่จะเข้าถึงบริการดูแลชั่วคราว ไปจนถึงสิทธิที่จะเข้าถึงระบบสนับสนุนการดูแล อย่างเงินชดเชยการดูแล
- ยกระดับความคุ้มครองเชิงกฎหมาย: เร่งผลักดันสิทธิลางานใน ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน และผลักดันข้อเสนอแก้ไข ร่าง พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ (มาตรา 6) เพื่อบรรจุให้ “ผู้ดูแลผู้ป่วยในครอบครัว” และ “ผู้ป่วยระยะท้าย” เป็นกลุ่มเปราะบางที่ต้องได้รับการคุ้มครอง สวัสดิการ และการสร้างเสริมสุขภาพจากรัฐอย่างเป็นรูปธรรม
2.) ศึกษาการลงทุนในระบบดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิงระยะยาว (Long Term Care) เพื่อปรับให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
- จัดให้มีระบบหลักประกันการดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิงในระยะยาว (Long term care insurance) ซึ่งเป็นข้อเสนอที่บรรจุอยู่ในรายงานของ อนุ กมธ. แก้ปัญหาระบบดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิงระยะยาว ที่รัฐสภาเพิ่งรับทราบและมีมติให้ส่ง ครม. พิจารณาเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ที่ผ่านมา
- บูรณาการงบประมาณและการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ไร้รอยต่อและเกิดกองทุนดูแล ‘ผู้ดูแล’”
3.) บูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่าง “แนวหน้าสุขภาพ” อย่างไร้รอยต่อ
- เชื่อมโยงการทำงานระหว่างแนวหน้าสุขภาพอย่าง อาสาพยาบาล (อสพ.) อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) อาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร (อสส.) อย่างไร้รอยต่อ
4.) สร้างระบบนิเวศการดูแล “ผู้ดูแล”
- การดูแลผู้ป่วยระยะยาว ต้องไม่จำกัดอยู่แค่การส่งผู้ดูแลในชุมชน (CG) ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านสัปดาห์ละไม่กี่ชั่วโมง
- สนับสนุนการลงทุนให้เกิดสถานบริการดูแลชั่วคราวในชุมชน เช่น ศูนย์ดูแลกลางวัน (Day Care Service) และ บริการดูแลชั่วคราว (Respite Care) เพื่อเป็นจุดฟื้นฟูศักยภาพผู้ป่วยเชิงรุก และเปิดโอกาสให้ผู้ดูแลหลักได้พักผ่อน
เพราะคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ย่อมขึ้นอยู่กับสุขภาวะของผู้ดูแล ถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยจะเลิกถามเพียงแค่ว่า “ผู้ป่วยเป็นอย่างไร?” แต่หันมาถามผู้ดูแล โดยเฉพาะผู้ดูแลในครอบครัว ซึ่งเป็นผู้ดูแลหลักในสังคมด้วยว่า “ผู้ดูแลยังไหวไหม และอยากให้เราช่วยอะไร ?” เพื่อเปลี่ยนจากภาระที่ต้องแบกไว้ลำพัง ให้กลายเป็นระบบที่รัฐและสังคมร่วมกันอุ้มชู เพราะการดูแลไม่ได้เป็นเรื่องชะตากรรมของใครบางคน แต่คือรากฐานความยั่งยืนของระบบสุขภาพไทยอย่างแท้จริง
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :




