เหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพมหานครในปี 2569 ทำให้ “แก้มลิง” หรือพื้นที่พักน้ำชั่วคราว กลับมาเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะโครงการบึงรับน้ำฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ซึ่งบางแห่งเคยผ่านการศึกษา การรับฟังความคิดเห็น และเตรียมเข้าสู่กระบวนการเวนคืน แต่ภายหลังถูกยกเลิก
ขณะเดียวกัน ร่างผังเมืองรวมฉบับใหม่ยังถูกตั้งข้อสังเกตว่า พื้นที่สีเขียวและทางน้ำหลากบางส่วนลดลง หรือถูกปรับให้สามารถพัฒนาเป็นพื้นที่อยู่อาศัยได้มากขึ้น
คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “กรุงเทพฯ มีแก้มลิงกี่แห่ง” แต่ต้องถามต่อว่า พื้นที่เหล่านั้นอยู่ที่ไหน รองรับน้ำได้เท่าใด และเชื่อมต่อกับคลองและระบบระบายน้ำอย่างไร
แก้มลิงขนาดใหญ่หายไปไหน?
สนธิ คชวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม บอกว่า กรุงเทพฯ มีโครงการแก้มลิงฝั่งตะวันออกตามแนวพระราชดำริ โดยมีการประชุมและดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2560 เพื่อกำหนดพื้นที่รับน้ำ ทั้งคลองสามวา คลองบางชัน และพื้นที่อื่น ๆ รวมถึงการทำประชาพิจารณ์ ซึ่งพบว่าประชาชนร้อยละ 93.36 เห็นชอบให้หนองคูบอนเป็นพื้นที่รับน้ำ เนื้อที่ประมาณ 130 ไร่ สามารถรับน้ำได้ประมาณ 870,000 ลูกบาศก์เมตร
ต่อมาในปี 2566 กรุงเทพมหานครได้จัดทำผังเมืองรวมฉบับใหม่ ขณะที่พื้นที่รับน้ำหลายแห่งกลับไม่ได้รับการดำเนินการต่อ เช่น หนองคูบอนประมาณ 130 ไร่ คลองบางชันประมาณ 39 ไร่ คลองสามวา 1 ประมาณ 127 ไร่ และคลองสามวา 2 ซึ่งสามารถรับน้ำได้ประมาณ 890,000 ลูกบาศก์เมตร รวมถึงบึงรับน้ำคลองลำหม้อแตก ซึ่งเดิมมีหน้าที่รับน้ำจากพื้นที่ตอนบน
สนธิกล่าวว่า พื้นที่รับน้ำและแนวกั้นน้ำเดิมหายไปจากผังเมืองหลายแห่ง โดยไม่ได้มีการพูดถึงพื้นที่เหล่านี้อย่างชัดเจน ทั้งที่โครงการแก้มลิงฝั่งตะวันออกตามแนวพระราชดำริไม่ได้มีเป้าหมายเฉพาะการแก้ปัญหาน้ำท่วมในกรุงเทพฯ แต่ครอบคลุมพื้นที่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อชะลอน้ำหลากตั้งแต่พื้นที่สระบุรี ปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพฯ ก่อนระบายลงสู่พื้นที่รับน้ำและคลองต่าง ๆ

“แก้มลิง” ต้องมีทั้งพื้นที่รับน้ำและทางระบาย
พื้นที่รับน้ำ กทม.ไม่ได้หายไปไหน “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชี้แจงว่า การเพิ่มพื้นที่แก้มลิงเป็นไปตามแนวพระราชดำริเรื่องแก้มลิง เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2538 ซึ่งอธิบายว่า แก้มลิงเปรียบเสมือนลิงที่เก็บกล้วยไว้ในกระพุ้งแก้มก่อนแล้วค่อยกิน เช่นเดียวกับเวลาที่ต้องระบายน้ำลงแม่น้ำเจ้าพระยา หากช่วงนั้นมีน้ำทะเลหนุน น้ำจะไม่สามารถระบายออกได้ จึงต้องเก็บน้ำไว้ในพื้นที่แก้มลิงก่อน และเมื่อน้ำทะเลลดลงจึงค่อยระบายลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา
ดังนั้น แก้มลิงจึงทำหน้าที่เป็นพื้นที่พักน้ำชั่วคราว โดยหลักการสำคัญของโครงการแก้มลิงที่จะทำให้มีประสิทธิภาพและบรรลุผลตามแนวพระราชดำริ มี 3 ประเด็น ได้แก่
- การพิจารณาสถานที่ที่จะทำหน้าที่เป็นบ่อพักน้ำ และวิธีการชักนำน้ำท่วมให้ไหลเข้าสู่บ่อพักน้ำ
- เส้นทางน้ำที่สะดวกต่อการระบายน้ำเข้าสู่พื้นที่พักน้ำ
- การระบายน้ำออกจากบ่อพักน้ำอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม กทม. วางแนวพื้นที่แก้มลิงทั้งสิ้น 38 แห่ง ความจุรวม 13,712,305 ลูกบาศก์เมตร หรือประมาณ 13.7 ล้านลูกบาศก์เมตร เพิ่มขึ้นจากปี 2565 ซึ่งมีอยู่ 34 แห่ง ขณะที่ในปี 2570 มีแผนเพิ่มแก้มลิงอีก 6 แห่ง หากดำเนินการแล้วเสร็จครบทั้งหมด กรุงเทพฯ จะมีแก้มลิงรวม 45 แห่ง และเพิ่มศักยภาพการรองรับน้ำเป็นมากกว่า 14 ล้านลูกบาศก์เมตร
ทำแก้มลิง 2 บึง ต้นทุนพุ่ง 1.1 หมื่นล้านบาท
ชัชชาติ บอกว่า ได้มีการยกเลิกพื้นที่รับน้ำฝั่งตะวันออก แต่แก้มลิงฝั่งตะวันออกไม่ได้หายไป แต่มีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม โดยหลังเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 หน่วยงานที่ดูแลเรื่องน้ำได้มอบหมายให้ กทม. ศึกษาและวิเคราะห์ว่าจะทำอย่างไรให้ระบบสามารถรองรับปริมาณฝนได้ 110 มิลลิเมตร
ที่ปรึกษาได้พิจารณาหลายโครงการ ทั้งการทำเขื่อน การปรับปรุงคลอง รวมถึงการเลือกพื้นที่ว่างมาทำแก้มลิงรวม 6 แห่ง ซึ่งมีการศึกษามาอย่างต่อเนื่องก่อนเข้าสู่กระบวนการในช่วงหลัง
จากนั้นมีการทำประชาพิจารณ์และรับฟังความคิดเห็น แต่มีประชาชนไม่เห็นด้วยจำนวนมาก ทำให้ 4 โครงการถูกยกเลิก เหลือ 2 โครงการที่มีผู้คัดค้านไม่มากนัก โดยปัจจุบันมาถึงขั้นตอนที่จะต้องสรุปโครงการและเวนคืนที่ดิน แต่ปรากฏว่าพื้นที่ดังกล่าวไม่ใช่พื้นที่ว่างเปล่าหรือพื้นที่สาธารณะ
เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนการเวนคืน พบว่าโครงการบึงคู้บอนและบึงบางชันต้องใช้งบลงทุนสูงถึงประมาณ 11,000 ล้านบาท เนื่องจากต้องปรับระบบน้ำทั้งหมด ตั้งแต่ระบบน้ำโดยรอบเพื่อนำน้ำเข้าไปเก็บในบึง ไปจนถึงระบบนำน้ำออก โดยเฉพาะค่าเวนคืนที่ดินกว่า 5,000 ล้านบาท เพราะพื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ดินเอกชนแล้ว ไม่ใช่พื้นที่สาธารณะหรือบึงธรรมชาติ

เสนอปรับคลองเป็น “ทางด่วนน้ำ” 6,500 ล้านบาท
กทม.จึงพิจารณาว่าอาจมีทางเลือกอื่นที่ไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณถึง 11,000 ล้านบาท และหากวิเคราะห์ในทางเทคนิคแล้ว อาจมีวิธีอื่นที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและทำให้น้ำไหลได้ดีขึ้นกว่าการสร้างบึงขนาดใหญ่
หนึ่งในแนวทางที่เสนอคือการปรับปรุงแนวคลองเหนือ–ใต้ ตั้งแต่คลองหกวาสายต่าง ๆ ไปจนถึงคลองประเวศบุรีรมย์ ใช้วงเงินลงทุนประมาณ 6,500 ล้านบาท
ชัชชาติระบุว่า แนวทางดังกล่าวอาจคุ้มค่ากว่า เพราะไม่ต้องขุดดินหรือก่อสร้างบึงขนาดใหญ่ เนื่องจากท้ายที่สุดน้ำทั้งหมดต้องระบายออกไปอีกด้านหนึ่ง ดังนั้น กระบวนการที่ดีที่สุดคือทำให้น้ำไหลไปอีกด้านได้เร็วที่สุด ซึ่งเป็นทั้งหลักการทางทฤษฎีและการวิเคราะห์ทางเทคนิค และเป็นหนึ่งใน 5 แนวทางตามแนวพระราชดำริ คือ การทำ “ทางด่วนน้ำ”
ส่วนพื้นที่ทำแก้มลิงไม่จำเป็นต้องมีขนาดใหญ่มาก แต่ควรอยู่ในพื้นที่ที่สามารถนำน้ำเข้าและระบายออกได้สะดวก เช่น บริเวณวงเวียนหลักสี่ก็มีแก้มลิงที่ช่วยรองรับน้ำในพื้นที่ดังกล่าว หากแก้มลิงมีขนาดไม่ใหญ่มาก การนำน้ำเข้า–ออกก็จะสะดวกกว่า และสามารถบริหารจัดการได้ง่าย
ตัวอย่างเช่น บึงหนองบอนในเขตประเวศ เป็นพื้นที่แก้มลิงที่รองรับน้ำได้ 5 ล้านลูกบาศก์เมตร ปัจจุบันยังมีพื้นที่ว่างรองรับน้ำเหลือประมาณ 4 ล้านลูกบาศก์เมตร
ชัชชาติกล่าวว่า การนำน้ำเข้ามาที่แก้มลิงไม่ได้ง่าย และการนำน้ำออกก็มีความยากลำบากพอกัน จึงต้องเป็นเรื่องทางเทคนิคที่ต้องวิเคราะห์ให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่
นอกจากนี้ ค่าเวนคืนที่ดินประมาณ 5,000–6,000 ล้านบาทถือเป็นเรื่องใหญ่ ขณะเดียวกัน การนำน้ำเข้าไปยังพื้นที่อย่างบึงบางชันก็ไม่ได้ง่าย เพราะคลองบางชันไม่ใช่คลองขนาดใหญ่ การนำน้ำเข้าไปเก็บจึงมีข้อจำกัด
แก้มลิงมีประโยชน์ แต่ต้องเหมาะกับพื้นที่
แก้มลิงอาจเหมาะกับบางบริบท เช่น ภายในหมู่บ้านที่มีพื้นที่สำหรับกักน้ำไว้ก่อน เมื่อฝนหยุดจึงค่อยทยอยปล่อยน้ำออกมา หรืออาคารสูงที่ตามกฎหมายมีข้อกำหนดเรื่องพื้นที่หน่วงน้ำ ซึ่งหากเก็บน้ำไว้และไม่ปล่อยออกมาทันที ก็ถือเป็นแก้มลิงอีกรูปแบบหนึ่ง
รูปแบบดังกล่าวเป็นการกระจายพื้นที่พักน้ำออกไปตามจุดต่าง ๆ คล้ายเส้นเลือดที่กระจายอยู่ทั่วพื้นที่ และอาจเป็นรูปแบบที่เหมาะสมมากกว่าในบางบริบท
ชัชชาติยังมองว่า แก้มลิงเป็นแนวทางที่มีประโยชน์มาก แต่ต้องนำไปใช้ในบริบทที่เหมาะสม ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือพื้นที่สนามชัย เมื่อมีน้ำทะเลหนุนก็สามารถนำน้ำไปเก็บไว้ในแก้มลิงสนามชัยก่อน และเมื่อน้ำลดจึงค่อยปล่อยออก ซึ่งเป็นแนวคิดที่เหมาะกับพื้นที่ที่อยู่ใกล้คลองหลัก สามารถนำน้ำเข้าและระบายออกได้สะดวก และสอดคล้องกับหลักการที่มูลนิธิชัยพัฒนาได้อธิบายไว้
อุโมงค์ระบายน้ำ 1 แห่ง เทียบเท่าแก้มลิง 5 บึง?
ชัชชาติระบุว่า ปริมาณฝนที่ตกลงมาในปีนี้รวมประมาณ 300 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่แก้มลิง 2 แห่ง คือ บึงคู้บอนและบึงบางชัน มีความจุรวมประมาณ 1 ล้านลูกบาศก์เมตร อาจช่วยลดผลกระทบในพื้นที่โดยรอบได้ แต่คงไม่สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมของกรุงเทพฯ ทั้งระบบได้
ขณะที่อุโมงค์ระบายน้ำ 1 แห่ง สามารถระบายน้ำได้ 60 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือประมาณวันละ 5 ล้านลูกบาศก์เมตร ดังนั้น หากพิจารณาในบริบทของการแก้ปัญหาน้ำทั้งกรุงเทพฯ การใช้อุโมงค์ร่วมกับพื้นที่บึงจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้
ทั้งนี้ การทำอุโมงค์หรือทางผันน้ำก็เป็นหนึ่งในแนวทางตามแนวพระราชดำริเช่นเดียวกัน โดยอยู่ในข้อ 2 เรื่องการทำทางผันน้ำ หรือ “ทางด่วนน้ำ”
ชัชชาติกล่าวว่า อุโมงค์ทั่วไปที่ระบายน้ำได้ 60 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที สามารถระบายน้ำได้ประมาณ 5 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน เทียบได้กับบึงขนาด 1 ล้านลูกบาศก์เมตรประมาณ 5 บึง
สีในผังเมืองไม่ใช่เพียงสีบนกระดาษ
ขณะที่ ก้องศักดิ์ สหะศักดิ์มนตรี อนุกรรมการด้านอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัย สภาผู้บริโภค ตั้งข้อสังเกตว่า พื้นที่รับน้ำในร่างผังเมืองฉบับใหม่บางส่วนถูกลดขนาดลงจนเหลือเป็นแนวแคบ ไม่เฉพาะฝั่งตะวันออก แต่รวมถึงฝั่งตะวันตกบริเวณทวีวัฒนาและแนวพุทธมณฑลด้วย
แม้ กทม. จะเสนอระบบคลองและอุโมงค์ระบายน้ำเข้ามาทดแทน แต่สิ่งที่ควรชี้แจงให้ชัดเจนคือ โครงการทดแทนเหล่านั้นรองรับน้ำได้มากเพียงใด จะก่อสร้างเสร็จเมื่อใด และเมืองจะรับมืออย่างไรในช่วงที่พื้นที่รับน้ำถูกลดลง แต่ระบบใหม่ยังไม่พร้อมใช้งาน
ผังเมืองยังพ่วงถนน คลอง และการเวนคืน
ข้อกังวลเกี่ยวกับร่างผังเมืองไม่ได้มีเฉพาะเรื่องพื้นที่รับน้ำ แต่ยังรวมถึงแนวถนนประมาณ 96 สาย แนวคลองระบายน้ำประมาณ 23 สาย ซึ่งบางช่วงมีความกว้างตั้งแต่ 20–80 เมตร และโครงการอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่อีกหลายแนว
โครงการเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับการเวนคืนที่ดิน แต่ประชาชนจำนวนมากอาจยังไม่ทราบว่าบ้านหรือทรัพย์สินของตนอยู่ในแนวโครงการหรือไม่ แม้อุโมงค์จะอยู่ใต้ดิน แต่ทางเข้า–ออก สถานีสูบน้ำ และองค์ประกอบในการก่อสร้างยังอาจต้องใช้พื้นที่บนผิวดิน
ท้ายที่สุด คำถามเรื่อง “แก้มลิง” จึงอาจไม่ได้อยู่ที่ว่ากรุงเทพฯ มีพื้นที่พักน้ำเพิ่มขึ้นกี่แห่ง แต่คือ พื้นที่เหล่านั้นอยู่ตรงไหน เชื่อมต่อกับระบบระบายน้ำอย่างไร และเพียงพอกับปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นหรือไม่
ขณะเดียวกัน พื้นที่รับน้ำเดิมที่ถูกยกเลิกหรือไม่ได้ดำเนินการต่อ จะมีระบบใดเข้ามาทดแทน และเมืองจะรับมืออย่างไร หากฝนตกหนักในช่วงที่ระบบดังกล่าวยังไม่พร้อมใช้งาน
นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของการจัดการน้ำกรุงเทพฯ ที่อาจต้องมองให้ไกลกว่าคำถามว่า “มีแก้มลิงกี่แห่ง” แต่ต้องมองทั้งระบบว่า น้ำจะเข้าอย่างไร พักที่ไหน และออกทางใด เพราะพื้นที่พักน้ำเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่มีเส้นทางให้น้ำไหลเข้าและระบายออกอย่างมีประสิทธิภาพ
บทความที่เกี่ยวข้อง:




