ประเทยไทยถูกจัดให้อยู่ในประเทศที่มีความเสี่ยงสูงด้านภัยพิบัติสูง จากรายงาน Climate Risk Index 2026 ถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 17 ของโลก (ก้าวกระโดดจากอันดับ 72 ในปี 2022) สะท้อนว่าเรามีความเปราะบางต่อสภาพอากาศสุดขั้ว (Extreme Weather) สูงมากในภูมิภาคอาเซียน
การเตรียมรับมือความเสี่ยงภัยพิบัติจึงเป็นประเด็นสำคัญในภาวะที่การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเกิดผลกระทบที่ชัดเจนและรุนแรง ทำให้เครือข่ายพัฒนาที่ดินและที่อยู่อาศัย สภาองค์กรชุมชน ภาคประชาสังคม และภาคีความร่วมมือจากทุกภูมิภาคของประเทศทั้ง 5 ภาคกว่า 1,000 คนมาร่วมกันแลกเปลี่ยนประสบการณ์ บทเรียน และองค์ความรู้ จากการจัดการภัยพิบัติในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศไทย
บทเรียนสถานการณ์ภัยพิบัติของไทยและทั่วโลก ทำให้เห็นการเตรียมแผนและการลงทุนเพื่อรับมือภัยพิบัติอย่างยืดหยุ่นมีความจำเป็น เพื่อลดความสูญเสียและผลกระทบที่รุนแรง
ไทยมีความเสี่ยงสูง ขาดแผนรับมือภัยพิบัติรุนแรง
อัมพิกา ชุมมัธยา อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้วิเคราะห์ รายงานความเสี่ยงภัยพิบัติโลก 2568 จากทั่วโลกพบว่าไทยอยู่ในระดับความเสี่ยงสูงจากเหตุการณ์ภัยธรรมชาติที่เกิดจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง
รายงานทางเทคนิคประจำปีที่ประเมินภัยพิบัติจากเหตุการณ์ทางธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว พายุ น้ำท่วม ผลกระบจากการเปลี่ยนแปลงจากสภาพอากาศใน 193 ประเทศทั่วโลก จากขีดความสามารถของสังคมในการเตรียมความพร้อม และรับมือกับหตุการณ์เหล่านั้น
World Riskindex วัดความเสี่ยง ความเปราะบาง และความสามารถในการรับมือภัยพิบัติต่างๆ ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 24 มีความเสี่ยงสูง และพบว่าประเทศอาเซียนอย่าง ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และเมียนมา ติดอันดับTop 10 ของประเทศที่มีความเสี่ยงเกิดภัยพิบัติสูง
ขณะที่พบว่า ค่าใช้จ่ายการจัดการภัยพิบัติ ในปัจจุบันสูง เกิน 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ สหรัฐต่อปี เมื่อรวมผลกระทบต่อเนื่อง และผลกระทบต่อระบบนิเวศ จากรายงาน Global Assessment Reporton Disaster Risk Reduction (GAR) ปี 2025 UNDRR พบว่า “ความยืดหยุ่น” คือ สิ่งสำคัญเป็นการระดมทุน และการลงทุนเพื่ออนาคต
“การลงทุนอย่างชาญฉลาดสามารถเปลี่ยนแปลงวงจรแห่งภัยพิบัติ และลดความสูญเสียได้เพราะปัจจุบันความเสี่ยงภัยพิบัติ เป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพทางการเงินในระดับโลกมากขึ้นเรื่อยๆ”
ลดความเสี่ยง ด้วยการลงทุนป้องกันแบบยืดหยุ่น
การลดความเสี่ยงภัยพิบัติ จึงต้องมีการป้องกันการเกิดความเสี่ยงใหม่ ลดความเสี่ยงที่มีอยู่ และเพิ่มความยืดหยุ่นมากขึ้นในการลงทุนเพื่อป้องกันความเสี่ยง โดยเฉพาะการป้องกันความเสี่ยงเรื่องที่อยู่อาศัย
รายงาน GAR ปี 2025 พบว่า ภัยพิบัติที่เกิดจากสภาพภูมิอากาศอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของรายได้ครัวเรือน ในอนาคตอย่างมีนัยสำคัญขัดขวางการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว
การสร้างความมั่นคงของที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย จึงถือเป็นการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติที่เหมาะสม เนื่องจากคาดว่าในอนาคตจะมีการขยายตัวของเมือง และมีประชากรประมาณ 1.2 พันล้านคนอาศัยอยู่เมืองภายในปี 2050 เมื่อเทียบกับปี 2020 ดังนั้นการทำให้อาคารใหม่นี้ตั้งอยู่ในทำเลที่ปลอดภัยและสร้างขึ้น อย่างเหมาะสมอาจช่วยประหยัดได้ ชีวิต ความเป็นอยู่ที่ดี ควบคู่ไปกับการพัฒนาที่ยั่งยืน
การบริหารจัดการความเสี่ยง และการอยู่อาศัย คืออีกปัจจัยที่ต้องลงทุน เพื่อลดความเสี่ยงที่เกิดขึ้น ลด 4 คือ 1) ลดอัตราการเสียชีวิต 2) ลดจำนผู้ได้รับผลกระทบ 3) ลดความสูญเสีย ด้านเศรษฐกิจและ 4) ลดความเสียสี หายต่อสาธารณูปโภค และบริการพื้นฐาน
การลงทุนเพื่อรองรับภัยพิบัติจึงช่วยลดผลกระทบได้ โดยการวิเคราะห์ของธนาคารโลกที่ทดสอบสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และสภาพภูมิอากาศ พบว่า การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่นเป็นประโยชน์ถึง 96 % ของเวลา การลงทุนในการสร้างขีดความสามารถของชุมชนในการเตือนภัยล่วงหน้า มักจะช่วยลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ
การลงทุนในองค์กรความรู้ด้านความเสี่ยง เพื่อทำความเข้าใจความเสี่ยงจากภัยพิบัติในปัจจุบัน จะช่วยให้สามารถวิเคราะห์ต้นทุนและผลประโยชน์ สามารถวางกลยุทธ์การลงทุนได้อย่างแม่นยำ และ มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพิ่มความสามารถระบุโอกาสเชิงบวก และผลประโยชน์ร่วม เข่น การป้องกันไฟฟ้า การปรับปรุงคุณภาพอากาศ และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน
ไทยภัยพิบัติกระทบโครงสร้าง “ย้ายถิ่น”
บทสังเคราะห์สถานการณ์ภัยพิบัติในประเทศไทย สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่า“อุทกภัยและภัยแล้ง” ยังคงเป็นภัยพิบัติที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุด และสร้างเสียหายต่อประเทศชาติมากที่สุด
จากรายงานสถิติการเกิดภัยพิบัติ และตัวเลขความเสียหาย ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ตั้งแต่ปี พ.ศ.2552-2561 พบผู้เสียชีวิต 1,727 คน มีผู้ได้รับผลกระทบมากกว่า 55 ล้านคน และมีมูมูลค่าความเสีย หายทางเศรษฐกิจกว่า50,000 ล้านบาท
ขณะที่ภัยแล้งที่เกิดขึ้นในระหว่างปี2551-2560 ส่งผลให้มีผู้ได้รับผลกระทบมากกว่าว่ 100 ล้านคน สร้างความเสียหายต่อพื้นที่การเกษตรกว่า 14 ล้านไร่ และมีมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 6,000 ล้านบาท และ
“คาดว่าความสูญเสียจากภัยพิบัติ จะมีความรุนแรงสูงขึ้นเรื่อย ๆ จากโครงสร้างทางสังคมที่ซับซ้อน อุปสรรคในการทำงานร่วมกัน และทัศนะของประชาชนที่มีต่อ ประเด็นภัยพิบัติที่มักจะเห็นว่าไม่ยากอพยพในช่วงที่เกิดภัยพิบัติ”
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบภัยพิบัติ ในเชิงโครงสร้าง และกลุ่มเปราะบาง การย้ายถิ่น ซึ่งพบข้อมูลUNDRR ระหว่างปี 57-66 มีผู้พลัดถิ่นและย้ายถิ่นฐานมากถึง 237 ล้านคน โดยเฉพาะใน จีน ฟิลิปินส์ และอินเดีย
ขณะที่ส่งผลกระทบต่อการศึกษาที่ไม่มีความต่อเนื่อง ในช่วงภัยพิบัติ ทำให้นักเรียนต้องหยุดเรียน การศึกษาไม่ต่อเนื่อง ปี 67 มีนักเรียนกว่า 242 ล้านคน ทั่วโลกได้รับผลกระทบบจากการปิดโรงเรียนเนื่องจากภัยด้านสภาพอากาศ และความมั่นคงรายได้
รศ .ดร.อัมพิกา กล่าวว่า การรับมือภัยพิบัติ จึงต้องวางแผน การออกแบบที่อยู่อาศัยโดยชุมชน การสำรวจข้อมูล ที่ชุมชนทำแผนที่ทำมือ เพื่อระบุจุดเสี่ยง และกลุ่มเปราะบาง การทำระบบเตือนภัย และแผนเผชิญเหตุภาคพลเมือง และการจัดการกฎหมายสิทธิที่ดิน และการกระจายอำนาจ และแผนการฟื้นฟูที่เป็นธรรม ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
กระจายอำนาจ จัดการภัยพิบัติโดยชุมชน
แนวคิดสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยควบคู่กับการรับมือภัยพิบัติอย่างมีส่วนร่วมจึงถือเป็นทางออกในการรับมือภัยพิบัติที่คาดว่าจะทวีความรุนแรงขึ้น ขณะที่ชุมชนอาจต้องตื่นตัวเพื่อเรียนรู้ร่วมกัน
สมสุข บุญญะบัญชา ประธานคณะอนุกรรมการบ้านมั่นคงและการจัดการที่ดิน บอกว่า การจัดการที่อยู่อาศัยภัยพิบัติ การเตรียมความพร้อมและรับมือในพื้นที่เสี่ยง ยังมีปัญหา มีจุดอ่อนสำคัญที่ทำให้การจัดการไม่ทันท่วงที ได้แก่ การรวมศูนย์อำนาจ อำนาจการตัดสินใจอยู่ไกลจากพื้นที่จริง
และขาดกลไกที่มีประสิทธิภาพในระดับท้องถิ่น เน้นแก้ปัญหาเฉพาะหน้า มักให้ความสำคัญกับการ “เผชิญเหตุ” มากกว่าการ “ป้องกัน” และลดผลกระทบก่อนเกิดภัย ระบบข้อมูลไม่เชื่อมโยง ขาดฐานข้อมูลความเสี่ยงและระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ประชาชนตั้งรับไม่ทัน อุปสรรคทางกฎหมาย ระเบียบการเงินการคลังมีความเคร่งครัดเกินไป ไม่ยืดหยุ่นพอที่จะช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างรวดเร็ว
ดังนั้น ได้เสนอแนวทาง “เตรียม พร้อม เตรียมตัว จัดตั้ง” เพื่อสร้างระบบเฝ้าระวังที่มีประสิทธิภาพ ฐานข้อมูลและความรู้ ชุมชนต้องมีข้อมูลที่แม่นยำและสามารถคาดการณ์เหตุการณ์ได้ พื้นที่กลางและการเชื่อมโยง สร้างความสัมพันธ์ร่วมกับท้องที่ ท้องถิ่น และหน่วยงานภาคี เพื่อผลักดันให้การจัดการภัยพิบัติเป็น “วาระของท้องถิ่น” ระบบตื่นตัว เสริมสร้างความเข้มแข็งทั้งระบบภายในชุมชนและการประสานงานภายนอก
“การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ จากบนลงล่าง สู่ ล่างขึ้นบน เสนอให้มีการปรับเปลี่ยนวิธีคิด โดยใช้แบบอย่างจากระบบการจัดการของญี่ปุ่น แผนต้องมาจากพื้นที่ แผนการจัดการภัยพิบัติต้องสอดคล้องกับบริบทของแต่ละชุมชน ไม่ใช่แผนเดียวใช้ทั้งประเทศ ประชาชนคือเจ้าของสิทธิ สนับสนุนให้ประชาชนมีสิทธิในการจัดการทรัพยากรและป้องกันภัยพิบัติด้วยตนเอง” สมสุขกล่าว

เสนอ 4 นโยบายจัดการภัยพิบัติครบวงจร
ข้อเสนอเชิงนโยบายและแนวทางปฏิบัติ แบ่งออกเป็น 4 ด้านหลัก เพื่อการจัดการอย่างครบวงจร ด้านกฎหมายและโครงสร้างอำนาจ
แก้ไข พรบ. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นบริหารจัดการได้คล่องตัวขึ้น
จัดตั้งศูนย์วอร์รูมระดับพื้นที่ ให้มีคณะทำงานร่วมระหว่างรัฐและภาคประชาชนในสัดส่วนที่เหมาะสม (ระดับตำบลและจังหวัด)
งบประมาณและกองทุน จัดตั้งกองทุนภัยพิบัติระดับตำบลและจังหวัดเพื่อให้มีงบประมาณช่วยเหลือเบื้องต้นได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ควรจำกัดเพียงแค่ “เงิน” แต่รวมถึงทรัพยากรอื่นๆ เช่น อาหารและเครื่องนุ่งห่ม งบประมาณฉุกเฉิน
เสนอให้ผู้ว่าฯ มีกรอบงบประมาณเติมกองทุนภัยพิบัติอย่างน้อย 50 ล้านบาท และให้อำนาจท้องถิ่นประกาศเหตุฉุกเฉินได้ทันที 24 ชั่วโมง ด้านข้อมูลและการเตือนภัย ศูนย์ข้อมูลกลางของชุมชน จัดทำแผนที่ความเสี่ยง ข้อมูลกลุ่มเปราะบาง
ปฏิทินภัยพิบัติในระดับหมู่บ้าน เทคโนโลยีการสื่อสาร นำระบบ SOS, วิทยุสื่อสาร และการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียมาใช้ในการเตือนภัยล่วงหน้า
“สมสุข”เสนอแนวทางการดำเนินงาน 3 ระยะ ก่อนเกิดเหตุ เน้นการทำข้อมูลความเสี่ยง ซ้อมแผนอพยพ และเตรียมสิ่งของฉุกเฉิน ระหว่างเกิดเหตุ ตั้งศูนย์ประสานงานกลาง มีพื้นที่ปลอดภัย และระบบช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง หลังเกิดเหตุฟื้นฟูสภาพพื้นที่ การเยียวยาสุขภาพจิต และถอดบทเรียนเพื่อปรับปรุงแผนในอนาคต เป้าหมายสูงสุด คือการสร้างชุมชนที่ “รู้รับ-ปรับตัว” และมีความพร้อมในการเผชิญกับความไม่แน่นอนของภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้นทุกปี
ชุมชนเสนอ 5 เจตนารมณ์ รับมือภัยพิบัติ
ส่วนข้อเสนอชุมชน 5 ภาค หลังแลกเปลี่ยน ประสบการณ์ บทเรียน และองค์ความรู้ โดยจะร่วมกันผลักดันและขับเคลื่อน 5 ประเด็น ดังนี้
- ผลักดันการกระจายอํานาจการจัดการภัยพิบัติสู่ชุมชนท้องถิ่นส่งเสริมการจัดตั้งและพัฒนากลไกการจัดการภัยพิบัติในระดับชาติ ระดับจังหวัด และระดับชุมชน เพื่อให้การบริหารจัดการภัยพิบัติยึดหลักการมีส่วนร่วม และให้ชุมชนท้องถิ่นเป็นศูนย์กลางของการวางแผน ป้องกัน รับมือ และฟื้นฟู
- ผลักดันการปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เอื้อต่อการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนรวมถึงการแก้ไขปัญหาที่ดินทํากิน ที่อยู่อาศัย และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ และสนับสนุนสิทธิชุมชนในการจัดการภัยพิบัติบรรจุในรัฐธรรมนูญ
- ผลักดันการจัดตั้งและสนับสนุนกองทุนและทรัพยากรการจัดการภัยพิบัติทุกระดับ เพื่อเป็นกลไกสําคัญในการเตรียมความพร้อม รับมือ และฟื้นฟูจากภัยพิบัติในทุกมิติ ภายใต้แผนการจัดการภัยพิบัติที่ชุมชนร่วมกันกําหนด
- จัดตั้งศูนย์บริหารจัดการข้อมูลและเครือข่ายการแจ้งเตือนภัย (Data Center) ที่เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อพัฒนาระบบข้อมูล การเฝ้าระวัง การแจ้งเตือนภัย และการจัดการองค์ความรู้รวมถึงการถอดบทเรียนจากการทํางานของเครือข่าย
- ผลักดันการสนับสนุนงบประมาณเพื่อพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ (Sandbox) ในการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนที่สอดคล้องกับบริบทภูมินิเวศของแต่ละพื้นที่ เพื่อพัฒนารูปธรรมการจัดการภัยพิบัติแบบบูรณาการทั้งระบบ และขยายผลสู่พื้นที่อื่นในอนาคต
- ให้มีการจัดตั้งเครือข่ายการจัดการภัยพิบัติภาคประชาชน และเป็นส่วนหนึ่งในคณะกรรมการการจัดการภัยพิบัติทั้งในระดับจังหวัด ระดับภาค ระดับประเทศ
ทั้งนี้ เครือข่ายการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชน 5ภาค ระบุว่าจะร่วมกันผลักดันและทำงานกับภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาควิชาการ และภาคีทุกภาคส่วน เพื่อให้สามารถจัดการภัยพิบัติ และลดความสูญเสียที่เกิดขึ้นในอนาคต
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




