ThaiPBS Logo

เทียบรถยนต์ “BEV-HYBRID-น้ำมัน” จะใช้อะไรดี?

7 ส.ค. 256710:41 น.
เทียบรถยนต์ “BEV-HYBRID-น้ำมัน” จะใช้อะไรดี?
  • พฤติกรรมคนไทยใช้งานรถยนต์ยาวนานขึ้นเป็น 10 ปี จากเดิมที่มักเปลี่ยนรถกันทุก ๆ 7 ปี
  • ข้อมูลค่าใช้จ่ายจากการใช้งานรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นการประหยัดพลังงาน ค่าซ่อม ค่าเสื่อม และเบี้ยประกัน มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อใกล้เคียงกับการลดราคาขาย
  • รถยนต์ไฟฟ้าทั้ง BEV และ Hybrid กลายเป็นตัวเลือกหลักของตลาดรถยนต์นั่งนับตั้งปี 2023 เป็นต้นมา และคาดว่าจะครองส่วนแบ่งยอดขายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ตลาดรถยนต์ในไทยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากรัฐบาลออกมาตรการส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า ทำให้ตลาดเกิด "ผู้รายใหม่และใหญ่" จากจีน แต่ด้วยปัจจัยต่าง ๆ ทำให้ผู้ซื้อมีการตัดสินใจต่างกันในการใช้รถยนต์ แต่ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ คือ ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น

จากกระแสรถยนต์ไฟฟ้า หรือ  BEV คนทั่วไปจะคุ้นเคยกับคำว่า EV ทำให้คนไทยมีตัวเลือกมากขึ้นในการใช้รถยนต์ที่คนยุคใหม่ถือว่าเป็น “ปัจจัยที่ 5” โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนที่เข้ามาทุบตลาดอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องราคาและศูนย์บริการ

การเปรียบเทียบว่ารถยนต์ใช้เชื้อเพลิงประเภทไหนคุ้มค่ากว่ากัน เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมาก และไม่อาจหาข้อยุติกันได้โดยง่าย แต่เป็นเอาว่าหากจะเปรียบเทียบว่าจะเลือกใช้รถยนต์ใช้เชื้อเพลิงแบบไหนดี ก็ขึ้นกับในช่วงเวลานั้น ๆ ว่ามีปัจจัยอะไรเข้ามาเกี่ยวข้องบ้าง ทั้งเรื่องราคารถยนต์ ค่าประกัน ค่าไฟฟ้า ราคาน้ำมัน ฯลฯ

ล่าสุด Economic Intelligence Center ของธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB EIC ออกบทวิเคราะห์ล่าสุด โดยเห็นว่ารถยนต์ไฟฟ้าตอบโจทย์ความคุ้มค่าในระยะยาวได้ดีที่สุด แม้ว่าเบี้ยประกันจะแพงกว่ารถยนต์ประเภทอื่น ๆ ราว 50% ตลอดอายุการใช้งาน

แต่ใครจะเชื่อหรือไม่นั้น ขึ้นกับแต่ละคน ลองไปติดตามว่า SCB EIC มีหลักเกณฑ์ในการประเมินอย่างไร

พฤติกรรมการซื้อรถของคนไทย

พฤติกรรมการตัดสินใจซื้อรถของคนไทยเปลี่ยนไป โดยมีความสลับซับซ้อน ใช้เวลาตัดสินใจนาน และต้องการข้อมูลที่รอบด้านมากยิ่งขึ้น พฤติกรรมการซื้อรถของคนไทยมีพัฒนาการที่แตกต่างไปจากอดีตใน 3 ประเด็น

  • อายุการใช้งานรถยนต์ยาวนานขึ้นเป็น 10 ปี จากเดิมที่มักเปลี่ยนรถกันทุก ๆ 7 ปี
  • ข้อมูลค่าใช้จ่ายจากการใช้งานรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นการประหยัดพลังงาน ค่าซ่อม ค่าเสื่อม และเบี้ยประกัน มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อใกล้เคียงกับการลดราคาขาย
  • รถยนต์ไฟฟ้าทั้ง BEV และ Hybrid กลายเป็นตัวเลือกหลักของตลาดรถยนต์นั่งนับตั้งปี 2023 เป็นต้นมา และคาดว่าจะครองส่วนแบ่งยอดขายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ทิศทางการปรับลดราคาขายรถยนต์

สงครามราคาในตลาดรถยนต์ไทยจะยังทวีความรุนแรง แต่ประสิทธิผลของกลยุทธ์ดังกล่าวมีแนวโน้มลดลง เพราะผู้บริโภคเกิดความเคยชินและหันมา Wait & See กันมากขึ้น

SCB EIC ประเมินว่า การปรับลดราคาขายรถยนต์จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและขยายวงกว้าง โดย Segment ที่คาดว่าจะมีความรุนแรงสูงสุด คือ

  1. รถเก๋งขนาดเล็ก หรือ Eco car
  2. รถยนต์ไฟฟ้านำเข้าจากประเทศจีนที่เปิดตัวไปแล้วในช่วง 1 – 2 ปีที่ผ่านมา
  3. กลุ่มรถยนต์ราคาระหว่าง 5 แสน 1 ล้านบาท จะมีตัวเลือกในตลาดเพิ่มขึ้นมาก

แต่การจัดโปรโมชันที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งจะทำให้ผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจซื้อรถใหม่ออกไป เพื่อรอให้ราคาปรับลดลงอีกในอนาคต

EV

ประเมินการเสื่อมราคาของรถยนต์นั่งประเภทต่าง ๆ

มูลค่าคงเหลือของรถยนต์ไฟฟ้า ทั้ง BEV และ Hybrid มีแนวโน้มลดลงมากถึงเกือบ 50% จากราคาขาย เมื่อใช้งานไปเพียงแค่ 1 ปีเท่านั้น

นอกจากนี้ มูลค่าซากของรถยนต์ไฟฟ้ามีแนวโน้มลดลงอย่างรวดเร็ว โดยเมื่อใช้งานไปเพียง 1 ปี จะเสื่อมค่าลงมากถึง 50% ขณะที่รถสันดาปสามารถรักษามูลค่าในปีแรกไว้ได้ถึง 67% ของราคารถใหม่

ปัจจัยที่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าเสื่อมค่าลงมากนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากราคาขายที่ถูกปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความกังวลของภาคธุรกิจต่ออุปสงค์ของ EV ในตลาดรถยนต์มือ 2

ค่าใช้จ่ายผันแปรจากการใช้งานรถยนต์นั่ง

ค่าใช้จ่ายผันแปรจากการใช้งานรถ BEV ต่ำกว่ารถสันดาป และ Hybrid ค่อนข้างมาก แต่ต้องจับตาต้นทุนแฝงจากปัญหาความไม่เพียงพอของสถานีชาร์จสาธารณะ การใช้งานรถ BEV ก่อให้เกิดรายจ่ายจากการชาร์จไฟฟ้าเพียง 62 บาท/วัน ต่ำกว่าต้นทุนค่าเชื้อเพลิงของรถสันดาปกว่าเท่าตัว เช่นเดียวกับค่าใช้จ่ายการเช็กระยะซึ่งก็ถูกกว่ารถประเภทอื่น ๆ ถึง 3 เท่า

แต่ต้องจับตาต้นทุนแฝงอื่น ๆ เช่น ค่าเสียโอกาสจากการรอชาร์จไฟเนื่องจากสถานีชาร์จสาธารณะมีไม่เพียงพอ รวมถึงค่าเดินทางและระยะเวลาซ่อมที่ยาวนาน เพราะอุปทานอะไหล่ยนต์ในประเทศมีจำกัด รวมถึงศูนย์ซ่อมบำรุงและอู่ซ่อมรายย่อยก็มีน้อยและกระจายตัวไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่

แนวโน้มเบี้ยประกันรถสันดาป Hybrid และ BEV

เบี้ยประกันรถ BEV แพงกว่ารถสันดาป และ Hybrid กว่าเท่าตัว เนื่องจากราคาขายที่ถูกปรับลดลงต่อเนื่อง รวมถึงระบบนิเวศน์ EV ในประเทศไทยยังพัฒนาได้ไม่เท่าทันกับความต้องการของตลาด

ปัจจัยสำคัญที่กดดันให้เบี้ยประกันรถ BEV ผันผวนและยังอยู่ในระดับสูง คือ การคำนวณทุนประกันทำได้ยาก เนื่องจาก

  1. ผู้ผลิตมีการปรับลดราคาขายลงอย่างต่อเนื่อง
  2. ราคาอะไหล่ต่อชิ้นค่อนข้างแพง
  3. อู่ซ่อมรายย่อยมีน้อย
  4. บริษัทรับทำประกันภัย EV ก็มีจำกัด

SCB EIC ประเมินว่า เบี้ยประกันรถ EV จะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง แม้จะทยอยปรับลดลงบ้างตามทิศทางการพัฒนาระบบนิเวศน์ EV ของไทยที่กำลังมีความพร้อมยิ่งขึ้น ทั้งจากการลงทุนขยายอุปทานอะไหล่ยนต์ในประเทศ รวมถึงการเร่งพัฒนาธุรกิจอู่ซ่อมและฝีมือแรงงานให้ตอบโจทย์

เปรียบเทียบต้นทุนการถือครองรถยนต์นั่งประเภทต่าง ๆ

SCB EIC มองว่า รถ BEV เป็นตัวเลือกการขับขี่ที่ตอบโจทย์ความประหยัดในระยะยาวได้ดีที่สุด แม้ว่าการใช้งานช่วง 2 – 3 ปีแรกจะมีต้นทุนการถือครองที่สูงกว่ารถประเภทอื่น ๆ เนื่องจากภาระเบี้ยประกันและค่าเสื่อมที่อยู่ในระดับสูง

การเปรียบเทียบความคุ้มค่าของการถือครองรถยนต์นั่งตลอดอายุการใช้งาน 10 ปี ชี้ว่า ภาระรายจ่ายของรถสันดาปนั้นสูงที่สุด ขณะที่รถไฮบริดจะมีต้นทุนการใช้งานต่ำมากในระยะสั้น จากนั้นจะทยอยปรับเพิ่มขึ้นตามภาระค่าเชื้อเพลิง

สำหรับรถ BEV ถือเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ความคุ้มค่าในระยะยาว เพราะค่าใช้จ่ายการชาร์จไฟฟ้าและค่าซ่อมบำรุงที่อยู่ในระดับต่ำสามารถชดเชยภาระเบี้ยประกันที่โดยรวมยังแพงกว่ารถยนต์ประเภทอื่น ๆ

ที่มา: The drive to decide : ไขข้อสงสัย…จะซื้อรถใหม่ คันไหนยิ่งขับ ยิ่งคุ้ม?

นโยบายที่เกี่ยวข้อง

สนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) ได้ออกแนวทางการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ตามนโยบาย 30@30 เพื่อเตรียมความพร้อมในการก้าวเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low-carbon Society) และให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า รวมทั้งชิ้นส่วนต่างๆ (EV Hub) ที่สำคัญแห่งหนึ่งของภูมิภาคและของโลก

  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5

ผู้เขียน: