ปัญหามลพิษปนเปื้อนในแม่น้ำปราจีนบุรีหลังน้ำท่วม สะท้อนปัญหาการควบคุมและการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ของไทย คำถามคือ ไทยกลายเป็นแหล่งรับขยะของโลกตั้งแต่เมื่อใด กฎหมายและนโยบายใดที่เปิดทางให้ขยะเหล่านั้นเข้ามา
หากย้อนไปในอดีตจะพบว่า จีนเคยเป็นปลายทางหลักของขยะรีไซเคิลจากทั่วโลก โดยเฉพาะขยะพลาสติก ในปี 2559 จีนนำเข้าขยะพลาสติกมากกว่า 7 ล้านตัน หรือคิดเป็นมากกว่า 50% ของมูลค่าตลาดขยะพลาสติกโลก แต่เมื่อจีนเปลี่ยนนโยบายอย่างจริงจัง ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงไทย กลับต้องเผชิญแรงกดดันจากขยะที่ถูกเบนเส้นทางเข้ามาแทน
จุดเปลี่ยนเมื่อจีนปิดประตูรับขยะโลก
วันที่ 18 กรกฎาคม 2560 กระทรวงคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของจีนประกาศห้ามนำเข้าขยะมูลฝอย 4 ประเภท โดยให้มีผลตั้งแต่เดือนธันวาคมปีเดียวกัน ได้แก่ ขยะพลาสติกจากแหล่งชุมชน ตะกรันวาเนเดียม หรือ Vanadium Slag ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากกระบวนการถลุงเหล็กและผลิตเหล็กกล้า ขยะกระดาษที่ไม่ผ่านการคัดแยก และขยะสิ่งทอบางประเภท
หลังจากนั้น จีนยังเดินหน้ากวาดล้างโรงงานรีไซเคิลที่ผิดกฎหมายและใช้มาตรการเข้มงวดมากขึ้น ภายใต้ปฏิบัติการ “National Sword” ซึ่งเริ่มบังคับใช้อย่างจริงจังในปี 2561 พร้อมกำหนดเพดานสิ่งปนเปื้อนของขยะที่ยังอนุญาตให้นำเข้าได้ไม่เกิน 0.5%
มาตรการดังกล่าวทำให้ปริมาณขยะพลาสติกที่จีนนำเข้าลดลงอย่างมาก จากราว 600,000 ตันต่อเดือนในปี 2559 เหลือประมาณ 30,000 ตันต่อเดือนในปี 2561 เมื่อจีนปิดประตู ผู้ประกอบการและนายทุนที่เคยพึ่งพาโรงงานรีไซเคิลในจีนจึงต้องมองหาพื้นที่ใหม่เพื่อรองรับขยะ ภูมิภาคอาเซียนจึงกลายเป็นเป้าหมายสำคัญ โดยเฉพาะไทย
ไทยกลายเป็นเป้าหมายใหม่ของขยะนำเข้า
มูลนิธิบูรณะนิเวศระบุชัดเจนว่า หลังจีนเริ่มห้ามนำเข้าของเสียอันตราย ไทยกลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายใหม่ของการนำเข้าขยะ โดยเฉพาะขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์
การที่ไทยกลายเป็นเป้าหมายไม่ได้มาจากปัจจัยที่จีนเปลี่ยนนโยบายเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับช่องโหว่ของกฎหมายและนโยบายไทย ซึ่งเอื้อให้ของเสียบางประเภทเข้ามาได้ภายใต้ชื่อ “วัตถุดิบเพื่อรีไซเคิล”
หนึ่งในนโยบายที่ทำให้ไทยเป็นเป้าหมายใหม่ของขยะโลกเกิดขึ้นภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีและความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจหลายฉบับ ดังนี้
- ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น หรือ JTEPA
- ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน หรือ ACFTA
- ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย หรือ TAFTA
ทั้งนี้ ข้อตกลงดังกล่าวล้วนมีผลต่อการกำหนดสิทธิทางภาษีของสินค้า รวมถึงสินค้าที่อยู่ในกลุ่มเศษวัสดุและของเสียที่เรียกว่า “วัตถุดิบเพื่อรีไซเคิล”
ตัวอย่างสำคัญคือ พิกัดศุลกากร 39.15 ซึ่งครอบคลุมเศษ เศษตัด และของที่ใช้ไม่ได้ที่เป็นพลาสติก สินค้ากลุ่มนี้ได้รับยกเว้นอากรนำเข้าจากออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และจีน ส่งผลให้ปริมาณการนำเข้าพลาสติกของไทยเพิ่มขึ้นจาก 75,343 ตันในปี 2557 เป็น 152,737 ตันในปี 2560
อีกกลุ่มหนึ่งคือ พิกัดศุลกากร 85.48 ซึ่งครอบคลุมเศษแบตเตอรี่และส่วนประกอบทางไฟฟ้าที่ใช้ไม่ได้ สินค้ากลุ่มนี้ได้รับสิทธิยกเว้นอากรนำเข้าเช่นกัน โดยไทยมีการนำเข้าจากจีนในปริมาณสูงและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เมื่อของเสียถูกนิยามเป็นสินค้า เป็นวัตถุดิบ หรือเป็นวัสดุรีไซเคิล การควบคุมจึงมีความซับซ้อนขึ้น เพราะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าสิ่งที่นำเข้ามานั้นสามารถรีไซเคิลได้จริง หรือเป็นเพียงขยะปนเปื้อนที่ถูกส่งเข้ามาเพื่อผลักภาระการกำจัดให้แก่ประเทศปลายทาง
อนุสัญญาบาเซล: ควบคุมได้ แต่ไม่ใช่ห้ามโดยอัตโนมัติ
แม้ที่ผ่านมาประเทศไทยจะลงนามใน “อนุสัญญาบาเซล” ซึ่งเป็นกลไกระหว่างประเทศที่มีเป้าหมายควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตราย แต่ในระยะแรก อนุสัญญานี้ไม่ได้ห้ามการค้าของเสียโดยเด็ดขาด
หลักการสำคัญคือระบบการแจ้งล่วงหน้าและการยินยอมโดยสมัครใจ หรือ Prior Informed Consent: PIC กล่าวคือ การเคลื่อนย้ายของเสียอันตรายยังสามารถเกิดขึ้นได้ หากประเทศปลายทางยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร หรือมีข้อตกลงระหว่างประเทศรองรับ
ด้วยเหตุนี้ แม้ไทยจะให้สัตยาบันอนุสัญญาบาเซลตั้งแต่ปี 2540 แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการนำเข้าของเสียจะถูกห้ามทั้งหมด โดยเฉพาะเมื่อยังมีข้อตกลงทางการค้า เช่น JTEPA ที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อภาคแก้ไขของอนุสัญญาบาเซล หรือ Basel Ban Amendment มีผลใช้บังคับในระดับนานาชาติเมื่อปี 2562 การแก้ไขดังกล่าวกำหนดห้ามประเทศในกลุ่ม OECD สหภาพยุโรป และลิกเตนสไตน์ ส่งออกของเสียอันตรายไปยังประเทศกำลังพัฒนาที่ให้สัตยาบันต่อภาคแก้ไขนี้
ประเทศไทยให้สัตยาบันต่อ Basel Ban Amendment ในเดือนมีนาคม 2566 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2566 ส่งผลให้การนำเข้าของเสียอันตรายภายใต้อนุสัญญาบาเซลจากประเทศพัฒนาแล้วในกลุ่มดังกล่าวต้องยุติลง ถือเป็นก้าวสำคัญในการลดความเสี่ยงที่ไทยจะกลายเป็นปลายทางของของเสียอันตรายจากต่างประเทศ แต่ความจริงในประเทศไม่ได้เป็นเช่นนั้น
คำสั่ง คสช. ที่ 4/2559 เปิดพื้นที่ “โรงงานรีไซเคิล”
แม้ภาคแก้ไขของอนุสัญญาบาเซลจะเป็นปราการสกัดของเสียอันตรายจากประเทศต้นทาง แต่คำสั่งภายในประเทศกลับเอื้อให้มีการตั้งโรงงานรีไซเคิล ซึ่งอาจมาพร้อมกับของเสียอันตราย
คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 4/2559 ซึ่งออกในปี 2559 มีผลยกเว้นการบังคับใช้ผังเมืองรวมสำหรับกิจการบางประเภท เช่น กิจการที่อยู่ในขอบเขตของคำสั่ง ได้แก่ โรงไฟฟ้าขยะ โรงงานกำจัดของเสียอันตราย โรงงานคัดแยกหรือฝังกลบของเสียไม่อันตราย และโรงงานรีไซเคิล หรือโรงงานลำดับที่ 88/89, 101, 105 และ 106
ผลในทางปฏิบัติคือ การตั้งโรงงานในกลุ่มดังกล่าวไม่ต้องเผชิญข้อจำกัดด้านผังเมืองเช่นเดิม ทำให้เกิดข้อกังวลว่าพื้นที่หลายแห่งอาจถูกใช้เป็นที่ตั้งโรงงานคัดแยก ฝังกลบ หรือรีไซเคิลของเสียได้ง่ายขึ้น
โรงงานรีไซเคิลเพิ่มขึ้นกว่า 2,500 แห่ง
แม้คำสั่ง คสช. ที่ 4/2559 จะเกิดขึ้นก่อนจีนประกาศห้ามนำเข้าขยะในปี 2560 แต่เมื่อจีนเริ่มปิดประเทศและกวาดล้างโรงงานรีไซเคิลผิดกฎหมายจำนวนมาก โรงงานรีไซเคิลจากจีนจึงทะลักเข้าสู่ไทย
ประเทศไทยมีเงื่อนไขหลายประการที่อาจดึงดูดการย้ายฐานของธุรกิจรีไซเคิลเข้ามา ทั้งข้อจำกัดด้านผังเมืองที่ผ่อนคลาย ต้นทุนที่แข่งขันได้ และโอกาสในการขออนุญาตประกอบกิจการที่ง่ายและรวดเร็ว
มีข้อมูลว่า ภายหลังคำสั่ง คสช. ที่ 4/2559 มีการยื่นขอประกอบกิจการรีไซเคิลและจัดการขยะมากกว่า 2,500 แห่ง ขณะที่ข้อมูลจากคณะกรรมาธิการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของสภาผู้แทนราษฎรในเดือนมิถุนายน 2568 ระบุว่า เฉพาะ 3 อำเภอในจังหวัดสมุทรสาคร มีโรงงานประเภท 105 จำนวน 134 แห่ง และโรงงานประเภท 106 จำนวน 123 แห่ง
ข้อมูลจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม ณ วันที่ 1 กันยายน 2569 ระบุว่า ใน 9 จังหวัดที่มีโรงงานประเภท 105 และ 106 มากที่สุด มีโรงงานรวมกัน 2,121 แห่ง โดยโรงงานประเภท 105 เกี่ยวข้องกับการคัดแยกหรือฝังกลบสิ่งปฏิกูลและวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว ส่วนโรงงานประเภท 106 เกี่ยวข้องกับการนำของเสียกลับมาใช้ประโยชน์หรือรีไซเคิล
จังหวัดที่มีโรงงานทั้งสองประเภทมากที่สุด ได้แก่
- ชลบุรี 410 แห่ง
- สมุทรปราการ 327 แห่ง
- สมุทรสาคร 267 แห่ง
- ฉะเชิงเทรา 259 แห่ง
- ระยอง 229 แห่ง
- ปทุมธานี 205 แห่ง
- ปราจีนบุรี 155 แห่ง
- พระนครศรีอยุธยา 144 แห่ง
- สระบุรี 125 แห่ง
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้ยืนยันว่าโรงงานทุกแห่งกระทำผิดกฎหมาย แต่สะท้อนความจำเป็นที่รัฐต้องมีระบบอนุญาต ตรวจสอบ และติดตามที่เข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้กิจการรีไซเคิลกลายเป็นช่องทางสะสมกากอุตสาหกรรมหรือแหล่งมลพิษ
ขยะอุตสาหกรรมในประเทศที่ไทยมีอยู่แล้ว
นอกจากขยะนำเข้าจากต่างประเทศ ไทยยังมีปัญหาของเสียอุตสาหกรรมภายในประเทศในปริมาณมหาศาลอยู่แล้ว กรมโรงงานอุตสาหกรรมเปิดเผยว่า มีโรงงานมากกว่า 65,000 แห่งที่เป็นผู้ก่อกำเนิดของเสียอุตสาหกรรม โดยมีของเสียอันตรายประมาณ 1.5 ล้านตัน และของเสียอุตสาหกรรมไม่อันตรายประมาณ 17 ล้านตัน
การจัดการของเสียอันตรายต้องใช้ความรู้และเทคโนโลยีเฉพาะทาง ตั้งแต่การเก็บรวบรวม การขนส่ง การบำบัด และการกำจัดขั้นสุดท้าย ของเสียแต่ละชนิดต้องใช้วิธีจัดการที่แตกต่างกันตามคุณสมบัติและระดับความเป็นพิษ หากทำผิดขั้นตอน สารอันตรายอาจรั่วไหลปนเปื้อนสู่ดิน น้ำใต้ดิน แหล่งน้ำผิวดิน และพื้นที่เกษตรกรรม
ปัญหายิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อของเสียอันตรายบางประเภทได้รับอนุญาตให้นำไปใช้เป็นวัตถุดิบเพื่อรีไซเคิล เช่น น้ำมันเครื่องใช้แล้ว หรือของเหลวปนเปื้อนกรด-ด่าง
แม้การรีไซเคิลอาจช่วยลดปริมาณของเสียได้ แต่หากโรงงานไม่มีมาตรฐาน มีการกำกับติดตามไม่เพียงพอ หรือไม่มีระบบควบคุมมลพิษที่มีประสิทธิภาพ กระบวนการรีไซเคิลก็อาจสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าการจัดการอย่างถูกต้อง
หลายชุมชนเคยได้รับผลกระทบจนต้องออกมาเรียกร้องให้ปิดโรงงาน หรือฟ้องคดีเพื่อขอให้มีการฟื้นฟูพื้นที่และเยียวยาความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตร เช่น ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา นครราชสีมา ราชบุรี และระยอง
ขณะที่หลายพื้นที่ หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมยังต้องติดตามพื้นที่ปนเปื้อนจากกิจการคัดแยก ฝังกลบ และรีไซเคิลของเสียอันตรายในหลายจังหวัด อาทิ ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี นครราชสีมา เพชรบูรณ์ และสระบุรี
เมื่อประเทศไทยยังมีภาระของเสียอุตสาหกรรมภายในประเทศจำนวนมาก การเปิดรับของเสียจากต่างประเทศจึงยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อศักยภาพของระบบจัดการโดยรวม
กฎหมายขาดการควบคุมอย่างเข้มงวด
แม้ในช่วงหลังรัฐได้ปรับปรุงกฎหมายและมาตรการบางส่วนเพื่อยกระดับการจัดการกากอุตสาหกรรม แต่กฎหมายดังกล่าวยังตามไม่ทันปัญหาขยะอันตรายที่มีจำนวนมาก
ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง การจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว พ.ศ. 2566 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2566 ถือเป็นพัฒนาการสำคัญ เพราะนำหลัก “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” หรือ Polluter Pays Principle: PPP มาใช้ชัดเจนขึ้น
หลักการดังกล่าวกำหนดให้ผู้ก่อกำเนิดของเสีย หรือ Waste Generator: WG ต้องรับผิดชอบต่อของเสียตั้งแต่ต้นทาง จนกว่าของเสียนั้นจะได้รับการจัดการอย่างเสร็จสิ้น ต่างจากแนวคิดเดิมที่ความรับผิดชอบของโรงงานต้นทางอาจสิ้นสุดลงหลังส่งมอบของเสียให้ผู้รับกำจัด และกฎหมายยังกำหนดให้ผู้ก่อกำเนิดของเสียจำนวน 60,638 โรงงาน ต้องรายงานการจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วเป็นรายปี
ส่วนผู้รับบำบัดและกำจัดของเสีย หรือ Waste Processor: WP ซึ่งครอบคลุมโรงงานลำดับที่ 101, 105 และ 106 ประมาณ 2,500 แห่ง ต้องจัดส่งรายงานเกี่ยวกับการจัดการวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์เป็นรายเดือนผ่านระบบรายงานข้อมูลกลางของกระทรวงอุตสาหกรรม
ขณะเดียวกัน กรมโรงงานอุตสาหกรรมยังเสนอให้แก้ไขพระราชบัญญัติโรงงาน เพื่อเพิ่มโทษผู้ประกอบการที่กระทำผิดและจัดตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อม ส่วนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็เสนอแก้ไขกฎหมายสิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มอำนาจการกำกับดูแลแหล่งกำเนิดมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม
ขยะอิเล็กทรอนิกส์: ห้ามนำเข้า แต่ยังมีช่องว่าง
ขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นอีกกลุ่มที่น่ากังวล เพราะอาจมีโลหะหนักและสารพิษ เช่น ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม รวมถึงสารหน่วงการติดไฟ หากมีการแยกชิ้นส่วน เผา หรือสกัดโลหะโดยไม่มีมาตรฐาน สารพิษอาจปนเปื้อนสู่ดิน น้ำ และอากาศได้
ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม พ.ศ. 2556 กำหนดให้เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใช้แล้วเป็นวัตถุอันตรายประเภทที่ 3 หมายความว่า การผลิต นำเข้า ส่งออก หรือครอบครอง ต้องได้รับอนุญาต
ต่อมา ในปี 2563 กระทรวงพาณิชย์ออกประกาศห้ามนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ 428 รายการ แต่ข้อห้ามดังกล่าวยังไม่ได้ครอบคลุมขยะอิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด เนื่องจากส่วนใหญ่ผูกกับพิกัดศุลกากรบางหมวด และรายชื่อของเสียภายใต้อนุสัญญาบาเซล
ตัวอย่างของเสียภายใต้พิกัด 85.48 เช่น เศษแบตเตอรี่ เซลล์ปฐมภูมิใช้แล้ว หม้อสะสมไฟฟ้าใช้แล้ว และส่วนประกอบไฟฟ้าบางประเภท ยังอาจมีช่องทางให้นำเข้าได้ในบางกรณี เช่นเดียวกับของเสียภายใต้พิกัด 84 และ 85 ที่ไม่เข้าข่ายของเสียภายใต้อนุสัญญาบาเซล
ในปี 2565 รัฐภาคีอนุสัญญาบาเซลมีข้อตกลงให้ขยายรายการของเสียอิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่ภายใต้การควบคุม โดยรวมถึงขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่อันตรายด้วย ซึ่งมีผลบังคับใช้ในปี 2568 ประเด็นสำคัญคือ ไทยควรปรับบัญชีรายชื่อของเสียต้องห้ามให้ครอบคลุมและสอดคล้องกับมาตรฐานดังกล่าวหรือไม่ เพื่อควบคุมการนำเข้า
ปัญหาใหญ่ไม่ใช่แค่กฎหมาย แต่คือการบังคับใช้
แม้ไทยจะมีพัฒนาการทางกฎหมายมากขึ้นตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา แต่ความท้าทายสำคัญยังอยู่ที่การบังคับใช้ ที่ผ่านมา ยังปรากฏกรณีลักลอบนำเข้าของเสีย และยังมีข้อกังวลต่อประสิทธิภาพการตรวจสอบของหน่วยงานศุลกากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากของเสียถูกสำแดงเป็นสินค้าอีกประเภทหนึ่ง หรือเอกสารนำเข้าไม่สะท้อนสภาพของจริง ระบบตรวจสอบที่ไม่รัดกุมอาจทำให้ขยะอันตรายหลุดเข้าสู่ประเทศได้
ปัญหาอีกด้านคือ การควบคุมการนำเข้าของเสียยังมีลักษณะรวมศูนย์อำนาจอยู่กับภาครัฐเป็นหลัก โดยเฉพาะกรณีร่างกฎหมายที่ให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมเป็นผู้มีอำนาจอนุญาตนำเข้าเศษพลาสติก ขณะที่ภาคประชาชนยังมีบทบาทจำกัด แม้จะมีกลไกคณะอนุกรรมการที่สามารถเปิดพื้นที่ให้ประชาชนและผู้ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมได้
นอกจากนี้ ไทยยังขาดกลไกที่มีประสิทธิภาพสำหรับการส่งคืนของเสียที่ลักลอบนำเข้ามา เมื่อมีการยึดของเสียได้ คำถามสำคัญคือ ใครรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ขนย้าย และส่งกลับประเทศต้นทาง รวมถึงใครมีหน้าที่ติดตามให้ของเสียที่ถูกประมูลหรือส่งออกนั้นออกจากประเทศจริง
บทลงโทษเบา อาจทำให้ทำผิดยังคุ้มค่า
อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือ บทลงโทษต่อการลักลอบนำเข้าของเสียหรือจัดการของเสียผิดกฎหมายอาจยังไม่สูงพอ เมื่อเปรียบเทียบกับผลกำไรที่ผู้กระทำผิดสามารถได้รับ
หากค่าปรับต่ำกว่าต้นทุนของการจัดการของเสียอย่างถูกต้อง ผู้กระทำผิดอาจมองว่าการจ่ายค่าปรับยังคุ้มกว่าการปฏิบัติตามกฎหมาย ยิ่งเมื่อยังขาดมาตรการเรียกค่าเสียหายและบังคับฟื้นฟูพื้นที่จากผู้ก่อมลพิษอย่างจริงจัง ภาระการแก้ไขปัญหาจึงอาจตกอยู่กับภาครัฐและประชาชน
ไทยต้องเลือกว่าจะจัดการขยะ หรือรับภาระขยะ
ความเสี่ยงที่ไทยจะกลายเป็น “ถังขยะโลก” ไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของตลาดขยะโลก การปิดประเทศของจีน ช่องโหว่จากข้อตกลงทางการค้า การอนุญาตให้นำเข้าวัตถุดิบรีไซเคิล ความผ่อนคลายในการตั้งโรงงาน และข้อจำกัดในการบังคับใช้กฎหมาย
แม้ไทยมีความก้าวหน้า ทั้งการให้สัตยาบัน Basel Ban Amendment การห้ามนำเข้าขยะบางประเภท และการใช้หลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย แต่กฎหมายจะมีความหมายก็ต่อเมื่อมีการตรวจสอบอย่างจริงจัง โปร่งใส และเปิดให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วม
บทความที่เกี่ยวข้อง:




