Policy Watch สรุปเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างภาคส่วน เพื่อ “การพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย” พ.ศ. 2569 ที่จัดขึ้นเมื่อ 29 ต.ค. 2569 ณ ห้องประชุม Phoenix Ballroom อิมแพ็ค เมืองทองธานี ในเวทีมีการร่วมสะท้อนบทเรียนจากสิ่งที่ไทยลงมือทำได้จริง และจากบทเรียนสู่การเปลี่ยนแปลง

อมรวรรณ เรศานนท์ ผู้จัดการโครงการ SDG Localisation โดยโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) กล่าวว่า การพัฒนาเรื่อง SDG ลงในระดับพื้นที่ ซึ่งมีทั้งการทำงานร่วมกับหน่วยงานระหว่างประเทศ รัฐบาล เยาวชน ภาคประชาสังคม และจังหวัดต่าง ๆ ซึ่งมีความสำคัญเนื่องจากกิจกรรมต่าง ๆ เกิดขึ้นในพื้นที่ เพราะหากไม่เริ่มจากในพื้นที่ก็ยากที่จะพัฒนาไปสู่ระดับประเทศ โดยทาง UNDP ได้ดำเนินการ 5 ขั้นตอน ได้แก่
-
- การสร้างความรับรู้เกี่ยวกับ SDGs โดยทำให้ SDGs เป็นที่รู้จักและเชื่อมโยงกับชีวิตผู้คน โดยทำในรูปแบบที่เข้าใจง่าย เช่น นำ SDGs มาทำเป็นเกมเศรษฐีในงานเทศกาล วงล้อชิงโชค SDGs ในงานวัด
- การบูรณาการให้ SDGs เชื่อมเข้าสู่นโยบาย ในระดับจังหวัด โดยมีการพัฒนา SDGs profile ในจังหวัดนำร่องของไทย ที่เปรียบเหมือนสมุดพก สมุดตรวจสุขภาพความยั่งยืน โดยมีการรายงานผลความคืบหน้า SDGs ของแต่ละจังหวัดทั้ง 17 ด้านว่าเป็นอย่างไร
- ผนึกพลังภาคีในพื้นที่ในการขับเคลื่อน ปัจจุบันดำเนินการไป 18 พื้นที่ ทำงานร่วมกับภาคประชาชน เช่น ที่ จ.เชียงใหม่ มีการทำเรื่องของเส้นทางการเดินธรรมชาติที่ไม่ให้ป่าถูกรุกราน กิจกรรมป่าชุมชน ทำงานร่วมกับเด็กเยาวชนในพื้นที่กรุงเทพฯ ในการดูแลรักษาต้นไม้ และร่วมกับ กรุงเทพมหานครนำหลักสูตรการดูแลรักษาต้นไม้เข้าไปในหลักสูตรการเรียนการสอน
- ระดมทุนเพื่อการพัฒนาในพื้นที่ เนื่องจากจังหวัดมีงบประมาณจากส่วนกลางลดลง จากปีละกว่า 200 ล้านบาท เหลือราว 30-40 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อการขับเคลื่อน โดยจะมีการระดมทุนทั้งจากภาครัฐ เอกชน นานาชาติ รวมทั้งพันธบัตรความยังยืนที่กำลังจะออกมาเพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุน
- เสริมศักยภาพและการมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึง ตามสโลแกน “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ทุกคนมีส่วนร่วมในการส่งเสริม SDGs อย่างทั่วถึง
สพ.ญ.อังคณา เลขะกุล เลขาธิการมูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (International Health Policy Program Foundation หรือ IHPP Foundation) กล่าวว่า ยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่เข้าใจความหมายของ SDGs สำหรับ “รากของ SDGs” เกิดมาตั้งแต่สมัยหนังสือ Silent Spring ฤดูใบไม้ผลิที่เงียบงัน โดย Rachel Carson คือ การบอกเล่าความเชื่อมโยงของชีวิตมนุษย์และธรรมชาติที่ไม่สามารถแยกขาดจากกันได้ นำมาสู่การเคลื่อนไหวของผู้คนที่ออกมาบอกว่า เศรษฐกิจหรือความร่ำรวยอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่สังคมและสิ่งแวดล้อมต้องดีและสามารถส่งต่อให้คนรุ่นหลังได้ ในปี 2558 (ค.ศ.2015) ที่ไทยเข้าร่วมลงนามรับรอง SDGs นายกรัฐมนตรีคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แล้วกลับมาบอกคนไทยว่า “ประเทศต้องมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ที่แปลมาจาก SDGs แต่หลายคนยังไม่เข้าใจ ซึ่งหากจะทำให้บรรลุ 17 เป้าหมายจะทำอย่างไรได้บ้าง

สพ.ญ.อังคณา เลขะกุล เลขาธิการมูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (International Health Policy Program Foundation หรือ IHPP Foundation)
สพ.ญ.อังคณา ยกตัวอย่าง “แคมป์คนงานก่อสร้าง” ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่การเรียนรู้ ในแคมป์แรงงานมีเด็ก ๆ ที่เป็นลูกของแรงงานข้ามชาติ และหากจะบอกว่า SDG3 สุขภาพเเละความเป็นอยู่ที่ดี หรือ SDG4 การศึกษาที่มีคุณภาพ มีความสำคัญ ขณะที่พ่อแม่ของเด็กเหล่านี้เป็นแรงงานอาศัยอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมขนาด 2.5 x 2.5 เมตร ต้องย้ายทุก ๆ 6 เดือน หรือ 1 ปี มีคำถามว่าพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กเหล่านี้จะเป็นอย่างไร ใครเป็นผู้ดูแล การแก้ปัญหานี้จาก SDGs จะแก้อย่างไรไม่ใช่เรื่องง่าย
“ดังนั้นจึงเป็นโจทย์ UN หลังจาก 5 ปี SDGs ตอนปี ค.ศ. 2020 บอกว่า เหลือ 10 ปีแห่งการลงมือทำ แสดงว่า 5 ปีตั้งแต่ 2015-2020 คือการวางแผนการชวนคิดว่าจะทำอย่างไร แต่ต่อให้เป็นศตวรรษการลงมือทำก็ยังยากอยู่” สพ.ญ.อังคณา เลขะกุล
สพ.ญ.อังคณา ระบุว่า สิ่งที่ IHPP ทำคือการทำข้อมูลเชิงระบบและเชิงนโยบาย ในการขับเคลื่อน SDGs ผ่านความเชื่อ 3 อย่าง คือ การเชื่อมโยงความรู้ ชุมชนสังคม และนโยบาย จากความเชื่อถูกเปลี่ยนมาเป็นการลงมือทำ เริ่มตั้งแต่ช่วงโควิด-19 ชวนคนมาพูดคุยกัน โดยการเปิดพื้นที่พูดคุย จากนั้นออกแบบชวนคนมาพูดคุยอีกหลายครั้งเพื่อหาแนวทางเดินหน้าต่อว่าจะทำอย่างไร กระทั่งปี 2022 – 2023 เป็นการลงมือทำในพื้นที่ โดยให้พื้นที่ที่อยากเรียนรู้สมัครเข้ามา โดยมีการลงเข้าไปในพื้นที่ว่ามีปัญหาอะไร เชื่อมโยงกับ SDGs แบบไหน จากนั้นเป็นต้นมาก็มีการจัดเวทีมาอย่างต่อเนื่องโดยนำสิ่งที่เรียนรู้กับชุมชนมาถ่ายทอด และให้ชุมชนมาเป็นผู้ถ่ายทอดด้วยตัวเอง กระทั่งปี 2568 มีการผลักดันจนเกิดเป็นมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติที่เน้นการเปลี่ยนแปลงระดับพื้นที่และเชื่อมโยงกับสมัชชาสุขภาพแห่งชาติที่มีเครือข่ายอยู่ทุกจังหวัด
“ปีนี้จึงเป็นปีที่เราเดินหน้า มีมติ มีนโยบาย ไม่มีความหมาย ถ้านิ่งก็จะไม่เกิดประโยชน์ ซึ่งเราจะเน้นการทำงานร่วมกับสังคม ซึ่งเป็นกลไกการต่อยอดใน กพย. ของสภาพัฒน์ฯ ที่ยังไม่มีภาคประชาสังคมทำในส่วนนี้ และยังให้ความสำคัญกับการสร้างคน เรามีหลักสูตรพัฒนาผู้นำเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เชื่อมโยงทั้งภายในและภายนอก” สพ.ญ.อังคณา เลขะกุล
สพ.ญ.อังคณา ชี้ว่า ข้อค้นพบจากการทำงาน พบว่า “ความยั่งยืน คือ คุณภาพชีวิตของคนทุกคน” และ “ผู้นำในพื้นที่ คือ กุญแจสำคัญของการเปลี่ยนแปลง” ซึ่งทุกคนเป็นผู้นำได้ และเป็นสิ่งที่ควรถูกส่งต่อในสังคมว่าทุกคนสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ถ้าลงมือทำ

อเล็กซ์ เรนเดลล์ CEO Environmental Education Center
อเล็กซ์ เรนเดลล์ CEO Environmental Education Center กล่าวว่าสิ่งที่ทำมีทั้งเปิดศูนย์แวดล้อมศึกษา (Environmental Education Center) ที่มีหลักสูตรทั้งป่า ทะเล คนพื้นที่ เป็นต้น อีกส่วนคือการเป็นนักแสดงที่ได้ร่วมงานกับหลายแห่งที่ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ทำให้มีโอกาสได้เห็นหลายมุมมอง จึงขอแบ่งปันเรื่องราวที่ทำและสอดคล้องกับ SDGs ในแต่ละด้าน ดังนี้
- สำหรับงานที่ทำเป็นหลักขณะนี้ สอดคล้องกับ SDG4 การศึกษาที่มีคุณภาพ ซึ่งไม่เพียงแค่คุณภาพการศึกษา แต่ยังรวมไปถึง “การเข้าถึงการศึกษา” ด้วย ซึ่งไทยเป็นประเทศที่มีโรงเรียนหลายพื้นที่ จากการเดินทางไปพบจะเห็นว่าอยู่ไกลมาก ต่างจากหลายประเทศ
- SDG3 สุขภาพเเละความเป็นอยู่ที่ดี จะเห็นชัดเจนในช่วงที่เกิดภัยพิบัติต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ เรื่องน้ำ เรื่องฝุ่น PM 2.5 ที่กลายมาเป็นประเด็นของสังคม และทำให้คนหันมาสนใจเรื่อง SDGs มากขึ้น เพราะเป็นเหตุการณ์ที่ใกล้ตัว ต่างจากเมื่อ 10 ปีก่อนหากพูดถึงเรื่องความยั่งยืนจะได้รับความสนใจเฉพาะบางกลุ่มเท่านั้น
- SDG1 ขจัดความยากจน และ SDG2 ขจัดความหิวโหย ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีทรัพยากรที่แข็งแรง มีป่าที่สมบูรณ์ มีทะเล จากการลงพื้นที่ไปภาคใต้หลังช่วงเกิดภัยพิบัติ ยังเห็นว่าชาวบ้านสามารถออกไปหาสัตว์น้ำได้ และตราบใดที่คุณภาพสิ่งแวดล้อมดี คุณภาพชีวิตของคนก็จะดีตาม แต่ปัจจุบันคุณภาพของสิ่งแวดล้อมค่อย ๆ ลดลงอย่างเห็นได้ชัด หาไม่ให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อม เชื่อว่าจะนำไปสู่เรื่องความยากจนได้
- SDG7 พลังงานสะอาดที่เข้าถึงได้ เป็นประเด็นที่สังคมกำลังให้ความสนใจ เช่น โซล่าร์เซลล์ ซึ่งเคยลงพื้นที่ไปทำโซล่าร์เซลล์ให้โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในพื้นที่ภาคใต้ โดยอาศัยความร่วมมือจากชาวบ้าน พบว่าช่วยลดค่าไฟฟ้าได้อย่างมาก และสามารถนำเงินมาพัฒนาเครื่องมืออุปกรณ์การแพทย์ได้
- นำไปสู่ SDG11 เมืองเเละชุมชนที่ยั่งยืน อีกประเด็นที่ค้นพบจากการลงพื้นที่ คือ ได้มีโอกาสไปร่วมงานที่ จ.สุรินทร์ เมื่อคนเติบโตมาแล้วเห็นว่าบ้านเกิดของเขาไม่มีงาน ไม่มีการเรียนรู้ ไม่มีโอกาส ทำให้ต้องหาทางไปอยู่ในเมืองใหญ่ ซึ่งไม่ใช่หลักคิดของความยั่งยืน พื้นที่มีการปลูกป่าและทำโครงสร้างคล้ายกับบริษัท ผ่านมา 30 ปีเกิดเป็นป่าชุมชนให้คนได้ใช้ประโยชน์ไม่จำเป็นต้องออกไปหางานต่างถิ่น และเกิดความอยากพัฒนาบ้านเกิดเพราะมีฐานที่ดี
- SDG6 น้ำสะอาดและการสุขาภิบาล จากการทำงานเรื่องการศึกษาพบว่า เรื่องความยั่งยืน เปลี่ยนไปทุกปี หากเป็นได้ควรทำสิ่งเดียวต่อเนื่อง เพราะใช้เวลานาน และใช้เวลานานในการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่ประสบความสำเร็จจากการวางโปรแกรมการเรียนรู้ในเด็กที่ จ.ระยอง และ จ.ชลบุรี เรียนรู้ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ลงไปที่ทะเล โดยเป็นบริษัทสัญชาติญี่ปุ่น ที่ขายน้ำ ต้องการให้คนเรียนรู้เรื่องน้ำ ร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ โดยเลือกเด็กอายุ 8-12 ปี จำนวน 450 คน จาก 30 โรงเรียนเพราะเห็นว่าจะเป็นกลุ่มที่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้ง่ายที่สุด
- SDG12 การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน ข้อค้นพบคือ เชื่อว่าทุกคนอยากนำทรัพยากรกลับมาใช้ให้คุ้มค่าที่สุด แต่การจะทำให้ยั่งยืน ผู้ผลิต ผู้บริโภค ต้องร่วมมือกัน เช่น ผู้ผลิตเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์เป็นแบบรีไซเคิลได้ แต่ราคากลับสูงขึ้นเพราะต้นทุนสูง ทำให้ผู้บริโภคไม่ซื้อ ทำให้ต้องมีนวัตกรรมที่จะทำให้ต้นทุนลดลง
- SDG11 เมืองเเละชุมชนที่ยั่งยืน SDG13 การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ SDG14 ทรัพยากรทางทะเล และ SDG15 ระบบนิเวศบนบก ที่มองว่าเชื่อมโยงกันทั้งหมด ยกตัวอย่าง การทำเรื่อง พะยูน ที่กินหญ้าทะเล จากที่เรามีพะยูน 200-300 ตัว ส่วนใหญ่อยู่ที่ จ.กระบี่ และ จ.ตรัง ซึ่งเป็นแหล่งหญ้าทะเล สถานการณ์ล่าสุดคือพะยูนมีจำนวนลดลง เพราะหญ้าทะเลลดลง จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งนอกจากระทบต่อพะยูน ยังกระทบต่อสัตว์น้ำชนิดอื่น ส่งผลให้ชาวบ้านออกมาจับสัตว์น้ำไม่ได้ ชาวบ้านจึงหาแนวทางที่จะปลูกหญ้าทะเลขึ้นมาทดแทน
อเล็กซ์ กล่าวว่า ข้อดีของ SDGs คือ เชื่อมโยงกันทั้งหมด โดยได้ทำหลักสูตรสำหรับเด็กอายุ 10-14 ปี มาสมัครและเลือกเรียนรู้ข้อใดข้อหนึ่งจากเรื่องที่เขาสนใจ ทำการศึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ ตลอด 7 เดือน ลงพื้นที่จริงโดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ ร่วมลงพื้นที่ด้วย
“ในมุมการศึกษาไม่มั่นใจว่าใน 17 ข้อเราจะทำสำเร็จได้มากน้อยแค่ไหน แต่คิดว่าเป็น foundation ที่ดี ในด้านการศึกษา ที่เอาเรื่องราวของ SDGs 17 ข้อ มาไว้ในตะกร้าเดียวกัน เมื่อมีนักศึกษาสนใจอยากจะทำ ก็จะบอกให้ไปดูเลยว่าใน 17 ข้อสนใจเรื่องไหน ซึ่งในด้านการศึกษามองว่ามันเป็นการสร้างโครงสร้างระบบการศึกษาให้คนสนใจ ได้วัดคุณภาพทั้งคนและชุมชนในเวลาเดียวกัน” อเล็กซ์ เรนเดลล์
เชื่อมโยงการเรียนรู้ สู่ การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย
อมรวรรณ กล่าวว่า ปัจจุบันหลายจังหวัดมีการตั้งคณะกรรมการ SDGs เป็นการรวบรวมคนจากหน่วยงานต่าง ๆ ในจังหวัดมาคุยเรื่องเดียวกัน มองไปข้างหน้าด้วยกัน มีการตรวจวัดเพื่อให้มองเห็นปัญหาของการทำงานอย่างสม่ำเสมอ สำหรับสิ่งที่ถูกนำมาเป็นเรื่องหลักหลายจังหวัดจะมองเรื่องเศรษฐกิจเป็นหลัก เพื่อให้ประชาชนอยู่ดีกินดี โดยจัดลำดับความสำคัญของเรื่องตามบริบทพื้นที่

อมรวรรณ เรศานนท์ ผู้จัดการโครงการ SDG Localisation
สพ.ญ.อังคณา ชี้ว่า SDGs ทั้งหมดมีความเชื่อมโยงกัน ซึ่งการอยู่ดีกินดี คือ สุขภาวะ หรือ Well-being ซึ่งหมายรวมถึงสุขภาพกาย สุขภาพใจ และสุขภาพสังคมที่ดี และ SDGs ไม่จำเป็นต้องจดจำ แต่อยู่ที่การนำไปปรับใช้ในพื้นที่ของเรา และหากเราเข้าใจ SDGs ในแบบของเราสิ่งนี้จะกลายเป็นข้อต่อรอง เช่น เมื่อรัฐบาลจะสร้างโรงงานไฟฟ้าที่จะนะเมื่อชาวบ้านเห็นว่าเรื่องนี้ย้อนแย้งกับ SDGs ก็จะเป็นเครื่องมือในการต่อรอง
อเล็กซ์ ระบุว่า สิ่งที่เห็นการเปลี่ยนแปลงจากการร่วมงานกับเอกชน มีหลายองค์กรภาคธุรกิจที่หันมาสนใจเรื่องความยั่งยืนมากขึ้น เนื่องจากคนส่วนใหญ่ในสังคมใส่ใจความยั่งยืนมากขึ้น และยังมีข้อกำหนด เช่น บริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์จำเป็นต้องมีการทำเรื่องความยั่งยืน และมีการประกาศเป้าหมายออกมากันเยอะมาก ซึ่งมองว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ภาคเอกชนกล้าที่จะออกมาตั้งเป้าในเรื่องนี้ ที่สำคัญยังเป็นข้อได้เปรียบทางการแข่งขันทางการค้าทั้งในและต่างประเทศ หลายองค์กรการค้าระหว่างประเทศไม่ได้มองเพียงแค่ธุรกิจ แต่จะมองไปถึงการดูแลแรงงานครอบครัวแรงงานด้วย ดังนั้นภาคธุรกิจ จึงมีความจำเป็นหลายแง่มุมที่จะต้องมาทำเรื่องนี้




