เมื่อแม่น้ำที่เคยหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนถูกตั้งคำถามถึงความปลอดภัย เมื่อชาวบ้านเริ่มกังวลว่าน้ำที่ใช้ทำการเกษตรหรือจับปลามีสารพิษปนเปื้อนหรือไม่ และเมื่อคำตอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่สามารถคลายความกังวลเหล่านั้นได้
ในน้ำมีสารพิษอะไรอยู่บ้าง จึงไม่ควรเป็นเพียงคำถามเดียวที่สังคมให้ความสนใจ แต่ต้องรวมถึง ใครมีสิทธิตรวจสอบ ใครเป็นผู้ตัดสินว่าหลักฐานใดน่าเชื่อถือ และใครมีอำนาจกำหนดว่าจะจัดการกับความเสี่ยงเหล่านั้นอย่างไร
สถานการณ์การปนเปื้อนสารพิษในลำน้ำบริเวณชายแดนไทย–เมียนมา โดยเฉพาะข้อกังวลเกี่ยวกับกิจกรรมเหมืองแร่ต้นน้ำและผลกระทบต่อแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และระบบแม่น้ำที่เชื่อมโยงกัน เป็นตัวอย่างของปัญหาสิ่งแวดล้อมร่วมสมัยที่มีความซับซ้อนมากกว่าการตรวจวัดคุณภาพน้ำ เพราะเบื้องหลังปัญหาเหล่านี้ยังมีความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานทรัพยากรระดับโลก การลงทุนข้ามชาติ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และข้อจำกัดของระบบกำกับดูแลที่ยังผูกติดอยู่กับเขตอำนาจของรัฐแต่ละประเทศ
มลพิษสามารถเคลื่อนตัวข้ามพรมแดนได้ แต่ระบบความรับผิดรับชอบทางกฎหมายและการเมืองกลับไม่ได้เคลื่อนตามไปอย่างง่ายดาย ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ผู้ที่มีอำนาจกำกับดูแล และผู้ที่ต้องแบกรับความเสี่ยงต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม อาจเป็นคนละกลุ่มกันโดยสิ้นเชิง
ยิ่งไปกว่านั้น ความรู้เกี่ยวกับปัญหาก็ไม่ได้กระจายอย่างเท่าเทียมกัน ผู้ประกอบการอาจมีข้อมูลการดำเนินกิจการ หน่วยงานรัฐมีข้อมูลจากระบบตรวจวัด นักวิทยาศาสตร์มีเครื่องมือและความเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์ ขณะที่ประชาชนในพื้นที่มีประสบการณ์ตรงจากการใช้ชีวิตอยู่กับแม่น้ำและระบบนิเวศที่กำลังเปลี่ยนแปลง แต่ความรู้ของคนแต่ละกลุ่มกลับไม่ได้รับการยอมรับหรือมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในระดับเดียวกัน
ความไม่สมดุลเหล่านี้ทำให้แนวคิด Citizen Science หรือ “(วิทยา)ศาสตร์พลเมือง” มีความสำคัญมากขึ้น ไม่ใช่เพียงในฐานะเครื่องมือเพิ่มจำนวนข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ แต่ในฐานะกระบวนการที่อาจเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ อำนาจ และประชาธิปไตย
การเลือกใช้คำว่า “(วิทยา)ศาสตร์พลเมือง” ในบทความนี้ แทนคำว่า “วิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง” ที่มักนิยมใช้กัน เป็นความตั้งใจที่จะสะท้อนความหมายของแนวคิดที่กว้างกว่าการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ตามความเข้าใจทั่วไปซึ่งมีแนวโน้มจำกัดความหมายอยู่กับกิจกรรมเชิงเทคนิค เช่น การเก็บตัวอย่าง การตรวจวัด หรือการบันทึกข้อมูล โดยยังอาจไม่ได้ให้ความสำคัญเพียงพอกับมิติทางสังคมและการเมืองของการผลิตความรู้
แท้จริงแล้ว แนวคิดนี้มีรากฐานเชื่อมโยงกับการทำให้วิทยาศาสตร์เป็นประชาธิปไตย (Democratization of Science) โดยมองว่าประชาชนไม่ควรเป็นเพียงผู้รับความรู้หรือผู้ช่วยนักวิทยาศาสตร์ แต่สามารถมีบทบาทในการกำหนดคำถาม ผลิตและตีความหลักฐาน ตลอดจนใช้ความรู้เพื่อกำหนดทิศทางการตัดสินใจในเรื่องที่ส่งผลต่อชีวิตของตนเอง จึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเมืองของความรู้ (Politics of Knowledge) และประชาธิปไตยของความรู้ (Knowledge Democracy)
การใส่วงเล็บในคำว่า “(วิทยา)ศาสตร์” จึงเป็นการรักษาความหมายสองระดับไว้พร้อมกัน กล่าวคือ “วิทยาศาสตร์พลเมือง” ในฐานะการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ และ “ศาสตร์พลเมือง” ในฐานะกระบวนการสร้างและอภิบาลความรู้ที่พลเมืองมีบทบาทและอำนาจมากขึ้น ทั้งนี้ ไม่ได้หมายถึงการลดทอนมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์ หรือถือว่าความรู้ทุกประเภทสามารถใช้แทนกันได้ หากเป็นการเปิดพื้นที่ให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ความรู้จากประสบการณ์ และความรู้ท้องถิ่นสามารถทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบและตรวจสอบได้
ในความหมายนี้ (วิทยา)ศาสตร์พลเมืองจึงไม่ใช่เพียงการนำพลเมืองเข้าสู่วิทยาศาสตร์ แต่ยังเป็นการนำความรู้และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์กลับมาเชื่อมโยงกับการมีส่วนร่วมและการอภิบาลของสังคม เพื่อให้การผลิตความรู้ไม่ได้ตอบสนองเฉพาะความสนใจของผู้เชี่ยวชาญหรือสถาบันวิจัย แต่สามารถสนับสนุนการแก้ไขปัญหาสาธารณะ ความเป็นธรรม และการกำหนดอนาคตร่วมกันของประชาชนได้
บทความชิ้นนี้ชวนมองไปไกลกว่าการทำให้ประชาชนเข้ามาช่วยนักวิทยาศาสตร์เก็บข้อมูล แต่ชวนคิดเกี่ยวกับการออกแบบระบบการผลิตความรู้ที่ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดคำถาม ตรวจสอบหลักฐาน ท้าทายความสัมพันธ์เชิงอำนาจ และร่วมตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของตนเอง
วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องของใคร: เมื่อความรู้ไม่เคยแยกขาดจากอำนาจ
โดยทั่วไป เรามักเข้าใจวิทยาศาสตร์ว่าเป็นกระบวนการแสวงหาความจริงด้วยวิธีการที่เป็นระบบ สามารถตรวจสอบและทำซ้ำได้ ความน่าเชื่อถือของวิทยาศาสตร์จึงตั้งอยู่บนหลักฐาน วิธีวิทยา และกระบวนการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งล้วนเป็นหลักการสำคัญที่ไม่ควรถูกลดทอน อย่างไรก็ตาม เมื่อความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้าสู่กระบวนการนโยบายสาธารณะหรือการแก้ปัญหาสังคม ความถูกต้องของข้อมูลไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่กำหนดว่าความรู้นั้นจะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจมากน้อยเพียงใด
เราต้องถามต่อว่า ใครเป็นผู้กำหนดว่าปัญหาใดควรได้รับการศึกษา ใครมีทรัพยากรสำหรับดำเนินการวิจัย สถาบันใดมีอำนาจรับรองความน่าเชื่อถือของหลักฐาน และใครสามารถเข้าถึงกระบวนการที่นำความรู้นั้นไปใช้กำหนดนโยบาย คำถามเหล่านี้สะท้อนสิ่งที่เรียกว่า “การเมืองของความรู้” ซึ่งไม่ได้หมายความว่าวิทยาศาสตร์เป็นเพียงความคิดเห็นทางการเมือง แต่หมายถึงการตระหนักว่ากระบวนการผลิต รับรอง เผยแพร่ และใช้ความรู้ดำเนินอยู่ภายใต้ความสัมพันธ์เชิงอำนาจและเงื่อนไขทางสถาบันเสมอ
ตัวอย่างเช่น เมื่อชาวบ้านร้องเรียนว่ามีความผิดปกติของน้ำหรือเกิดปัญหาสุขภาพในชุมชน ประสบการณ์เหล่านั้นอาจถูกมองว่าเป็นเพียงข้อสังเกตที่ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ ขณะที่ข้อมูลจากหน่วยงานรัฐหรือห้องปฏิบัติการได้รับสถานะเป็นหลักฐานที่น่าเชื่อถือมากกว่า แน่นอนว่าการกล่าวอ้างถึงการปนเปื้อนสารพิษหรือความสัมพันธ์ระหว่างมลพิษกับโรคภัยไข้เจ็บจำเป็นต้องอาศัยการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์อย่างรัดกุม แต่ในอีกด้านหนึ่ง เราก็ไม่ควรมองข้ามว่าประชาชนซึ่งใช้ชีวิตอยู่กับพื้นที่อาจมีความรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมที่ระบบตรวจวัดอย่างเป็นทางการยังเข้าไม่ถึง
ชาวประมงอาจสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของชนิดและจำนวนสัตว์น้ำ เกษตรกรอาจรับรู้ถึงความผิดปกติของแหล่งน้ำตามฤดูกาล หรือคนในชุมชนอาจทราบว่าช่วงเวลาและตำแหน่งใดมีความเสี่ยงต่อการเกิดมลพิษมากที่สุด ความรู้เหล่านี้อาจยังไม่เพียงพอสำหรับสรุปความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ แต่สามารถเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการตั้งคำถามและออกแบบการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ได้
ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การเลือกระหว่างความรู้ของผู้เชี่ยวชาญกับความรู้ของประชาชน หากอยู่ที่การสร้างกระบวนการที่ทำให้ความรู้ทั้งสองประเภทสามารถตรวจสอบ เรียนรู้ และเติมเต็มกันได้
แนวคิด(วิทยา)ศาสตร์พลเมืองให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์กับสังคม และชี้ให้เห็นว่าประชาชนไม่ควรถูกมองเป็นเพียงผู้รับความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ แต่ควรมีบทบาทในการกำหนดและสร้างความรู้ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของตนเอง
ในมุมมองนี้ (วิทยา)ศาสตร์พลเมืองจึงไม่ใช่เพียงนวัตกรรมด้านวิธีการวิจัย แต่เป็นคำถามเกี่ยวกับประชาธิปไตยของความรู้ ว่าเราจะทำให้ระบบการผลิตความรู้เปิดกว้างต่อผู้คนที่มีประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และสถานะทางสังคมแตกต่างกันได้อย่างไร
ประเด็นดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับแนวคิดความไม่เป็นธรรมทางความรู้ (Epistemic Injustice) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเสียง ประสบการณ์ หรือความสามารถในการเป็นผู้ให้ความรู้ของคนบางกลุ่มไม่ได้รับการยอมรับอย่างเหมาะสมเพราะสถานะหรืออคติทางสังคม สำหรับปัญหาสิ่งแวดล้อม ความไม่เป็นธรรมทางความรู้มักซ้อนทับกับความไม่เป็นธรรมด้านอื่น ผู้ที่มีอำนาจน้อยในการตัดสินใจเกี่ยวกับกิจกรรมที่สร้างความเสี่ยง อาจเป็นกลุ่มเดียวกับผู้ที่ต้องรับผลกระทบมากที่สุด และยังมีอำนาจจำกัดในการกำหนดว่าความเสียหายของตนควรถูกตรวจสอบหรือเยียวยาอย่างไร
(วิทยา)ศาสตร์พลเมืองจึงมีศักยภาพที่จะช่วยลดช่องว่างดังกล่าว แต่ศักยภาพนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเพียงเพราะมีประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ สิ่งสำคัญกว่าจำนวนผู้เข้าร่วมคือระดับของอำนาจที่ประชาชนมีต่อการกำหนดโจทย์ การตีความความรู้ และการตัดสินใจที่เกิดขึ้นจากความรู้นั้น
(วิทยา)ศาสตร์พลเมืองไม่ได้มีรูปแบบเดียว: บทเรียนจากการสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในประเทศไทย
โดยทั่วไป หลายคนอาจนึกถึงกิจกรรมที่ประชาชนใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายภาพพืชหรือสัตว์แล้วส่งข้อมูลเข้าสู่ฐานข้อมูลออนไลน์ หรือการที่อาสาสมัครช่วยนักวิจัยเก็บตัวอย่างน้ำและตรวจวัดคุณภาพอากาศ กิจกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของ(วิทยา)ศาสตร์พลเมือง แต่กิจกรรมต่างๆ นี้ไม่ได้มีระดับการมีส่วนร่วมและความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างนักวิทยาศาสตร์กับประชาชนที่เหมือนกันทั้งหมด
ในประเทศไทยมีความริเริ่มด้าน(วิทยา)ศาสตร์พลเมืองที่น่าสนใจหลายรูปแบบ ซึ่งช่วยให้เห็นความแตกต่างระหว่างการเปิดให้ประชาชนเข้ามาช่วยผลิตข้อมูล กับการเปิดให้ประชาชนมีบทบาทในการกำหนดปัญหาและใช้ความรู้เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง
ตัวอย่างแรกคือ iNaturalist แพลตฟอร์มระดับโลกที่เปิดให้ประชาชนบันทึกการพบเห็นสิ่งมีชีวิตผ่านภาพถ่าย เสียง และข้อมูลตำแหน่ง ก่อนนำข้อมูลเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและจำแนกชนิดร่วมกันระหว่างผู้ใช้งานกับผู้เชี่ยวชาญ ในประเทศไทย การใช้ iNaturalist ขยายตัวผ่านกิจกรรมขององค์กรด้านสิ่งแวดล้อม เครือข่ายเยาวชน และสถาบันวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะกิจกรรม City Nature Challenge ซึ่งประเทศไทยเริ่มเข้าร่วมอย่างเด่นชัดในปี 2563 กิจกรรมดังกล่าวสามารถช่วยบันทึกข้อมูลสิ่งมีชีวิตมากกว่า 10,000 รายการ สะท้อนให้เห็นว่าการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนร่วมสำรวจธรรมชาติสามารถช่วยขยายฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพได้อย่างกว้างขวาง
คุณค่าของกิจกรรมนี้ไม่ได้อยู่เพียงจำนวนข้อมูลที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างความตระหนักรู้ทางนิเวศวิทยาและการพัฒนาทักษะทางวิทยาศาสตร์ของประชาชน คนทั่วไปที่อาจไม่เคยเรียนชีววิทยาอย่างจริงจังสามารถเริ่มต้นจากความสนใจในสิ่งมีชีวิตรอบตัว ก่อนค่อย ๆ พัฒนาความสามารถในการสังเกต จำแนกชนิด และร่วมตรวจสอบข้อมูลกับผู้เชี่ยวชาญ
ที่น่าสนใจคือ การตรวจสอบข้อมูลในระบบ iNaturalist ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะสถาบันวิทยาศาสตร์ แต่เปิดให้เกิดกระบวนการตรวจสอบร่วมกันในเครือข่ายผู้ใช้งาน ทำให้การรับรองความรู้มีความโปร่งใสและเปิดกว้างมากขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้เข้าร่วมบางคนก็สามารถพัฒนาความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านจนมีบทบาทในการช่วยตรวจสอบและให้ความรู้แก่ผู้อื่นได้
อย่างไรก็ตาม แม้ iNaturalist จะช่วยขยายการมีส่วนร่วมในการเก็บข้อมูลและสร้างการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ แต่การเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านั้นเข้ากับกระบวนการกำหนดนโยบายและการตัดสินใจด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยยังค่อนข้างจำกัด กล่าวอีกอย่างหนึ่ง ประชาชนอาจมีส่วนร่วมผลิตข้อมูลมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีอำนาจมากขึ้นในการกำหนดวาระวิจัยหรือทิศทางนโยบายโดยอัตโนมัติ
กรณีนี้สะท้อนรูปแบบ(วิทยา)ศาสตร์พลเมืองที่เน้นการมีส่วนร่วมในฐานะผู้สนับสนุนการผลิตข้อมูล (Contributory Model) ซึ่งมีคุณค่าทั้งด้านวิทยาศาสตร์และการเรียนรู้ แต่ยังมีข้อจำกัดในการเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจในกระบวนการนโยบาย
โจทย์ที่ต้องขบคิดต่อ คือ หากประชาชนช่วยสร้างฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพจำนวนมหาศาล แต่ไม่มีช่องทางนำข้อมูลเหล่านั้นไปกำหนดนโยบายหรือพัฒนาเมืองและสิ่งแวดล้อม การมีส่วนร่วมดังกล่าวจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้มากน้อยเพียงใด
จากความเดือดร้อนของชุมชนสู่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์: บทเรียนของมูลนิธิบูรณะนิเวศ
กรณีของมูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH) สะท้อนเส้นทางการพัฒนา(วิทยา)ศาสตร์พลเมืองที่แตกต่างออกไป องค์กรนี้มีรากฐานจากการเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคมที่เผชิญปัญหามลพิษอุตสาหกรรม โดยเฉพาะพื้นที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่อุตสาหกรรมสำคัญของประเทศไทย
ความน่าสนใจของมูลนิธิบูรณะนิเวศคือ (วิทยา)ศาสตร์พลเมืองไม่ได้เริ่มต้นจากการที่นักวิทยาศาสตร์เชิญประชาชนเข้าร่วมโครงการวิจัย แต่เกิดจากความต้องการของชุมชนที่พยายามหาคำตอบเกี่ยวกับความเสี่ยงต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของตนเอง
ในช่วงต้นทศวรรษ 2540 เครือข่ายนักกิจกรรมและองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมเริ่มพัฒนาการทำงานร่วมกับชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษ ต่อมาในปี 2548 ได้มีการนำเทคนิคการเก็บตัวอย่างอากาศต้นทุนต่ำที่เรียกว่า “กระป๋องตรวจมลพิษอากาศ” (Bucket Brigade) มาใช้ผ่านความร่วมมือกับเครือข่ายวิทยาศาสตร์และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อให้ชุมชนสามารถมีส่วนร่วมในการตรวจสอบสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ในอากาศ
อันที่จริง กิจกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นก่อนที่องค์กรจะนำแนวคิด(วิทยา)ศาสตร์พลเมืองมาใช้เป็นกรอบการทำงานอย่างเป็นทางการเสียอีก แต่มีหัวใจสำคัญของแนวคิดนี้อยู่แล้ว นั่นคือการทำให้ประชาชนที่เผชิญความเสี่ยงสามารถเข้าถึงเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์เพื่อสร้างหลักฐานเกี่ยวกับปัญหาของตนเอง
รายงานเรื่อง “อะไรอยู่ในอากาศความลับที่คนมาบตาพุดและคนไทยยังไม่รู้” (Thailand’s Air: Poison Cocktail) ที่เผยแพร่ในปี 2548 เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างแรงกดดันสาธารณะที่มีส่วนสนับสนุนการกำหนดมาตรฐานสารอินทรีย์ระเหยง่ายในบรรยากาศทั่วไปในปี 2550 แม้ไม่อาจสรุปได้ว่าหลักฐานจากการตรวจสอบโดยชุมชนเป็นสาเหตุเพียงประการเดียวของการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ แต่กรณีดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าความรู้ที่ผลิตขึ้นร่วมกับประชาชนสามารถกลายเป็นทรัพยากรสำคัญในการผลักดันข้อเรียกร้องและสร้างแรงกดดันเชิงนโยบายได้
ต่อมามูลนิธิฯ ขยายการทำงานไปสู่การตรวจสอบสารปรอท โลหะหนัก และสารมลพิษตกค้างยาวนาน รวมถึงการผลักดันนโยบายเกี่ยวกับการนำเข้าขยะอันตรายและระบบทะเบียนการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ (Pollutant Release and Transfer Register: PRTR)
สิ่งที่ทำให้กรณีมูลนิธิฯ นี้แตกต่างจากการเก็บข้อมูลโดยประชาชนทั่วไปคือ จุดเริ่มต้นของกระบวนการวิจัยมักมาจากปัญหาที่ชุมชนเผชิญอยู่จริง คนในพื้นที่ช่วยระบุจุดเสี่ยง ช่วงเวลาที่เกิดความผิดปกติ และลักษณะผลกระทบที่ต้องการตรวจสอบ ขณะที่องค์กรภาคประชาสังคมและนักวิทยาศาสตร์ร่วมกันออกแบบวิธีเก็บตัวอย่าง ตรวจวิเคราะห์ และแปลผลให้มีความน่าเชื่อถือทางวิทยาศาสตร์
ความรู้จึงไม่ได้เกิดขึ้นจากผู้เชี่ยวชาญฝ่ายเดียว แต่เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างประสบการณ์ของประชาชนกับความเชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์ อย่างไรก็ตาม การมีชุมชนเป็นจุดตั้งต้นไม่ได้หมายความว่าทุกขั้นตอนต้องดำเนินการโดยชาวบ้านเอง ในกรณีมูลนิธิฯ เจ้าหน้าที่องค์กรและผู้เชี่ยวชาญยังมีบทบาทสำคัญในการเก็บตัวอย่าง วิเคราะห์ข้อมูล และจัดทำรายงานทางเทคนิค ขณะที่ชุมชนมีบทบาทเด่นในการกำหนดปัญหา ชี้เป้าพื้นที่เสี่ยง และนำหลักฐานไปใช้ในการเรียกร้องความรับผิดชอบ
บทเรียนสำคัญจึงไม่ใช่การแทนที่ผู้เชี่ยวชาญด้วยประชาชน แต่เป็นการเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างผู้เชี่ยวชาญกับประชาชน จากความสัมพันธ์แบบผู้รู้กับผู้รับความรู้ ไปสู่การร่วมกันสร้างความรู้เพื่อตอบโจทย์สาธารณะ
เมื่อเปรียบเทียบงานของมูลนิธิฯ กับ iNaturalist จะเห็นว่า(วิทยา)ศาสตร์พลเมืองไม่ได้มีรูปแบบที่ดีที่สุดเพียงรูปแบบเดียว iNaturalist เน้นการขยายการมีส่วนร่วมในการสำรวจและบันทึกข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ โดยมีคุณค่าเด่นด้านการเรียนรู้และการสร้างฐานข้อมูลสาธารณะ ขณะที่มูลนิธิฯ เน้นการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาสนับสนุนการแก้ไขปัญหามลพิษและความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อม โดยเชื่อมโยงกับการรณรงค์และกระบวนการกำกับดูแลโดยตรง
ทั้งสองรูปแบบต่างมีคุณค่า แต่มีเป้าหมาย เงื่อนไข และข้อจำกัดแตกต่างกัน การออกแบบ(วิทยา)ศาสตร์พลเมืองจึงต้องเริ่มจากคำถามว่าเราต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมเพื่ออะไร ต้องการให้พวกเขามีบทบาทในขั้นตอนใด และความรู้ที่เกิดขึ้นควรถูกนำไปใช้สร้างการเปลี่ยนแปลงแบบใด
บทเรียนจากเหมืองทองคำ: เมื่อข้อมูลที่น่าเชื่อถือยังไม่เพียงพอ หากไม่มีระบบรับผิดชอบต่อข้อมูลนั้น
อีกกรณีหนึ่งที่ช่วยให้เห็นความซับซ้อนของ(วิทยา)ศาสตร์พลเมืองในประเทศไทย คือโครงการการเฝ้าระวังผลกระทบทางสุขภาพโดยชุมชน นำโดยสถาบันพัฒนาระบบประเมินผลกระทบทางสุขภาพโดยชุมชน ซึ่งดำเนินงานในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งมาอย่างยาวนานระหว่างกิจการเหมืองทองคำกับชุมชน
โครงการดังกล่าวพยายามออกแบบระบบเฝ้าระวังที่ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการตรวจวัดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ โดยเชื่อมโยงการทำงานของชุมชน นักวิทยาศาสตร์ หน่วยงานรัฐ และผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายเข้าด้วยกัน ความท้าทายสำคัญไม่ได้อยู่เพียงการเลือกเครื่องมือตรวจวัดสารปนเปื้อน แต่รวมถึงการสร้างกระบวนการที่ทำให้ข้อมูลได้รับความเชื่อถือจากฝ่ายต่าง ๆ ซึ่งมีประสบการณ์ ผลประโยชน์ และระดับความไว้วางใจต่อกันแตกต่างกัน
ด้วยเหตุนี้ โครงการจึงไม่ได้มุ่งเพียงฝึกอบรมประชาชนให้ตรวจวัดคุณภาพน้ำหรืออากาศ แต่พยายามสร้างระบบการอภิบาลที่ประกอบด้วยคณะกรรมการกำกับดูแลอิสระ เครือข่ายนักวิทยาศาสตร์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระบบตรวจสอบความถูกต้องของเครื่องมือ และแนวทางส่งต่อข้อมูลให้หน่วยงานรับผิดชอบเมื่อพบความเสี่ยง การดำเนินงานยังเชื่อมโยงกับสื่อสาธารณะ ThaiPBS ผ่านแพลตฟอร์มนักข่าวพลเมือง C-Site เพื่อพัฒนาระบบบันทึกข้อมูลและแผนที่ความเสี่ยงโดยประชาชน
ประสบการณ์จากการออกแบบโครงการสะท้อนบทเรียนสำคัญสามประการที่ควรนำมาพิจารณาร่วมกัน
ประการแรก ความน่าเชื่อถือของ(วิทยา)ศาสตร์พลเมืองไม่ได้เกิดจากความแม่นยำของเครื่องมือเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับความโปร่งใสของกระบวนการตรวจสอบ ความชัดเจนของบทบาทผู้เกี่ยวข้อง และการมีกลไกรับผิดชอบต่อผลการตรวจวัด หากประชาชนเก็บข้อมูลได้ แต่ไม่มีหน่วยงานใดรับผิดชอบต่อการตรวจสอบหรือดำเนินการต่อ ข้อมูลเหล่านั้นก็อาจไม่สามารถนำไปสู่การจัดการปัญหาได้อย่างแท้จริง
ประการที่สอง ถ้าจะทำให้มาตรฐานทางวิทยาศาสตร์กับความครอบคลุมของการมีส่วนร่วมไปด้วยกัน ต้องมีการออกแบบ เพราะยิ่งกระบวนการเก็บข้อมูลมีข้อกำหนดซับซ้อนมากขึ้น ก็อาจทำให้ประชาชนบางกลุ่มเข้าร่วมได้ยากขึ้น หากไม่มีระบบฝึกอบรม การสนับสนุนทรัพยากร และการออกแบบบทบาทที่สอดคล้องกับความสามารถและข้อจำกัดของผู้เข้าร่วม
ประการที่สาม การสื่อสารไม่ใช่กิจกรรมปลายทางของงานวิจัย แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจตั้งแต่ต้น ผู้เกี่ยวข้องอาจเห็นพ้องกับวิธีตรวจวัด แต่ยังไม่ไว้วางใจว่าข้อมูลจะถูกนำไปเผยแพร่ ตีความ หรือใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใด ความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับสิทธิในการเข้าถึง การเปิดเผย และการใช้ข้อมูลจึงอาจกลายเป็นอุปสรรคต่อความร่วมมือ แม้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์จะมีความรัดกุมก็ตาม
บทเรียนเหล่านี้ทำให้เห็นว่า(วิทยา)ศาสตร์พลเมืองในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งไม่สามารถออกแบบเป็นเพียงโครงการเก็บข้อมูลได้ แต่ต้องเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานของความรับผิดรับชอบ (Accountability Infrastructure) ที่เชื่อมโยงการผลิตหลักฐาน การตรวจสอบ การสื่อสาร และการตอบสนองของสถาบันเข้าด้วยกัน
จาก(วิทยา)ศาสตร์พลเมืองสู่สุขภาพของพิภพโลก: เมื่อสุขภาพมนุษย์ไม่อาจแยกจากสุขภาพของระบบนิเวศ
หากย้อนกลับไปพิจารณาปัญหาสารพิษข้ามพรมแดน จะเห็นว่าความท้าทายไม่ได้จำกัดอยู่ที่การตรวจสอบว่าคุณภาพน้ำผ่านมาตรฐานหรือไม่ แต่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างระบบเศรษฐกิจ ระบบนิเวศ และสุขภาพของผู้คนในหลายพื้นที่
นี่คือจุดที่(วิทยา)ศาสตร์พลเมืองเชื่อมโยงกับแนวคิดสุขภาพของพิภพโลก (Planetary Health) ซึ่งมองว่าสุขภาพและความอยู่ดีมีสุขของมนุษย์ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของระบบธรรมชาติ และได้รับอิทธิพลจากรูปแบบการพัฒนา เศรษฐกิจ และการเมืองที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม
ตัวอย่างเช่น ความต้องการแร่สำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและการเปลี่ยนผ่านพลังงานอาจสร้างแรงจูงใจให้เกิดกิจกรรมสกัดทรัพยากรในพื้นที่หนึ่ง ขณะที่ต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมกลับตกอยู่กับชุมชนอีกพื้นที่หนึ่งซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับกิจกรรมเหล่านั้น ปัญหาจึงไม่ใช่เพียงการกระจายตัวของสารพิษ แต่เป็นการกระจายตัวของผลประโยชน์ อำนาจ และความเสี่ยงที่ไม่เท่าเทียมกัน
(วิทยา)ศาสตร์พลเมืองสามารถช่วยให้เราเข้าใจความเชื่อมโยงเหล่านี้ได้ดีขึ้น โดยนำข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มาประกอบกับประสบการณ์ของประชาชน เช่น การเปลี่ยนแปลงวิถีการใช้น้ำ ความมั่นคงทางอาหาร ความเสี่ยงต่อการประกอบอาชีพ หรือความกังวลต่อสุขภาพของคนในครอบครัว ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่สามารถใช้แทนการตรวจวิเคราะห์สารปนเปื้อนหรือการประเมินการสัมผัสสารพิษได้โดยตรง แต่ช่วยให้เห็นมิติของปัญหาที่ตัวเลขคุณภาพสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียวอาจอธิบายได้ไม่ครบถ้วน
คุณค่าของ(วิทยา)ศาสตร์พลเมืองต่อสุขภาพของพิภพโลกจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่การสร้างความเข้าใจต่อปัญหา แต่ยังอยู่ที่การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดแนวทางจัดการและฟื้นฟูระบบนิเวศด้วย
การฟื้นฟูผืนโลก (Planetary Restoration) ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงการทำให้ค่าคุณภาพน้ำหรืออากาศกลับเข้าสู่เกณฑ์มาตรฐานเท่านั้น แต่ควรครอบคลุมถึงการฟื้นฟูความสามารถในการดำรงชีวิต ความมั่นคงของชุมชน ความไว้วางใจต่อสถาบัน และสิทธิในการร่วมกำหนดอนาคตของพื้นที่ อย่างไรก็ตาม การมีข้อมูลจากประชาชนมากขึ้นไม่ได้หมายความว่าการฟื้นฟูจะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ ข้อมูลจะมีพลังต่อเมื่อมีสถาบันที่รับฟัง ตรวจสอบ และนำไปสู่การตัดสินใจที่เหมาะสม ขณะเดียวกัน ยังต้องระวังไม่ให้(วิทยา)ศาสตร์พลเมืองกลายเป็นการผลักภาระของรัฐไปสู่ประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง ประชาชนไม่ควรต้องแบกรับหน้าที่พิสูจน์ความเสียหายด้วยตนเองทั้งหมดก่อนที่รัฐจะเริ่มดำเนินมาตรการคุ้มครอง
หน้าที่ในการป้องกัน ควบคุม และจัดการมลพิษยังคงเป็นความรับผิดชอบของหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมาย (วิทยา)ศาสตร์พลเมืองควรช่วยเสริมการตรวจสอบและความรับผิดชอบดังกล่าว ไม่ใช่ถูกใช้เป็นเหตุผลให้รัฐลดบทบาทของตนเอง
วิทยาศาสตร์แบบเปิดต้องไม่หยุดอยู่แค่การเปิดข้อมูล แต่ต้องเปิดอำนาจในการผลิตและใช้ความรู้
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แนวคิดวิทยาศาสตร์แบบเปิด (Open Science) ได้รับความสำคัญเพิ่มขึ้นในระบบวิทยาศาสตร์และการวิจัยทั่วโลก โดยมีเป้าหมายให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์สามารถเข้าถึง ตรวจสอบ แลกเปลี่ยน และนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างกว้างขวาง
กรอบแนวคิดระดับนานาชาติให้ความสำคัญกับการเปิดกว้างของความรู้และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ รวมถึงการมีส่วนร่วมของผู้มีบทบาทในสังคมและการสนทนาระหว่างระบบความรู้ที่หลากหลาย อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ วิทยาศาสตร์แบบเปิดมักถูกตีความอย่างจำกัดว่าเป็นการเปิดเผยบทความวิชาการหรือชุดข้อมูลจากงานวิจัยให้สาธารณะเข้าถึงได้
การเปิดข้อมูลมีความสำคัญ แต่แค่นั้นยังไม่เพียงพอ
ลองจินตนาการว่ามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งเผยแพร่ข้อมูลคุณภาพน้ำทั้งหมดบนเว็บไซต์ให้ประชาชนเข้าถึงได้ แต่ประชาชนไม่มีส่วนกำหนดว่าจะตรวจสารอะไร ตรวจที่ใด หรือควรใช้ข้อมูลเหล่านั้นในการตัดสินใจอย่างไร เราอาจเรียกระบบดังกล่าวว่าเปิดกว้างในแง่การเข้าถึงข้อมูล แต่ยังไม่ใช่ระบบที่เปิดกว้างต่อการมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง
ในทำนองเดียวกัน หากประชาชนสามารถเก็บข้อมูลและส่งเข้าสู่ฐานข้อมูลกลางได้ แต่ไม่มีสิทธิรับรู้ว่าข้อมูลถูกนำไปใช้อย่างไร หรือไม่มีช่องทางเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐตอบสนอง การมีส่วนร่วมดังกล่าวก็ยังมีข้อจำกัดในเชิงประชาธิปไตย ด้วยเหตุนี้ เราจึงควรขยายความหมายของวิทยาศาสตร์แบบเปิดจากการเปิดเผยผลผลิตทางวิทยาศาสตร์ ไปสู่การเปิดกระบวนการกำหนดโจทย์ การผลิต การตรวจสอบ และการใช้ประโยชน์จากความรู้
ขณะเดียวกัน ความเปิดกว้างก็ต้องดำเนินควบคู่กับความรับผิดชอบ ข้อมูลบางประเภท เช่น ข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคล ตำแหน่งของผู้แจ้งเบาะแส หรือข้อมูลที่อาจทำให้ชุมชนเสี่ยงต่อการถูกคุกคาม จำเป็นต้องมีกลไกคุ้มครองที่เหมาะสม บทเรียนจากโครงการการเฝ้าระวังผลกระทบทางสุขภาพโดยชุมชนในพื้นที่เหมืองทองคำชี้ให้เห็นว่า ความไม่ชัดเจนเรื่องสิทธิในการเข้าถึง การเปิดเผย และการใช้ข้อมูลอาจสร้างความไม่ไว้วางใจได้ แม้กระบวนการตรวจวัดจะมีความน่าเชื่อถือทางวิทยาศาสตร์ก็ตาม
วิทยาศาสตร์แบบเปิดจึงไม่ใช่เพียงประเด็นทางเทคโนโลยีหรือการจัดการฐานข้อมูล แต่เป็นเรื่องของธรรมาภิบาลข้อมูลและความสัมพันธ์ระหว่างผู้ผลิต ผู้ใช้ และผู้ได้รับผลกระทบจากความรู้ วิทยาศาสตร์ที่เปิดกว้างอย่างแท้จริงต้องไม่เพียงทำให้ประชาชนเข้าถึงความรู้ แต่ต้องทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดว่าความรู้ควรถูกผลิตขึ้นเพื่อใคร และถูกนำไปใช้อย่างไร
ถึงเวลาปรับระบบวิจัยและนวัตกรรม: จากการผลิตงานวิจัยสู่การสร้างระบบความรู้ของสังคม
เมื่อพิจารณาบทเรียนต่างๆ ข้างต้น ประเทศไทยไม่ได้ขาดความริเริ่มของประชาชนในการสร้างความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่ยังมีช่องว่างสำคัญในการสนับสนุนและเชื่อมโยงความริเริ่มเหล่านี้เข้ากับระบบวิทยาศาสตร์และกระบวนการนโยบายอย่างเป็นระบบ
โจทย์ของการออกแบบที่สำคัญ คือ ระบบอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ที่สังคมไทยมีอยู่ ควรปรับเปลี่ยนบทบาทอย่างไรเพื่อให้(วิทยา)ศาสตร์พลเมืองไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเสริมของหน่วยงานหรือโครงการวิจัย แต่สามารถพัฒนาเป็นส่วนหนึ่งของระบบความรู้และการอภิบาลสาธารณะ
บทความนี้เสนอห้าโจทย์เพื่อปรับระบบวิจัยและนวัตกรรม
ประการแรก ต้องเปลี่ยนจากการกำหนดโจทย์วิจัยโดยนักวิจัยเป็นศูนย์กลาง ไปสู่การร่วมกำหนดโจทย์กับสังคม หน่วยงานให้ทุนและมหาวิทยาลัยควรเปิดพื้นที่ให้ชุมชนและประชาสังคมมีส่วนร่วมระบุปัญหาและลำดับความสำคัญของการวิจัย โดยเฉพาะประเด็นที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความเป็นธรรม การให้ทุนควรครอบคลุมต้นทุนการมีส่วนร่วมและการพัฒนาศักยภาพของประชาชน ไม่ใช่สนับสนุนเฉพาะกิจกรรมเก็บข้อมูลหรือการผลิตรายงานวิชาการเท่านั้น
ประการที่สอง ต้องทำให้โครงสร้างพื้นฐานทาง(วิทยา)ศาสตร์เป็นทรัพยากรสาธารณะที่ประชาชนเข้าถึงได้ ห้องปฏิบัติการ เครื่องมือตรวจวัด ผู้เชี่ยวชาญ และระบบข้อมูลของมหาวิทยาลัยควรสามารถสนับสนุนการตรวจสอบปัญหาที่เกิดจากความต้องการของสังคมได้มากขึ้น โดยมีมาตรฐานวิธีวิทยา การควบคุมคุณภาพ และการตรวจสอบย้อนกลับที่ชัดเจน การเปิดให้ประชาชนเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้ที่มีทรัพยากรในการผลิตความรู้กับผู้ที่ต้องเผชิญปัญหาแต่ขาดเครื่องมือในการพิสูจน์และอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น
ประการที่สาม ต้องสร้างกลไกเชื่อมโยงข้อมูลจากประชาชนเข้ากับการตัดสินใจของรัฐ หากประชาชนตรวจพบความเสี่ยงจากมลพิษ ควรมีช่องทางที่ชัดเจนสำหรับส่งต่อข้อมูลให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบ รวมถึงกระบวนการแจ้งผลการพิจารณาและอธิบายว่ามีการดำเนินการอย่างไร ข้อมูลจาก(วิทยา)ศาสตร์พลเมืองไม่จำเป็นต้องได้รับการยอมรับโดยปราศจากการตรวจสอบ แต่ก็ไม่ควรถูกปฏิเสธเพียงเพราะไม่ได้ผลิตขึ้นโดยหน่วยงานรัฐ
ประการที่สี่ ต้องให้ความสำคัญกับการสื่อสารและการอภิบาลข้อมูลตั้งแต่เริ่มต้น ระบบข้อมูลที่ดีต้องไม่เพียงมีความแม่นยำ แต่ต้องสามารถอธิบายความหมาย ข้อจำกัด และความไม่แน่นอนให้ประชาชนเข้าใจได้ พร้อมทั้งมีกติกาที่เป็นธรรมเกี่ยวกับการเข้าถึง การใช้ และการเปิดเผยข้อมูล บทบาทของสื่อสาธารณะอย่าง ThaiPBS จึงมีความสำคัญในการเชื่อมโยงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์กับการสนทนาสาธารณะ แต่ต้องรักษาความเป็นอิสระ ความถูกต้อง และความรับผิดชอบในการสื่อสารความเสี่ยง
ประการสุดท้าย ต้องเปลี่ยนระบบแรงจูงใจและการประเมินคุณค่าของงานวิจัย จากการให้ความสำคัญกับจำนวนบทความ สิทธิบัตร หรือผลผลิตที่ตรวจนับได้ ไปสู่การยอมรับคุณค่าของการสร้างความร่วมมือกับสังคม การพัฒนาศักยภาพของชุมชน และการสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างมีหลักฐานรองรับ
อย่างไรก็ตาม การประเมินผล(วิทยา)ศาสตร์พลเมืองต้องไม่สรุปความสำเร็จจากจำนวนผู้เข้าร่วมหรือปริมาณข้อมูลที่เก็บได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ควรพิจารณาว่าประชาชนมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายเพียงใด ข้อมูลมีความน่าเชื่อถืออย่างไร หน่วยงานตอบสนองต่อข้อมูลหรือไม่ และเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายหรือสภาพแวดล้อมที่สามารถตรวจสอบได้จริงมากน้อยเพียงใด
ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าระบบ อววน. ต้องเปลี่ยนประชาชนทุกคนให้เป็นนักวิทยาศาสตร์ แต่หมายถึงการสร้างระบบที่ทำให้ความเชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์สามารถทำงานร่วมกับความรู้และความต้องการของสังคมได้อย่างเป็นธรรมมากขึ้น
จาก(วิทยา)ศาสตร์พลเมืองและวิทยาศาสตร์แบบเปิด…สู่การอภิบาลที่เปิดกว้าง: อนาคตของโลกต้องไม่ถูกกำหนดโดยคนเพียงบางกลุ่มเท่านั้น
สังคมไทยไม่ได้มีเพียงโจทย์ของการขาดข้อมูลเกี่ยวกับสารพิษ แต่ยังรวมถึงข้อจำกัดของระบบที่ควรนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้เพื่อปกป้องประชาชนและฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม แม้เราจะมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่แม่นยำมากเพียงใด หากไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบ ไม่มีความร่วมมือข้ามพรมแดน หรือไม่มีพื้นที่ให้ผู้ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ความรู้ก็อาจหยุดอยู่ที่รายงานและฐานข้อมูล ในทางกลับกัน แม้ประชาชนจะมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง หากขาดมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์และระบบตรวจสอบที่น่าเชื่อถือ ข้อมูลที่เกิดขึ้นก็อาจไม่สามารถสร้างความไว้วางใจหรือใช้สนับสนุนการตัดสินใจที่มีผลกระทบสูงได้
ความท้าทายจึงไม่ใช่การเลือกระหว่างวิทยาศาสตร์กับประชาธิปไตย แต่เป็นการออกแบบสถาบันที่ทำให้ทั้งสองสิ่งเกื้อหนุนกัน
(วิทยา)ศาสตร์พลเมืองช่วยเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการผลิตความรู้ วิทยาศาสตร์แบบเปิดช่วยทำให้กระบวนการและผลผลิตทางวิทยาศาสตร์เข้าถึงและตรวจสอบได้มากขึ้น แต่ทั้งสองสิ่งจะมีความหมายต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อเชื่อมโยงกับการอภิบาลที่เปิดกว้าง (Open Governance) ซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ และทำให้สถาบันที่มีอำนาจต้องรับผิดชอบต่อหลักฐานและข้อเรียกร้องของสังคม
ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสามแนวคิด ((วิทยา)ศาสตร์พลเมือง วิทยาศาสตร์แบบเปิด และการอภิบาลที่เปิดกว้าง) จึงไม่ใช่เพียงลำดับขั้นจากการเก็บข้อมูลไปสู่การตัดสินใจ แต่เป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากประชาชนช่วยกำหนดประเด็นนโยบาย การตอบสนองของรัฐอาจนำไปสู่คำถามใหม่ที่สังคมต้องตรวจสอบ และผลจากการดำเนินนโยบายก็ต้องกลับมาเป็นข้อมูลสำหรับการเรียนรู้และปรับปรุงร่วมกันอีกครั้ง ดังนั้น การฟื้นฟูโลกอย่างยั่งยืนจึงต้องฟื้นฟูมากกว่าระบบนิเวศ แต่ต้องรวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์ รัฐ และประชาชนด้วย
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า เรารู้มากพอหรือยังว่าโลกกำลังเผชิญปัญหาอะไร แต่คือ ใครมีสิทธิกำหนดว่าปัญหาใดควรได้รับการแก้ไข ความรู้ของใครควรถูกนำมาใช้ และใครควรมีส่วนร่วมตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของโลก เพราะการทำให้โลกกลับมาน่าอยู่ไม่อาจอาศัยเพียงวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้า แต่ต้องอาศัยสังคมที่สามารถใช้ความรู้นั้นร่วมกันได้อย่างมีอำนาจ มีความรับผิดชอบ และเป็นธรรม
(วิทยา)ศาสตร์พลเมืองจึงไม่ได้สำคัญเพียงเพราะทำให้เรารู้จักโลกมากขึ้น แต่เพราะมันเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดว่าโลกที่เราต้องการอยู่ร่วมกันควรมีหน้าตาอย่างไร และใครต้องรับผิดชอบต่อการทำให้อนาคตนั้นเกิดขึ้นจริง
อ่านเพิ่มเติม:
- อัฏฐพร ฤทธิชาติ. (2020). การใช้แนวคิดวิทยาศาสตร์ภาคพลเมืองโดยองค์กรภาคประชาชนด้านสิ่งแวดล้อมด้วยการวิจัยอย่างมีส่วนร่วม: กรณีศึกษาเครือข่ายภาคประชาชน จังหวัดระยอง. วารสารพัฒนศาสตร์ วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 3(2), 44–63. https://so05.tci-thaijo.org/index.php/gvc-tu/article/view/248859
- Buakamsri, T., Larson, D., Harnnarong, F., Saetang, P., & Mooksuwan, W. (2005). Thailand’s air: Poison cocktail. Campaign for Alternative Industry Network, Greenpeace Southeast Asia, & Global Community Monitor. https://canadacommons.ca/artifacts/61749964/thailands-air/62647876/
- Haklay, M. (2012). Citizen science and volunteered geographic information: Overview and typology of participation. In D. Sui, S. Elwood, & M. Goodchild (Eds.), Crowdsourcing geographic knowledge (pp. 105–122). Springer. https://doi.org/10.1007/978-94-007-4587-2_7
- Hecker, S., Haklay, M., Bowser, A., Makuch, Z., Vogel, J., & Bonn, A. (Eds.). (2018). Citizen science: Innovation in open science, society and policy. UCL Press. https://discovery.ucl.ac.uk/id/eprint/10058422/
- Irwin, A. (1995). Citizen science: A study of people, expertise and sustainable development. Routledge.
- Saetang, P. (2022). The role of citizen science in policy advocacy and building just and ecologically sustainable communities in Thailand. In M. Indrawan, J. B. Luzar, H. Hanna, & T. Mayer (Eds.), Civic engagement in Asia (pp. 47–60). Springer. https://doi.org/10.1007/978-981-16-9384-7_5
- UNESCO. (2021). UNESCO recommendation on open science. https://unesdoc.unesco.org/ark:/48223/pf0000379949
- National Geographic Thailand. (2568). ปฏิบัติการสำรวจธรรมชาติในเมือง: City Nature Challenge 2025. https://ngthai.com/science/77687/city-nature-challenge-2025/
- Ungsuchaval, T., & Kantamaturapoj, K. (2026). Designing citizen science in Thailand: A process evaluation of a program in a contested mining context. Citizen Science: Theory and Practice, 11(1). https://doi.org/10.5334/cstp.973
บทความที่เกี่ยวข้อง:




