ร่างกฎหมาย PRTR (Pollutant Release and Transfer Register) หรือ ร่างพระราชบัญญัติการรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ เป็นข้อเสนอที่ภาคประชาชนผลักดันให้เกิดระบบฐานข้อมูลมลพิษระดับประเทศ โดยกำหนดให้โรงงานและกิจการขนาดใหญ่รายงานข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ และให้รัฐนำข้อมูลมาจัดทำฐานข้อมูลกลางเพื่อเปิดเผยต่อสาธารณะ
หลักการสำคัญของกฎหมายคือ การทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลว่าโรงงานหรือแหล่งกำเนิดมลพิษในพื้นที่ปล่อยสารชนิดใด ปริมาณเท่าใด และมีการเคลื่อนย้ายสารมลพิษไปยังที่ใด เพื่อให้สามารถติดตามและตรวจสอบสถานการณ์มลพิษที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมได้
ย้อนไทม์ไลน์จากร่างพ.ร.บ. PRTR
เมื่อ 3 ก.ค. 65 มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) ร่วมกับมูลนิธิบูรณะนิเวศ และภาคีเครือข่าย เปิดตัวและยื่นเสนอร่างกฎหมาย PRTR ภาคประชาชนเป็นครั้งแรก เพื่อให้สังคมตระหนักถึงสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลมลพิษ
ร่าง พ.ร.บ. PRTR เคยผ่านความเห็นชอบในหลักการจากสภาผู้แทนราษฎรในวาระแรก เมื่อ 5 ก.ย. 68 โดยมีร่างที่เสนอเข้าสู่การพิจารณา 2 ฉบับ ได้แก่ ร่างของภาคประชาชน ซึ่งนำโดย เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง และร่างของพรรคประชาชน ซึ่งนำโดย กมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล ก่อนมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณารายละเอียด
ต่อมา คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ พิจารณาร่างกฎหมายครบทั้ง 40 มาตรา และเสร็จสิ้นเมื่อ 29 ต.ค. 68 โดยใช้ร่างของพรรคประชาชนเป็นร่างหลัก
อย่างไรก็ตาม ในช่วง เม.ย.–พ.ค. 69 เกิดข้อถกเถียงขึ้น หลังคณะรัฐมนตรีรับทราบแนวทางให้นำสาระของ PRTR ไปบรรจุรวมไว้ในการแก้ไขพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ แทนการออกเป็นกฎหมายเฉพาะ
อย่างไรก็ตามร่าง พ.ร.บ. PRTR ทำได้เพียงตั้งคณะกรรมาธิการ ยังไม่เข้าสู่วาระสอง แต่รัฐบาลอนุทิน 1 ยุบสภาผู้แทนราษฏรทำให้กฎหมายตกไป โดยที่รัฐบาลอนุทิน 2 ไม่ได้หยิบยกกฎหมายดังกล่าวกลับมาพิจารณาใหม่
ภาคประชาชนเดินหน้ายื่น ร่างพ.ร.บ. PRTR ใหม่
เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวว่า ปัจจุบันภาคประชาชนได้นำร่างกฎหมาย PRTR กลับเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภา และได้รับการบรรจุเป็นวาระเพื่อพิจารณาแล้ว โดยยังต้องติดตามขั้นตอนต่อไป รวมถึงการเชิญผู้เสนอร่างกฎหมายเข้าไปชี้แจงรายละเอียดต่อรัฐสภา
ขณะนี้มีร่างกฎหมายในประเด็นเดียวกันรวม 3 ฉบับ ได้แก่ ร่างของภาคประชาชน , ร่างที่เสนอโดยพรรคประชาชน และร่างที่เสนอโดยพรรคประชาธิปัตย์ โดยทั้ง 3 ฉบับมีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างระบบข้อมูลและเปิดเผยข้อมูลด้านมลพิษให้ประชาชนเข้าถึงได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม กระบวนการพิจารณายังมีข้อจำกัด เนื่องจากร่างกฎหมายของพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ถูกตีความว่าเข้าข่ายเป็นร่างกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงิน จึงต้องผ่านกระบวนการรับรองจากนายกรัฐมนตรีก่อนเข้าสู่การพิจารณา หากไม่ได้รับการรับรอง ร่างกฎหมายทั้งสองฉบับอาจไม่สามารถเดินหน้าต่อได้
ส่วนร่างของภาคประชาชน ซึ่งเกิดจากการรวบรวมความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน ยังคงต้องติดตามว่ากระบวนการในรัฐสภาจะเดินหน้าไปในทิศทางใด และจะสามารถผลักดันให้เกิดระบบเปิดเผยข้อมูลมลพิษที่ประชาชนเข้าถึงและนำไปใช้ตรวจสอบได้จริงหรือไม่
เพ็ญโฉมระบุว่า ก่อนหน้านี้ร่างกฎหมายเคยเข้าสู่กระบวนการพิจารณาจนเกือบถึงวาระที่ 2 และอยู่ในขั้นตอนการตั้งคณะกรรมาธิการ จึงยังมีความหวังว่าจะสามารถผลักดันกฎหมายให้เกิดขึ้นได้อีกครั้ง
มากกว่ากฎหมายสิ่งแวดล้อม
ในระดับนานาชาติ PRTR ถูกใช้เป็นกลไกในการรวบรวมและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษ เพื่อสนับสนุนการลดมลพิษและการมีส่วนร่วมของประชาชน
สำหรับประเทศไทย เพ็ญโฉม มองว่า PRTR ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงกฎหมายสิ่งแวดล้อม แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลที่เชื่อมโยงทั้งการกำกับดูแลภาคอุตสาหกรรม สุขภาพของประชาชน ความปลอดภัยในการทำงาน การวางแผนพื้นที่ และการพัฒนาเศรษฐกิจ
ระบบดังกล่าวยังเกี่ยวข้องกับการยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยในกระบวนการเข้าสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ OECD ซึ่งให้ความสำคัญกับระบบข้อมูลและการกำกับดูแลการปล่อยมลพิษ
นอกจากนี้ ฐานข้อมูล PRTR ยังสามารถนำไปใช้ประกอบการวางแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว หากข้อมูลการปล่อยจากภาคอุตสาหกรรมมีความครบถ้วนและสามารถนำมาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ได้
“ระบบ PRTR จะทำให้ประเทศไทยมีฐานข้อมูลมลพิษระดับประเทศ โดยเฉพาะข้อมูลจากภาคอุตสาหกรรม ซึ่งมีโรงงานขนาดกลางและขนาดใหญ่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานรัฐจำนวนมาก”
ตัวอย่างเช่น โรงงานอาจต้องรายงานว่าในแต่ละปีมีการปล่อยมลพิษสู่อากาศชนิดใดบ้าง และแต่ละชนิดมีปริมาณเท่าใด หากเป็นสารที่มีการปล่อยในปริมาณมากอาจรายงานเป็นกิโลกรัมหรือตันต่อปี
เช่นเดียวกับการปล่อยมลพิษลงสู่แหล่งน้ำ โรงงานที่ระบายน้ำเสียลงสู่แม่น้ำ ลำคลอง หรือแหล่งน้ำสาธารณะ จะต้องรายงานข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณน้ำเสีย รวมถึงประเภทและปริมาณสารเคมีที่ปนเปื้อน เช่น ตะกั่ว แคดเมียม หรือแมงกานีส
เมื่อข้อมูลเหล่านี้ถูกรวบรวมไว้ในระบบเดียวกัน จะทำให้เห็นภาพรวมว่าในแต่ละปีประเทศไทยมีสารมลพิษชนิดใดถูกปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อม และมีปริมาณมากน้อยเพียงใด โดยหน่วยงานรัฐมีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้อง วิเคราะห์ และสังเคราะห์ข้อมูลก่อนนำไปเผยแพร่
ไม่ใช่แค่ “รายงาน” แต่ต้อง “เปิดเผย”
สำหรับภาคประชาชน หัวใจของ PRTR ไม่ได้อยู่เพียงการกำหนดให้โรงงานรายงานข้อมูล แต่ต้องทำให้ข้อมูลดังกล่าวถูกเปิดเผยและประชาชนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง
ข้อมูลที่เปิดเผยควรทำให้ทราบถึงชื่อโรงงาน ที่ตั้งหรือพิกัด ประเภทกิจการ รวมถึงชนิดและปริมาณสารมลพิษที่มีการปล่อยหรือเคลื่อนย้าย เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่สามารถติดตามและประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับชุมชนของตนเอง
การมีข้อมูลที่เป็นระบบยังช่วยเปลี่ยนรูปแบบการเฝ้าระวังมลพิษ จากเดิมที่ประชาชนต้องรอให้เกิดเหตุแล้วจึงตรวจสอบ ไปสู่การติดตามสถานการณ์จากข้อมูลที่ตรวจสอบได้
ประชาชนสามารถใช้ข้อมูลเป็นฐานในการติดตามกิจกรรมของโรงงาน แจ้งเบาะแสเมื่อพบความผิดปกติ และตั้งคำถามต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขณะที่หน่วยงานรัฐก็สามารถนำข้อมูลจากประชาชนกลับมาใช้ประกอบการกำกับดูแลได้
เพิ่มประสิทธิภาพรัฐ ลดความเสี่ยงโรงงาน
PRTR ยังถูกเสนอให้เป็นเครื่องมือช่วยแก้ข้อจำกัดของภาครัฐ โดยเฉพาะกรณีที่บุคลากรและทรัพยากรสำหรับตรวจสอบโรงงานมีจำกัด
เมื่อมีข้อมูลการปล่อยมลพิษอย่างเป็นระบบ หน่วยงานรัฐจะสามารถระบุพื้นที่หรือแหล่งกำเนิดที่มีความเสี่ยงสูง และกำหนดมาตรการควบคุมได้ตรงจุดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งเทคโนโลยีควบคุมมลพิษ การปรับปรุงระบบจัดการของเสีย หรือการพิจารณาความเหมาะสมของการขยายกิจกรรมอุตสาหกรรมในพื้นที่ที่มีความหนาแน่นสูง
ข้อมูลดังกล่าวยังสามารถนำไปใช้ประกอบการวางแผนพื้นที่รองรับกิจกรรมอุตสาหกรรมในอนาคต รวมถึงการประเมินปัญหามลพิษสะสมในแต่ละพื้นที่
ในระดับโรงงาน การรายงานข้อมูลอย่างต่อเนื่องอาจช่วยให้ผู้ประกอบการเห็นจุดเสี่ยงในกระบวนการผลิตได้ชัดเจนขึ้น ทั้งความเสี่ยงจากก๊าซรั่ว สารเคมีรั่วไหล หรือปัญหาด้านความปลอดภัย ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับปรุงกระบวนการผลิตและลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุทางอุตสาหกรรม เช่น ไฟไหม้ หรือการรั่วไหลของก๊าซและสารเคมี
ท้ายที่สุด โจทย์สำคัญของ PRTR จึงไม่ได้อยู่เพียงว่า “จะมีกฎหมายหรือไม่” แต่คือประเทศไทยจะสามารถสร้างระบบที่ทำให้ข้อมูลมลพิษจากโรงงานและแหล่งกำเนิดต่าง ๆ ถูกนำมารวมกัน ตรวจสอบได้ และเปิดให้ประชาชนเข้าถึงได้จริงหรือไม่
เพราะเมื่อมลพิษมีตัวเลข มีแหล่งที่มา และมีข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ภาครัฐจะมีฐานข้อมูลที่ชัดเจนขึ้นในการกำกับดูแล ขณะที่ประชาชนมีเครื่องมือในการติดตามสิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ของตนเอง และภาคอุตสาหกรรมสามารถใช้ข้อมูลเดียวกันในการลดความเสี่ยงและปรับปรุงกระบวนการผลิตได้
บทความที่เกี่ยวข้อง:




