ความท้าทายการรับมือภัยพิบัติในอนาคต ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญของการรับมือภัยพิบัติ ท่ามกลางความเสี่ยงที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ขณะที่เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์พัฒนาไปไกล แต่ “นโยบาย” กลับยังตามไม่ทันความเป็นจริงของผู้คนในพื้นที่เสี่ยงภัยซ้ำซาก
งานวิจัยของ สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ศึกษาพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติซ้ำซาก 3 ประเทศ ประกอบด้วย ไทย กัมพูชา และ เวียดนาม เพื่อพัฒนา “แผนที่ความเสี่ยงภัยพิบัติ” โดยใช้เทคโนโลยี Geographic Information System หรือ GIS เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงในระดับพื้นที่อย่างละเอียดภายใต้ Climate Change หรือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบที่เลวร้ายที่สุด
การวิเคราะห์แบบจำลองสภาพอากาศลงไปในแผนที่ประเทศไทย เพื่อชี้ให้เห็นพื้นที่เสี่ยงภัยในระดับต่างๆ เพื่อออกแบบนโยบายรองรับ โดยเฉพาะแผนการโยกย้ายถาวรในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ภัยพิบัติซ้ำซาก และอาจรุนแรงมากขึ้นในอนาคต

ธิดา ไชยปะ นักวิชาการ สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บอกว่า ความรุนแรงของสภาพอากาศ และความรุนแรงของภัยพิบัติที่เพิ่มขึ้นในอนาคต จำเป็นต้องมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เพื่อทำให้เห็นภาพรวมของพื้นที่เสี่ยงภัยเพื่อจัดทำพื้นที่เสี่ยงภัยเพื่อใช้ในการออกแบบนโยบายรับมือ
โครงการ “แผนที่ความเสี่ยงภัยพิบัติ” GIS MAP จึงเริ่มดำเนินการศึกษาใน 3 ประเทศ คือ ไทย กัมพูชา และเวียดนาม โดยไทยมีความคืบหน้าด้านข้อมูลมากที่สุด กรอบงานวิจัย GIS MAP จะแสดงให้เห็นพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติใน 3 ด้าน คือ
- พื้นที่เกษตรกรรมในประเทศ เช่น พื้นที่เพาะปลูก นา ไร่ สวน และ ประสบภัยน้ำท่วม
- ชุมชนเกษตรกรรมที่มีความเปราะบางรายได้น้อยและมีภาระหนี้สิน กลุ่มสูงอายุ ผู้ป่วย
- พื้นที่ขาดปัจจัยที่ช่วยให้รับมือภัยพอบัติ เช่น ขาดการซักซ้อมแผนอพยพ ขาดระบบเตือนภัยล่วงหน้า ไม่มีโครงสร้างพื้นที่ฐานในการรับมือกับภัยพิบัติ
” เราศึกษา 3 กรอบหลัก โดยทั้งหมดคือ พื้นที่เกษตรเป็นจุดโฟกัสสำคัญ ปัจจัยพื้นที่เสี่ยงใช้เป็น GIS Map ใช้พื้นที่น้ำท่วมและเคยประสบภัยน้ำท่วมมาแล้วหลายครั้ง รวมไปถึงนำเอาปัจจัยเรื่องของ ความเปราะบาง และการขาดโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายในการรับมือภัยพิบัติมาลงในแผนที่”
3 ฉากทัศน์: ปัจจุบัน–2050–2100
ความความน่าสนใจของแผนที่ความเสี่ยงคือการจำลองฉากทัศน์ที่จะเกิดขึ้น แบ่งออกเป็น 3 ฉากทัศน์ เพื่อระบุว่าพื้นที่ไหนเสี่ยงภัยในช่วงเวลาที่แตกต่างกันดังนี้
- ฉากทัศน์แรก ปัจจุบัน – ปี 2025
- ฉากทัศน์ สอง ปี 2025 – ปี 2050
- ฉากทัศน์สาม ปี 2050 – ปี 2100
ส่วนข้อมูลในแบบจำลองใช้ฐานข้อมูลจากสภาพภูมิอากาศภายใต้สถานการณ์เลวร้ายที่สุด คือไม่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทุกคนยังคงใช้พลังงานงานเท่าเดิมไม่มีมาตรการในการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งพบว่าประเทศไทยมีความเสี่ยงภัยพิบัติทั้งน้ำท่วม ดินถล่มและภัยแล้งรุนแรงและขยายวงมากขึ้น

“ความเสี่ยงจะขยายตัว” เชิงพื้นที่และประชากร
ผลการจำลองออกมาชัดเจนว่าความเสี่ยงขยายวงมากขึ้น โดยจะพบสีแดงเข้ม แบบเสี่ยงสูงทั้ง น้ำท่วม ดินถล่ม และ ภัยแล้ว ขยายวงจากพื้นที่พบในปัจจุบัน มากขึ้นในทั่วประเทศ
- ปัจจุบัน: พื้นที่เสี่ยงสูงกระจุกในภาคกลาง เช่น อยุธยา นครปฐม
- อีก 20 ปี: ขยายขึ้นไปภาคเหนือตอนล่าง เช่น พิษณุโลก พิจิตร และบางส่วนของอีสาน
- ระยะยาว: ความเสี่ยงกระจายกว้างขึ้นทั่วประเทศจากผลของภาวะโลกร้อน
อย่างไรก็ตาม ภาคใต้ปรากฏความเสี่ยงต่ำในแผนที่ชุดนี้ เนื่องจากงานวิจัยโฟกัส “เกษตรกรรม” หากเปลี่ยนเป็นประมง ภาพความเสี่ยงจะต่างออกไปทันที

“แผนที่ความเสี่ยง”ตอกย้ำบางพื้นที่ต้องมีแผนอพยพ
แผนที่ความเสี่ยงสีแดงเข้มที่พบหลายพื้นที่ในภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคอีสาน ตอกย้ำว่า หลายพื้นที่มีความเสี่ยงสูง และหลายพื้นที่เป็นพื้นที่เกิดปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากและดินถล่ม รวมไปถึงภัยแล้ง
คำถาม คือ เราจะป้องกันความเสี่ยงเหล่านั้นอย่างไร โดยเฉพาะบางพื้นที่ซึ่งการปรับตัวอยู่กับปัญหา อาจจะไม่ใช่คำตอบ ควรต้องมีแผนอพยพโยกย้ายหรือไม่ โดยเฉพาะพื้นที่มีความเสี่ยงดินถล่ม และน้ำท่วมที่อันตราย ต่อชีวิตและทรัพย์สินสูง

การรับรู้ความเสี่ยงของคนไม่เท่ากัน
แม้แผนที่ และแบบจำลองจะระบุความลึกในระดับพื้นที่ออกมาอย่างชัดเจนว่า บางพื้นที่อาจจำเป็นต้องอพยพ แต่ การรับรู้ความเสี่ยงไม่เท่ากัน เช่น บางคนมองน้ำท่วมเป็นวิกฤต แต่ บางคนมองเป็น “โอกาส” เช่น ได้ตะกอนดิน ทำให้เพาะปลูกดีขึ้น ดังนั้น แม่จะเสี่ยงสูง แต่“คนจะย้ายหรือไม่ย้าย?”
ข้อมูลที่พบคือ ผู้คนที่ในพื้นที่เสี่ยงมีทั้ง กลุ่มคนที่ไม่อยากย้าย และอยากย้าย โดยมีเหตุผลและปัจจัยที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะ การรับรู้ความเสี่ยงของภัยพิบัติในพื้นที่ แตกต่างกัน
สะท้อนว่า “ความเสี่ยง” ในเชิงวิทยาศาสตร์ กับ “ความรู้สึกของผู้คน” ไม่ได้ใช่เรื่องเดียวกัน ดังนั้นการออกแบบนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการอพยพโยกย้ายจึงต้องมีความละเอียดซับซ้อน และเป็นโจทย์ที่ท้าทายของนักออกแบบนโยบาย เพราะไม่สามารถออกแบบเหมือนกันในทุกพื้นที่ได้ และแต่ละพื้นที่มีปัจจัยและการรับรู้ความเสี่ยงที่แตกต่างกัน
” การออกแบบนโยบาย ต้องระวัง เพราะมีความซับซ้อนในเชิงพื้นที่ เช่น บางจังหวัดเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยสูงสีแดงเข้ม แต่ภายในจังหวัดหนึ่งไม่ใช่แปลว่าทั้งหมดในจังหวัดนั้นคือพื้นที่เสี่ยง อาจจะมีพื้นที่บางส่วนที่ปลอดภัยหรือไม่ เช่นพื้นที่สมมุติเป็นพิษณุโลกมันอาจจะมีมันอาจจะมีพื้นที่ปลอดภัยอยู่ได้ ซึ่งต้องลงไปดูรายละเอียดในแต่ละพื้นที่ ไม่เหมารวมทั้งจังหวัด”
โจทย์ใหญ่นโยบาย: จะดูแล “คนที่อยากอยู่” และ “คนที่อยากย้าย” อย่างไร
คือความท้าทายสำคัญของการออกแบบนโยบาย ซึ่งนโยบายแบบเดียว ใช้ไม่ได้กับทุกพื้นที่ เพราะอาจสร้างความเหลื่อมล้ำมากขึ้น จำเป็นต้องเป็น “นโยบายเชิงพื้นที่” ที่เปิดให้ชุมชนมีส่วนร่วม
“ภัยที่เกิดขึ้นคนเรารับรู้ความเสี่ยงไม่เหมือนกันแล้วก็ตีความหมายไม่เหมือนกัน มีกลุ่มคนที่กลุ่มคนที่ไม่ยอมย้าย เพราะว่ามีความรู้สึกผูกพันกับบ้าน ขณะที่บางคนไม่อยากย้ายเพราะ ที่บ้านมันตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เช่น แม่แจ่ม จะย้ายแต่ไม่มีพื้นที่ให้ย้าย”
ขณะที่มีกลุ่มต้องย้าย เพราะเลือกไม่ได้ เนื่องจากที่ผ่านมาปรับตัวอยู่กับปัญหามาตลอดทุกปี เช่นที่ บางบาล อยุธยา บางระกำ พวกเขาเหล่านั้นอาจจะอยากย้ายเพราะการปรับตัวอยู่ที่เดิมเริ่มเหนื่อยล้าแล้ว
การรับรู้ความเสี่ยงไม่เท่ากัน นักออกแบบนโยบายจะทำอย่างไรเพราะมีความซับซ้อนอยู่มากในแต่ละพื้นที่ การออกแบบนโยบายเดียวจึงทำไม่ได้ เพราะอาจจะทำให้เกอดความไม่เป็นธรรมและความเหลื่อมล้ำมากขึ้น ดังนั้น ต้องมีนโยบายเชิงพื้นที่ที่ให้คนในพื้นที่มีส่วนร่วมด้วยหรือไม่
สำรวจพื้นที่จริง: น่าน–ชัยภูมิ–อยุธยา
แผนที่ความเสี่ยงสามารถระบุชุมชนที่มีความเสี่ยงภัยสูงได้ แต่ว่าการตัดสินใจย้ายเป็นเรื่องของบุคคลนั้น เพื่อเจาะลึกถึงปัจจัยในการรับมือความเสี่ยงในแต่ละพื้นที่ จึง เตรียมลงพื้นที่นำร่อง 3 จังหวัดเพื่อออกแบบนโยบาย ดังนี้
- พระนครศรีอยุธยา โดยจะลงไปเจาะลงลึกในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก
- น่าน ลงไปเจาะพื้นที่เสี่ยงภัย ดินถล่ม
- ชัยภูมิ ลงพื้นที่ ภัยแล้ง
ทั้งนี้การลงพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติ เพื่อหาคำตอบว่า “ยังมีพื้นที่ปลอดภัยพอสำหรับการย้ายถิ่นหรือไม่” แต่ก็พบความจริงที่น่ากังวลว่า “แทบไม่มีที่ให้ย้ายแล้ว” เพราะการหาพื้นที่ใหม่สำหรับชุมชน ไม่ใช่เรื่องง่ายเนื่องจากต้องมีเกณฑ์พื้นที่เหมาะสมในการโยกย้ายดังนี้
- ดินและน้ำอุดมสมบูรณ์
- ปลอดภัยจากภัยพิบัติ
- เข้าถึงโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ตลาด ,โรงพยาบาล
- พื้นที่ใหม่ใกล้พื้นที่เดิม
แต่ในความเป็นจริง ที่ดินส่วนใหญ่มีเจ้าของแล้วทำให้การจัดกาพื้นที่ปลอดภัยสำหรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยเพื่อโยกย้ายถาวรนั้นเป็นเรื่องจัดการยากกว่า
“เราต้องหาพื้นที่ใหม่ในการบ้านถิ่น และมีเกณฑ์อะไรในการเลือกที่ต้องย้ายถิ่น และเขาต้องปลอดภัยกับภัยพิบัติไม่ใช่เคยเจอแล้ว ต้องเจออีกครั้ง ประกอบอาชีพได้ใกล้ชุมชนเดิม แต่เกณฑ์ที่ตั้งพอไปดูในพื้นที่ก็ไม่มีที่ว่างในประเทศไทยแล้วมี เจ้าของหมด ที่ดินเอกชนอาจจะง่ายเพราะให้ธนาคารที่ดินซื้อมา แต่ของรัฐยากกว่าเพราะมีระเบียบกฎหมาย และหน่วยงานมีเจ้าของเช่น การรถไฟ ค่ายทหาร ป่าสงวนป่าไม้ มีระเบียบ เงื่อนไข
“การย้ายถิ่น” ยังไม่อยู่ในนโยบายรัฐบาล
แม้ประเทศไทยจะมีพื้นที่เสี่ยงภัยสูงจำนวนมากจากผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ แต่ข้อค้นพบสำคัญคือ ประเทศไทยยังไม่มี “นโยบายย้ายถิ่นจากภัยพิบัติ” อย่างเป็นรูปธรรม เพราะหน่วยงานรัฐส่วนใหญ่ยังเน้น
- อพยพชั่วคราว
- ฟื้นฟูหลังเกิดเหตุ
- ไม่มีกรอบคิดเรื่อง “ย้ายถาวร”
แม้ในแผนระดับชาติอย่าง National Adaptation Plan จะเริ่มพูดถึงการย้ายถิ่น แต่ยัง “ไม่มีรายละเอียด” ดังนั้น รัฐไทยไม่มีความคิดเรื่องให้คนย้ายถิ่นเลย การย้ายถิ่นสำหรับภัย พิบัติมันยากมากสำหรับเมืองไทย และถ้าหาในนโยบาย ไม่มีคำนี้อยู่เลยในนโยบายแต่ละนโยบาย
แม้แผนที่ความเสี่ยงสามารถบอกได้ว่า พื้นที่ไหนเสี่ยง และใครกำลังเผชิญความเปราะบาง แต่คำถามที่ยากกว่านั้นคือ“เราจะออกแบบนโยบายอย่างไร ให้สอดคล้องกับชีวิตจริงของผู้คน” ในโลกที่ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นทุกปีโจทย์ของประเทศไทยอาจไม่ใช่แค่ “ป้องกันภัย”แต่คือการตัดสินใจครั้งใหญ่ในบางพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติ ว่าจะ “อยู่ต่อ” หรือ “ย้าย” เพื่อป้องกันความเสี่ยงภัยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




