ฐนโรจน์ วรรัฐประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะ รองโฆษก สทนช. ประเมินสถานการณ์น้ำท่วมในวันที่ 28 ก.ย. 69 ว่า สถานการณ์ตอนนี้ไม่รุนแรงเท่าน้ำท่วมปี 2554 แต่ลักษณะที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นฝนที่ตกลงมาตรงๆ ในพื้นที่ราบ ทำให้ท่วมในลักษณะน้ำเอ่อล้นรอการระบาย ก่อนจะค่อยๆ ลงสู่แม่น้ำไหลสู่ทะเลต่อไป
ปัญหาสำคัญคือ ฝนยังตกต่อเนื่องและกระจายตัวหลายจุด ทำให้มีน้ำไหลลงสู่ระบบระบายน้ำเพิ่มเติมตลอดเวลา ส่งผลให้บางพื้นที่ไม่สามารถระบายน้ำได้ทัน แม้ภาพรวมปริมาณฝนจะเริ่มลดลงแล้วก็ตาม
อ่านเพิ่มเติม: เตือน (อีกครั้ง) น้ำจะท่วมกรุง จากผลกระทบโลกเดือด
ภาคตะวันออก เฝ้าระวังน้ำหลากจันทบุรี–นครนายก–ฉะเชิงเทรา
สถานการณ์ฝั่งตะวันออก มวลน้ำเริ่มเคลื่อนเข้าสู่เขตเมืองจันทบุรี ส่งผลให้น้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำ ขณะที่อ่างเก็บน้ำวังโตนดได้ระบายน้ำผ่านระบบระบายน้ำลงสู่ทะเลอย่างต่อเนื่อง
ส่วนเขื่อนประแสร์มีปริมาณน้ำเต็มความจุอ่างเก็บน้ำ ประกอบกับมีน้ำหลากจากพื้นที่ต้นน้ำไหลลงมา ส่งผลให้น้ำไหลผ่านทางระบายน้ำล้นในอัตราประมาณ 279.65 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือราว 24.16 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน
ในลุ่มน้ำบางปะกง ปริมาณน้ำในหลายลำน้ำเพิ่มสูงขึ้นและมีน้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะคลองพระปรง คลองพระสะทึง และพื้นที่ท้ายเขื่อนขุนด่านปราการชล น้ำบางส่วนไหลผ่านทางระบายน้ำล้นเข้าสู่พื้นที่ลุ่มต่ำ ส่งผลกระทบต่อพื้นที่จังหวัดนครนายก
นอกจากนี้ ยังมีน้ำหลากเคลื่อนตัวลงสู่จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยเฉพาะบริเวณคลองท่าลาดเหนือพื้นที่ลุ่มน้ำบางปะกง ซึ่งอาจส่งผลให้ระดับน้ำในอำเภอบางน้ำเปรี้ยว อำเภอคลองเขื่อน และอำเภอบางคล้าเพิ่มสูงขึ้น
สำหรับพื้นที่รอยต่อกรุงเทพมหานครและลุ่มน้ำบางปะกง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งสูบน้ำและระบายน้ำผ่านคลองสายหลัก รวมถึงคลองแนวชายทะเลอย่างต่อเนื่อง แต่เนื่องจากมีฝนตกแช่ในหลายพื้นที่ การระบายน้ำจึงยังทำได้อย่างจำกัด หากในช่วง 2–3 วันข้างหน้าไม่มีฝนตกซ้ำเติม คาดว่าสถานการณ์น้ำท่วมขังในพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นในจะเริ่มคลี่คลาย
ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพิ่มการระบายเขื่อนเจ้าพระยา
สถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ขณะนี้ปริมาณน้ำในแม่น้ำยมและแม่น้ำน่านตอนบนเริ่มลดลง เนื่องจากไม่มีน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำไหลมาสมทบเพิ่มเติม ขณะที่แม่น้ำปิงยังมีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นอีกระลอก รวมถึงมีน้ำหลากจากพื้นที่ลุ่มน้ำสะแกกรังไหลผ่านเขื่อนวังร่มเกล้าเข้าสู่เขื่อนเจ้าพระยา ส่งผลให้ต้องปรับเพิ่มการระบายน้ำเป็นประมาณ 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
การเพิ่มการระบายน้ำอาจส่งผลให้ระดับน้ำในพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา คลอง และพื้นที่นอกคันกั้นน้ำสูงขึ้น โดยเฉพาะตำบลชีน้ำร้าย ตำบลทับยา อำเภออินทร์บุรี ตำบลพระงาม อำเภอพรหมบุรี และอำเภอเมืองสิงห์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี
ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำ พื้นที่ลุ่มต่ำ และพื้นที่นอกแนวคันกั้นน้ำ ควรยกสิ่งของขึ้นที่สูง เคลื่อนย้ายยานพาหนะ และเตรียมดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างใกล้ชิด
ภาคตะวันตก น้ำท่าจีน–แม่กลองรับน้ำเพิ่ม
ฝั่งตะวันตก กลุ่มฝนได้เคลื่อนตัวเข้าปกคลุมจังหวัดกาญจนบุรีและสุพรรณบุรี ส่งผลให้มีน้ำหลากลงสู่แม่น้ำท่าจีน ขณะที่ปริมาณน้ำไหลผ่านจังหวัดสุพรรณบุรีอยู่ที่ราว 180 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที สูงกว่าระดับที่ระบบรองรับได้ประมาณ 150 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จึงอาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่ตอนล่างของจังหวัดสุพรรณบุรีและจังหวัดนครปฐม
ส่วนลุ่มน้ำแม่กลอง มีฝนตกหนักสะสมบางพื้นที่ราว 200 มิลลิเมตร ทำให้มีน้ำไหลลงสู่ระบบอ่างเก็บน้ำและแม่น้ำแม่กลองต่อเนื่อง กรมชลประทานจึงจำเป็นต้องปรับการระบายน้ำท้ายเขื่อน เพื่อรักษาระดับน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย โดยพื้นที่ท้ายเขื่อนแม่กลองอาจได้รับผลกระทบจากระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น
สำหรับจังหวัดเพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์ ปริมาณน้ำในเขื่อนแก่งกระจานมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นและอาจเข้าใกล้ระดับเก็บกักเต็มความจุ จึงต้องเฝ้าระวังผลกระทบจากการระบายน้ำในพื้นที่ท้ายเขื่อนอย่างใกล้ชิด
กรมชลประทานบูรณาการรับมือน้ำหลากทั่วประเทศ
ธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน เป็นประธานการประชุมติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ และหน่วยงานในสังกัดกรมชลประทาน
การประชุมจัดขึ้น ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ กรมชลประทาน สามเสน พร้อมถ่ายทอดผ่านระบบประชุมทางไกลผ่านวิดีโอไปยังสำนักงานชลประทานที่ 1–17 เพื่อบูรณาการการบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
“ธเนศร์” กล่าวว่า ฝนตกหนักกระจายตัวในหลายพื้นที่ ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงภาคตะวันออก ส่งผลให้บางพื้นที่เกิดน้ำหลาก น้ำล้นตลิ่ง และน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำ กรมชลประทานจึงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมปรับแผนบริหารจัดการน้ำตามปริมาณฝนและน้ำท่าที่เพิ่มขึ้น
สำหรับลุ่มน้ำเจ้าพระยา เมื่อเวลา 06.00 น. ของวันที่ 28 กันยายน 2569 สถานีวัดน้ำ C.2 อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่านประมาณ 1,904 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น กรมชลประทานจึงหน่วงน้ำไว้ในพื้นที่ตอนบน และผันน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกตามศักยภาพ รวมราว 558 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ปัจจุบันมีการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาประมาณ 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
ขณะเดียวกัน กรมชลประทานยังเฝ้าระวังระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด หลังมีน้ำล้นตลิ่งบางจุดในจังหวัดอุทัยธานี ชัยนาท และนครสวรรค์ หากมีความจำเป็นต้องเพิ่มการระบายน้ำ จะดำเนินการเป็นขั้นบันได พร้อมแจ้งเตือนหน่วยงานและประชาชนในพื้นที่ท้ายเขื่อนล่วงหน้า
เร่งระบายน้ำกรุงเทพฯ และปริมณฑลออกสู่อ่าวไทย
สำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล กรมชลประทานเร่งระบายน้ำผ่านโครงข่ายชลประทานฝั่งตะวันออกของลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยใช้คลองแนวขวางที่เชื่อมต่อกับกรุงเทพมหานคร ได้แก่ คลองรังสิตประยูรศักดิ์ คลองหกวาสายล่าง คลองบางขนาก คลองนครเนื่องเขต คลองประเวศบุรีรมย์ และคลองสำโรง
นอกจากนี้ ยังใช้คลองแนวตั้ง เช่น คลองระพีพัฒน์แยกใต้ คลอง 13 และคลองพระองค์ไชยานุชิต เพื่อรับและกระจายน้ำจากพื้นที่ตอนบนของกรุงเทพมหานคร ควบคู่กับการเดินเครื่องสถานีสูบน้ำตามแนวคลองชายทะเล เพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่อ่าวไทย
กรมชลประทานประสานงานกับสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร เพื่อควบคุมระดับน้ำบริเวณรอยต่อพื้นที่รับผิดชอบ และเร่งสูบระบายน้ำจากพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อลดปัญหาน้ำท่วมขังให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว
ภาคตะวันออกฝนสะสมสูง 300–500 มิลลิเมตร
ในช่วง 4 วันที่ผ่านมา ภาคตะวันออกมีฝนสะสมประมาณ 300–500 มิลลิเมตร ครอบคลุม 8 จังหวัด ส่งผลให้หลายพื้นที่เกิดน้ำท่วมและน้ำล้นตลิ่ง กรมชลประทานได้ใช้อ่างเก็บน้ำสำคัญ ได้แก่ เขื่อนขุนด่านปราการชล เขื่อนนฤบดินทรจินดา อ่างเก็บน้ำคลองพระสะทึง อ่างเก็บน้ำคลองสียัด และอ่างเก็บน้ำคลองหลวงรัชชโลธร รวมถึงอ่างเก็บน้ำในจังหวัดระยองและจันทบุรี เพื่อช่วยรับและหน่วงน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำ
พร้อมกันนี้ ได้ใช้อาคารชลประทาน สถานีสูบน้ำ เครื่องสูบน้ำ และเครื่องผลักดันน้ำ เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่และลดผลกระทบต่อประชาชน
เตือนฝนหนักต่อเนื่อง เสี่ยงน้ำป่าและดินถล่ม
กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ในช่วงวันที่ 28–29 กันยายน 2569 ประเทศไทยมีแนวโน้มฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยเฉพาะบริเวณด้านตะวันตกของภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก จากอิทธิพลของหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณอ่าวเมาะตะมะ และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย
ส่วนในช่วงวันที่ 30 กันยายน–4 ตุลาคม 2569 ประเทศไทยตอนบนยังมีฝนฟ้าคะนองบางพื้นที่ จากอิทธิพลของมรสุมตะวันตกเฉียงใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมหลายภูมิภาค
กรมชลประทานจึงขอให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก ติดตามประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังมีความเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง น้ำท่วมขัง และดินโคลนถล่ม โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขา พื้นที่ใกล้ทางน้ำไหลผ่าน และพื้นที่ลุ่มต่ำ
บทความที่เกี่ยวข้อง:




