ปัญหา “ขยะ” กำลังกลายเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศที่รัฐบาลมองข้าม และ ไม่ถือว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน ตรงกันข้ามกับการพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรมและสังคมไทยกลายเป็น“สังคมบริโภค”ในทุกระดับ สร้างปัญหาขยะอุตสาหกรรมและขยะชุมชนที่พบเห็นได้ทั่วไป ซึ่งกำลังสร้างปัญหามลพิษจากขยะแทรกซึมสู่ธรรมชาติจนยากฟื้นฟู
กรมควบคุมมลพิษ รายงานสถานการณ์ขยะชุมชนปี 68 มีปริมาณขยะมูลฝอยชุมชนเกิดขึ้นรวมประมาณ 27.2 ล้านตัน หรือเฉลี่ย 7.3 หมื่นตันต่อวัน คิดเป็นอัตราการสร้างขยะของคนไทยประมาณ 1.15 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน ขณะที่สถานที่กำจัดขยะมูลฝอยที่ถูกต้อง119 แห่ง และสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยที่ไม่ถูกต้อง1,926 แห่งเท่านั้น
ทำให้ปัญหาการจัดการขยะมูลฝอยในท้องถิ่นไทยกำลังก้าวสู่จุดวิกฤต โดยเฉพาะการจัดการขยะในระดับท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นภารกิจพื้นฐานตามกฎหมายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) แต่ในความเป็นจริง องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ทั่วประเทศเกือบทั้งหมดกำลังเผชิญข้อจำกัด ทั้งด้านงบประมาณ กฎระเบียบที่ไม่เอื้อต่อการลงทุน และความขัดแย้งในพื้นที่ ส่งผลให้เกิดปัญหามลพิษข้ามเขตและภัยแฝงต่อสุขภาวะของประชาชนในระยะยาว
ทุกวันนี้ อบต. จะนำขยะที่เก็บจากบ้านเรือนไปกำจัดยัง สถานที่กำจัดขยะมูลฝอยของชุมชน ซึ่งอาจเป็นบ่อฝังกลบของ อบต. เอง, ศูนย์กำจัดขยะรวมขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.), หรือจ้างบริษัทเอกชนนำไปแปรรูปเป็นพลังงานไฟฟ้า (WTE) หรือเชื้อเพลิงขยะ (RDF) ตามบริบทของแต่ละพื้นที่
แต่ วีระศักดิ์ ฮาดดา นายกสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย บอกกับ ThaiPBS Policy Watch ว่า อบต. ส่วนใหญ่แทบไม่มีสถานที่กำจัดขยะเป็นของตนเอง โดยประเมินว่ามีมากถึง 99% ที่ไม่มีบ่อขยะ และข้อมูลกรมควบคุมมลพิษ พบ อบต. ที่มีบ่อขยะหรือสถานที่กำจัดขยะของตนเองเพียง 16 แห่งจาก 4,993 แห่งทั่วประเทศ ตัวอย่าง อบต.ที่มีบ่อขยะของตัวเอง เช่น อบต.ดอนแก้ว (เชียงใหม่), อบต.หนองปลิง (นครสวรรค์), อบต.แวงน่าง (มหาสารคาม), อบต.ตาลเดี่ยว (สระบุรี) และ อบต.บ้านนา (ชุมพร) เป็นต้น
สาเหตุสำคัญที่ทำให้ อบต. ไม่สามารถบริหารจัดการขยะได้อย่างมีประสิทธิภาพ มาจากโครงสร้างการจัดสรรงบประมาณที่มีข้อจำกัดตามกฎหมายและระเบียบกระทรวงมหาดไทย ซึ่งกำหนดเพดานรายจ่ายและงบประมาณบางประเภทไว้อย่างเข้มงวดเพื่อรักษาวินัยการเงินการคลัง
- รายจ่ายประจำ/บุคลากร กฎหมายกำหนดค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรไม่เกิน 40% แต่ในทางปฏิบัติอาจอยู่ที่ราว 50–70% ครอบคลุมเงินเดือนพนักงาน ค่าตอบแทน ค่าใช้สอย ค่าน้ำ-ค่าไฟ และวัสดุบริหารงาน
- งบลงทุน/การพัฒนา กำหนดให้มีงบลงทุนไม่น้อยกว่า 10% ขณะที่การใช้จริงอยู่ราว 15–35% ใช้สำหรับซ่อมแซมและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน สะพาน ระบบประปา รวมถึงการจัดซื้อครุภัณฑ์
- งบกลางและอื่น ๆ จัดสรรไว้ประมาณ 2–3.5% สำหรับสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉิน แต่ในทางปฏิบัติอาจอยู่ที่ 10–20% ครอบคลุมเงินสำรองฉุกเฉิน เงินสมทบ ก.บ.ท./ประกันสังคม การชำระหนี้ และเงินอุดหนุน
จากโครงสร้างดังกล่าว เมื่อ อบต. ต้องแบกรับภาระรายจ่ายประจำและค่าใช้จ่ายบุคลากรสูงถึง 50% – 70% ทำให้เหลืองบประมาณเพื่อการพัฒนาและลงทุนเพียงน้อยนิด การจะจัดซื้อรถขยะราคาสูง จ้างบุคลากรเก็บขน หรือตั้งโรงกำจัดขยะมูลค่าหลายสิบล้านบาทจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ แม้ท้องถิ่นจะสามารถออกข้อบัญญัติเก็บค่าธรรมเนียมขยะได้ แต่ในความเป็นจริงจัดเก็บได้ไม่คุ้มกับต้นทุน การเก็บขยะในพื้นที่ชนบทจึงตกอยู่ในวงจรอับจนทางงบประมาณ
จากการวิเคราะห์ระบบการจัดการขยะของ อปท. พบ 5 ปมใหญ่ที่ทำให้ท้องถิ่นจัดการขยะไม่สำเร็จ
- งบประมาณไม่เพียงพอ การสร้างระบบกำจัดขยะที่ได้มาตรฐาน (เช่น โรงเผาขยะ, ระบบผลิตเชื้อเพลิง RDF) ต้องใช้เงินลงทุนสูงเกินศักยภาพของ อบต. ขนาดเล็ก
- ไม่มีสถานที่ทิ้งของตัวเอง ต้องพึ่งพาบ่อขยะเอกชนหรือขนส่งข้ามพื้นที่ หากสถานที่รับขยะเต็มหรือปิดตัวลง จะเกิดปัญหาขยะตกค้างทันที
- ชุมชนคัดค้าน การจัดหาพื้นที่ใหม่ทำได้ยากมาก เนื่องจากประชาชนกังวลเรื่องกลิ่น น้ำเสีย มลพิษ และผลกระทบต่อสุขภาพ
- คลัสเตอร์ขยะติดข้อจำกัด การรวมขยะจากหลายท้องถิ่นมาไว้จุดเดียวมักเจอปัญหาปริมาณขยะเกินศักยภาพรองรับ จนกลายเป็นบ่อขยะล้นและเกิดข้อขัดแย้งในพื้นที่
- กฎหมายติดล็อก “รัฐร่วมเอกชน” (PPP) ท้องถิ่นต้องการใช้เงินทุนและเทคโนโลยีของเอกชน แต่ติดข้อจำกัดด้านกฎหมายและระเบียบการร่วมลงทุนที่ซับซ้อน
ปลดล็อก ชู “คลัสเตอร์จังหวัด” ดึงเอกชนร่วมทุน และทบทวนค่าธรรมเนียม
นายกสมาคม อบต. แห่งประเทศไทย เสนอว่า รัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยควรกำหนดให้การจัดการขยะเป็น “วาระแห่งชาติ” โดยจัดสรรงบประมาณจากส่วนกลางตรงลงมายังระดับจังหวัด และยกระดับการจัดการเป็น “คลัสเตอร์ขยะระดับจังหวัด” โดยให้ องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เป็นหลักในการจัดหาพื้นที่และวางระบบมาตรฐาน แล้วให้ อบต. นำขยะเข้าสู่ระบบ
นอกจากนี้ ควรปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อเปิดทางให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุน เช่น การนำขยะไปแปรรูปเป็นพลังงาน ซึ่ง อบต.คลองสาม จ.ปทุมธานี ได้นำโมเดลนี้มาใช้ส่งขยะให้เอกชนผลิตเชื้อเพลิงขยะ (RDF) ช่วยลดภาระงบประมาณการสร้างระบบเองได้อย่างชัดเจน
ส่วนกรณีแนวคิดการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมขยะจากเดิมประมาณ 20 บาท เป็น 50–100 บาทต่อเดือน สมาคม อบต. กำลังพิจารณาทำหนังสือถึงกระทรวงมหาดไทยเพื่อขอให้ชะลอการบังคับใช้ เนื่องจากจะสร้างภาระต่อประชาชนผู้มีรายได้น้อยในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน
แนะ ใช้ “อบจ.” เป็นศูนย์ประสาน และปลดล็อกคลัสเตอร์ข้ามเขต
ในมุมมองเชิงวิชาการ วีระศักดิ์ เครือเทพ อาจารย์ประจำภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ว่า ปัญหาขยะในพื้นที่ อบต. ไม่ใช่เรื่องขาดอำนาจหน้าที่ แต่เป็นเรื่อง “เงิน คน และต้นทุน” การปล่อยให้ขยะถูกนำไปเทกองหรือเผาหลังบ้าน ส่งผลให้น้ำชะขยะปนเปื้อนลงแหล่งน้ำธรรมชาติและน้ำใต้ดิน ย้อนกลับมากระทบสุขอนามัยของประชาชนทั้งประเทศ
ทางออกเชิงโครงสร้างประกอบด้วย 3 หัวใจสำคัญ
- ปรับบทบาท อบจ. เป็น “ศูนย์ประสานงาน” ไม่ใช่ “ศูนย์สั่งการ” ใช้ประโยชน์จากโครงสร้างท้องถิ่น 2 ระดับ โดย อบต./เทศบาล ทำหน้าที่จัดเก็บและขนส่งขยะในชุมชน ส่วน อบจ. เข้ามาสนับสนุนระบบขนส่งและศูนย์กำจัดขยะปลายทาง ผ่านการทำข้อตกลงร่วมกัน (MOU) ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ เช่น อบจ.นนทบุรี (บริหารโรงกำจัดขยะและขยะติดเชื้อรองรับ อปท. ทั้งจังหวัด), อบจ.ระยอง (ทำศูนย์กำจัดขยะครบวงจรรองรับขยะชุมชน อุตสาหกรรม และขยะติดเชื้อ) และ อบจ.เชียงใหม่ (เข้าไปช่วยจัดเก็บขยะในพื้นที่ชนบท)
- ทลายกรอบเขตการปกครองของคลัสเตอร์ ปัจจุบันแนวทางคลัสเตอร์ขยะมักอิงตามเขตการปกครอง ทำให้ อบต. บริเวณชายขอบจังหวัด ต้องขนขยะไกลถึง 150 กิโลเมตรไปยังศูนย์ประจำจังหวัด ทั้งที่หากขนข้ามไปศูนย์จังหวัดข้างเคียงอาจมีระยะทางเพียง 50 กิโลเมตร ภาครัฐจึงต้องปรับกติกาคลัสเตอร์ให้ยืดหยุ่นตามหลักภูมิศาสตร์และต้นทุนการขนส่งจริง
- ก้าวข้ามการเมืองท้องถิ่น แม้ผู้บริหาร อบจ. และ อบต. จะอยู่คนละกลุ่มทางการเมือง แต่นโยบายสาธารณะด้านสิ่งแวดล้อมต้องยึดประโยชน์ประชาชนเป็นหลัก โดยภาครัฐต้องทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงาน ชี้ช่องว่าง (“ฟันหลอ”) ในระบบจัดเก็บและกำจัดขยะของแต่ละพื้นที่ เพื่อเติมเต็มระบบให้สมบูรณ์
การแก้ไขวิกฤตขยะท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ไม่อาจปล่อยให้เป็นภาระของ อบต. ขนาดเล็กที่แบกรับงบประมาณไม่ไหวเพียงลำพัง หัวใจสำคัญคือการปรับเปลี่ยนเชิงนโยบายจากส่วนกลาง ตั้งแต่การปลดล็อกกฎหมาย PPP การยืดหยุ่นเขตคลัสเตอร์ขยะ ไปจนถึงการหนุนเสริมให้ อบจ. ทำหน้าที่เป็นข้อต่อสำคัญในการบริหารจัดการร่วมกับ อบต. เพื่อเปลี่ยนขยะจากวิกฤตสิ่งแวดล้อมให้เข้าสู่ระบบหมุนเวียนและสร้างสุขภาวะที่ยั่งยืนให้แก่ชุมชน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




