หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในหลักการจัดให้มี “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” พร้อมให้ภาครัฐจัดซื้อประกันภัยให้แก่ประชาชน เพื่อคุ้มครองที่อยู่อาศัยประมาณ 30 ล้านครัวเรือน ครอบคลุมภัยพิบัติ 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว โดยรัฐบาลจะเป็นผู้สนับสนุนค่าเบี้ยประกันภัย
แนวทางดังกล่าวถือเป็นการปรับรูปแบบการบริหารจัดการภัยพิบัติของภาครัฐ จากเดิมที่เน้นการช่วยเหลือและเยียวยาหลังเกิดเหตุ มาเป็นการ เตรียมระบบรองรับความเสี่ยงไว้ล่วงหน้า ผ่านระบบประกันภัย เพื่อให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบสามารถเข้าถึงเงินสินไหมทดแทนได้รวดเร็วขึ้น และมีวงเงินคุ้มครองมากกว่าการเยียวยาในรูปแบบเดิม
ขณะเดียวกัน ระบบประกันภัยจะช่วยให้ภาครัฐสามารถประเมินและวางแผนการรับความเสี่ยงล่วงหน้า โดยกระจายหรือโอนความเสี่ยงบางส่วนไปยังระบบประกันภัย ซึ่งจะช่วยลดความไม่แน่นอนของภาระงบประมาณในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในแต่ละปี
วงเงิน 1.55 หมื่นล้านบาท จัดซื้อประกันให้ประชาชน
เมื่อ 15 ก.ย. 69 ครม.อนุมัติกรอบวงเงินสำหรับการจัดซื้อประกันภัยให้แก่ประชาชนรวม 15,500 ล้านบาท แบ่งเป็นกรมธรรม์ 2 ประเภท ได้แก่
- กรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม วงเงิน 15,000 ล้านบาท เพื่อคุ้มครองความเสียหายจากภัยพิบัติ
- กรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม วงเงิน 500 ล้านบาท เพื่อคุ้มครองกรณีเสียชีวิตจากภัยพิบัติ
- กรมธรรม์จะมีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 1 ตุลาคม 2570
สำนักงบประมาณได้รับมอบหมายให้จัดสรรงบประมาณให้เป็นไปตามกรอบวงเงินและวัตถุประสงค์ที่กำหนด ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. ร่วมกับสมาคมประกันวินาศภัยไทย จะดำเนินการจัดหาบริษัทประกันวินาศภัยที่มีมาตรฐาน มีความมั่นคง น่าเชื่อถือ และมีศักยภาพในการจ่ายค่าสินไหมทดแทนได้อย่างรวดเร็วตามกฎหมาย
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจะเป็นหน่วยรับงบประมาณและเบิกจ่ายให้แก่ผู้รับประกันภัยตามสัดส่วนที่ คปภ. และสมาคมประกันวินาศภัยไทยคัดเลือก โดยต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยมีรายละเอียดสินไหมทดแทน
กรอบค่าสินไหมทดแทน
บ้านเสียหายจ่ายสูงสุด 100,000 บาทต่อหลังคา
สำหรับกรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม จะคุ้มครองความเสียหายจากภัยพิบัติ 3 ประเภท โดยกำหนดวงเงินสูงสุด 100,000 บาทต่อหลังคาเรือนต่อภัยที่เกิดขึ้น และมีจำนวนเงินเอาประกันภัยสูงสุดต่อกรมธรรม์ภัย 75,000 ล้านบาท
- กรณี อุทกภัย ซึ่งรวมถึงอุทกภัยที่เกิดจากลม พายุ น้ำป่า และโคลนถล่ม จะได้รับค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 10,000 บาทต่อครั้ง และค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมสูงสุด 90,000 บาทต่อครั้ง
- กรณีผู้อยู่อาศัยในทรัพย์สินที่เอาประกันภัยเป็นประจำได้รับผลกระทบจาก ภัยน้ำท่วมจะได้รับค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 10,000 บาทต่อครั้ง โดยไม่มีค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติม
- กรณี วาตภัย ซึ่งรวมถึงฟ้าผ่า จะได้รับค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 5,000 บาทต่อครั้ง และค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมสูงสุด 95,000 บาทต่อครั้ง
- กรณี แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด คลื่นใต้น้ำ หรือสึนามิ จะได้รับค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 5,000 บาทต่อครั้ง และค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมสูงสุด 95,000 บาทต่อครั้ง
เสียชีวิตจากภัยพิบัติ คุ้มครอง 2 ล้านบาท
นอกจากความเสียหายต่อที่อยู่อาศัยแล้ว ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติยังให้ความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตจากภัยพิบัติทั้ง 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว รวมถึงภัยที่อยู่ในเงื่อนไขของแต่ละประเภท
- ผู้เสียชีวิตจะได้รับค่าสินไหมทดแทน 2 ล้านบาทต่อคน โดยไม่มีการจำกัดจำนวนเงินเอาประกันภัยสูงสุดต่อกรมธรรม์ภัย
- ผู้เอาประกันภัยในกรณีการเสียชีวิตต้องเป็นบุคคลที่มีสัญชาติไทยและมีเลขประจำตัวประชาชน ส่วนผู้รับประโยชน์คือทายาทโดยธรรม
สำหรับความคุ้มครองที่อยู่อาศัย ผู้เอาประกันภัยครอบคลุมเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เอาประกันภัยซึ่งเป็นบ้านตามกฎหมายว่าด้วยทะเบียนราษฎร รวมถึงผู้ครอบครองที่พักอาศัยซึ่งไม่เป็นบ้านตามกฎหมายดังกล่าว แต่ได้รับการรับรองว่าเป็นสิ่งปลูกสร้างที่มีผู้อาศัยอยู่ประจำจากผู้มีอำนาจตามกฎหมาย
สรุปกรมธรรม์ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ
| หัวข้อ | รายละเอียด | ||
| 1. ผู้ถือกรมธรรม์ประกันภัย | นิติบุคคล (หน่วยงานรัฐหรือหน่วยงานที่รัฐมอบหมาย) ที่ระบุชื่อเป็นผู้ถือกรมธรรม์ประกันภัยในตารางกรมธรรม์ประกันภัย | ||
| 2. ผู้รับประกันภัย | บริษัทประกันวินาศภัยที่ผ่านการคัดเลือกให้เข้ารับประกันภัย | ||
| 3. ผู้เอาประกันภัย
|
กรณีที่อยู่อาศัย :
1. เจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เอาประกันภัยที่เป็นบ้านตามกฎหมายว่าด้วย ทะเบียนราษฎร 2. ผู้ครอบครองที่พักอาศัยที่ไม่เป็นบ้านตามกฎหมายว่าด้วยทะเบียนราษฎร แต่ได้รับการรับรองว่าเป็นสิ่งปลูกสร้างที่มีคนอาศัยอยู่ประจำจากผู้มีอำนาจตามกฎหมาย กรณีการเสียชีวิต : บุคคลที่มีสัญชาติไทย และมีเลขประจำตัวประชาชน |
||
| 4. ผู้รับประโยชน์
|
กรณีที่อยู่อาศัย:
1. เจ้าของกรรมสิทธิ์หรือผู้ครอบครองที่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เอาประกันภัย หรือ 2. ผู้ครอบครองที่พักอาศัยที่ไม่เป็นบ้านตามกฎหมายว่าด้วยทะเบียนราษฎร แต่ได้รับการรับรองว่าเป็นสิ่งปลูกสร้างที่มีคนอาศัยอยู่ประจำจากผู้มีอำนาจตามกฎหมาย กรณีการเสียชีวิต : ทายาทโดยธรรม |
||
| 5. วงเงินความคุ้มครอง
|
กรณีที่อยู่อาศัย: สูงสุด 100,000 บาทต่อหลังคาเรือนต่อภัยที่เกิดขึ้น โดยมีจำนวนเงินเอาประกันภัยสูงสุดต่อกรมธรรม์ภัย 75,000 ล้านบาท
กรณีการเสียชีวิต: 2,000,000 บาทต่อคน โดยไม่จำกัดจำนวนเงินเอาประกันภัยสูงสุดต่อกรมธรรม์ภัย |
||
| 6. ระยะเวลาเอาประกันภัย | 1 9 ต.ค. 69 ถึง 1 ต.ค. 70 | ||
| 7. ความคุ้มครอง
กรณีที่อยู่อาศัย
7.1 ความเสียหายจาก อุทกภัย (รวมถึงอุทกภัย อันเกิดจากลม พายุ น้ำป่า และโคลนถล่ม) |
ค่าสินไหมทดแทนต่อครั้ง ต่อหลังคาเรือน (บาท) | ||
| ส่วนที่ 1
ค่าสินไหมทดแทน สำหรับความเสียหายเบื้องต้น |
ส่วนที่ 2
ค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติม |
||
| จำนวน 10,000 บาท ต่อครั้ง
|
สูงสุด 90,000 บาท ต่อครั้ง
|
||
| 7.2 ค่าชดเชยสำหรับผู้อยู่อาศัยในทรัพย์สินที่เอาประกันภัยเป็นประจำซึ่งได้รับผลกระทบจากภัยน้ำล้อม | จำนวน 10,000 บาท ต่อครั้ง
|
ไม่มี | |
| 7.3 ความเสียหายจาก
วาตภัย (รวมถึงฟ้าผ่า) |
จำนวน 5,000 บาท ต่อครั้ง
|
สูงสุด 95,000 บาท ต่อครั้ง
|
|
| 7.4 ความเสียหายจาก
แผ่นดินไหวหรือภูเขา ไฟระเบิดหรือคลื่นใต้น้ำ หรือสึนามิ |
จำนวน 5,000 บาท ต่อครั้ง
|
สูงสุด 95,000 บาท ต่อครั้ง
|
|
| 8. ความคุ้มครองกรณี การเสียชีวิต8.1 จากอุทกภัย (รวมถึงอุทกภัยอันเกิดจากลม พายุ น้ำป่า และโคลนถล่ม)8.2 จากวาตภัย(รวมถึงฟ้าผ่า)8.3 จากแผ่นดินไหวหรือภูเขาไฟระเบิดหรือคลื่นใต้น้ำหรือสึนามิ |
2,000,000 บาท | ไม่มี | |
เปลี่ยนจาก “เยียวยาหลังเกิดภัย” เป็น “โอนความเสี่ยงล่วงหน้า”
เหตุผลสำคัญของการจัดตั้งระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ คือประเทศไทยกำลังเผชิญภัยพิบัติที่มีทั้งความรุนแรงและความถี่เพิ่มขึ้น ขณะที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ยากต่อการคาดการณ์ล่วงหน้าว่าภัยจะเกิดขึ้นที่ใด
ผลกระทบไม่ได้เกิดเฉพาะพื้นที่ที่ประสบภัยซ้ำซาก แต่ยังรวมถึงพื้นที่ที่ไม่เคยเกิดภัยมาหลายปี ทำให้การจัดสรรงบประมาณเพื่อเยียวยาหลังเกิดเหตุมีความไม่แน่นอน
ระบบประกันภัยจึงถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงในเชิงรุก โดยภาครัฐสามารถประเมินและกำหนดล่วงหน้าว่า ความเสี่ยงส่วนใดที่รัฐจะรับไว้เอง และส่วนใดสามารถ กระจายหรือโอนความเสี่ยงไปยังระบบประกันภัย (Risk Transfer)
แนวคิดนี้จึงไม่ได้มุ่งเพียงการเพิ่มเงินช่วยเหลือเมื่อเกิดภัย แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีบริหารจัดการภัยพิบัติจาก “รอเกิดเหตุแล้วจึงเยียวยา” ไปสู่การ เตรียมระบบทางการเงินเพื่อรองรับความเสียหายตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ
จาก “กองทุนภัยพิบัติ” สู่ “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ”
การตัดสินใจครั้งนี้เป็นผลจากการพิจารณาของ ครม. ต่อเนื่อง โดยเมื่อ 21 เม.ย. 69 ครม.เคยเห็นชอบในหลักการจัดตั้งกองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย พร้อมให้กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ร่วมกับกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม การพิจารณาจัดตั้งกองทุนต้องคำนึงถึงความซ้ำซ้อนกับกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยที่มีอยู่ รวมถึงต้องมีแหล่งรายได้ที่ชัดเจน เหมาะสม และยั่งยืน
ต่อมาเมื่อ 25 ส.ค. 69 ครม.มอบหมายรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เร่งรัดให้ คปภ. ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ศึกษาและออกแบบระบบประกันภัยพิบัติที่สามารถบริหารจัดการความเสียหายและช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างรวดเร็ว เหมาะสม และเพียงพอ
จากนั้นในการประชุม ครม. เมื่อ 1 ก.ย. 69 มีการรับทราบผลการศึกษาการจัดตั้งกองทุน และเห็นชอบให้ทบทวนมติเดิม โดยเปลี่ยนจากแนวทาง “จัดตั้งกองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย” มาเป็น “จัดให้มีระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” พร้อมเห็นชอบในหลักการให้ภาครัฐจัดซื้อประกันภัยพิบัติให้แก่ประชาชน
ล่าสุด คปภ.ได้ส่งแบบและข้อความกรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่มและกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม เมื่อ 11 ก.ย. 69 เพื่อเดินหน้าสู่การจัดทำระบบให้มีผลคุ้มครองตั้งแต่ 1 ต.ค. 69
คุ้มครองประมาณ 30 ล้านครัวเรือน
ข้อมูลสถิติจำนวนบ้านของสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ณ 10 ก.ย. 69 ระบุว่า ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติจะครอบคลุมที่อยู่อาศัยประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือน
เป้าหมายสำคัญคือการทำให้ประชาชน โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยและกลุ่มเปราะบาง สามารถเข้าถึงความคุ้มครองได้โดยเร็วเมื่อเกิดภัยพิบัติ
ในมุมของภาครัฐ ระบบนี้จะเป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณ เพราะแทนที่จะต้องรอประเมินความเสียหายและจัดสรรงบประมาณหลังเกิดภัย รัฐสามารถกำหนดกรอบค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงไว้ล่วงหน้า
ขณะที่ประชาชนจะมีหลักประกันมากขึ้นว่า เมื่อเกิด อุทกภัย วาตภัย หรือแผ่นดินไหว จะมีระบบชดเชยความเสียหายต่อที่อยู่อาศัย รวมถึงความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตที่กำหนดวงเงินไว้ชัดเจน
การจัดตั้งระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติจึงเป็นการวางกลไก “รับมือความเสี่ยงก่อนเกิดภัย” โดยใช้ระบบประกันภัยเป็นเครื่องมือในการถ่ายโอนความเสี่ยงจากภาครัฐไปสู่ระบบประกันภัย ควบคู่กับการสร้างหลักประกันให้ประชาชนสามารถฟื้นตัวจากความเสียหายได้รวดเร็วขึ้น
บทความที่เกี่ยวข้อง:




