จากภาวะ “โลกเดือด” อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น 1-2 องศาเซลเซียส ทำหน้าที่เป็น “ตัวเร่ง” (Catalyst) ให้สภาพอากาศแปรปรวนและฝนตกหนักสุดขั้วช่วงปี 2004 – 2016 สถิติแผ่นดินถล่มทั่วโลก เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า
ที่สำคัญพบว่า 75 % ของเหตุการณ์แผ่นดินถล่มทั่วโลก เกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งความเสียหายจากดินถล่มคิดเป็น 17 % ของความเสียหายจากภัยพิบัติทั่วโลก โดยเพียงช่วงปี 2024-2025 ปีเดียว มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกกว่า 10,000 ราย
ในประเทศไทย ประชากร 5.7 ล้านคน (หรือเกือบ 10% ของประชากรทั้งประเทศ) กำลังอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีโอกาสเกิดแผ่นดินถล่มระดับ “สูงจนถึงสูงมาก” อีกทั้ง 1 ใน 5 ของหมู่บ้านในประเทศไทย ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีโอกาสเกิดดินถล่ม
ความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากเหตุการณ์อุทกภัยและดินถล่มในภาคใต้ที่ผ่านมา สร้างความเสียหายไม่น้อยกว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นคือข้อจำกัดด้านกำลังคน ที่ปัจจุบันมีเครือข่ายอาสาสมัครเฝ้าระวังดินถล่มในสัดส่วนเพียง อาสาสมัคร 1 คน ต่อการดูแลประชาชนเกือบ 200 คน ซึ่งถือเป็นข้อจำกัดที่ท้าทายมากในระดับพื้นที่
‘ข้อมูล’ คือหัวใจ แผนปฏิบัติการจับต้องได้ ไม่ใช่แค่บนกระดาษ
ธวัฒชัย ปาละคะมาน หัวหน้าโครงการการพัฒนาและจัดทำแผนปฏิบัติการเชิงพื้นที่ฯ เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า ประชากรเกือบ 10% ของประเทศ หรือราว 5.7 ล้านคน อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีโอกาสเกิดดินถล่มสูง ทางโครงการจึงได้จัดทำแผนปฏิบัติการใน 16 จังหวัดเสี่ยงสูง ซึ่งความพิเศษคือการเปลี่ยนจากแค่การดู “แผนที่ภัย (Hazard)” มาเป็นการประเมิน “ความเสี่ยง (Risk)” ที่ครอบคลุมถึงความเปราะบางของสังคมและศักยภาพของชุมชนด้วย เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถนำมาตรการไปจัดทำคำของบประมาณ
“ประชาชนเกือบ 10% ของประเทศเรา อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีโอกาสเกิดดินถล่มค่อนข้างสูงจนถึงสูงมาก ถ้าประชาชนเขาไม่รู้ว่าเขาอยู่ในพื้นที่เสี่ยง อันนี้จะยิ่งอันตรายแผนฉบับนี้จะเป็นแผนฉบับแรกที่เราจัดอันดับความสำคัญของพื้นที่เสี่ยงได้จริง เมื่อจัดออกมาแล้วเป็น 5 ระดับ หน่วยงานในพื้นที่จะทราบทันทีว่าต้องจัดสรรงบประมาณ หรือลงทรัพยากรไปที่อำเภอไหนก่อน เพื่อลดความเสี่ยงอย่างตรงจุด”

‘นวัตกรรม’ ปะทะ ‘กฎหมาย’ ช่องโหว่ในพื้นที่ทับซ้อน
รศ.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมปฐพี ชี้ให้เห็นว่า การรับมือกับดินถล่มไม่ได้มีแค่การหนีแต่คือการสร้างโครงสร้างทางวิศวกรรมเพื่อป้องกันภัย นวัตกรรมอย่างการทำแบบจำลอง DynaSlide เพื่อดูทิศทางการไหลของดินถล่ม หรือการสร้างกำแพงกันดินด้วยนวัตกรรม TR Block ที่ชาวบ้านทำเองได้นั้นมีพร้อมแล้วแต่กลับเจอปัญหาใหญ่คือพื้นที่ทับซ้อนทางกฎหมาย แต่อย่างน้อยนวัตกรรมที่ทำได้ในพื้นที่ไม่ทับซ้อนก็ช่วยชีวิตคนได้มาก
“ชุมชนหลายแห่งอยู่ในพื้นที่ทับซ้อนกับป่าไม้อุทยาน หน่วยงานรัฐไม่สามารถเอาโครงสร้างพื้นฐานหรือการช่วยเหลือทางวิศวกรรมเข้าไปป้องกันได้ เพราะติดขัดเรื่องกฎหมายการอนุรักษ์ กลายเป็นว่าเราทิ้งให้คนจำนวนเป็นล้านรอวันตาย เราต้องมีกฎหมายที่ปลดล็อกให้การเข้าไปทำโครงสร้างป้องกันที่ปลอดภัยทั้งคนและสิ่งแวดล้อมทำได้จริง ภายใต้การดูแลของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ”
ปัจจุบันประเทศไทยไม่ได้ตามหลังเรื่องเทคโนโลยีการจัดการภัยพิบัติ เรามี “โมเดล” และ “นวัตกรรม” ที่สามารถจัดการปัญหาดินถล่มได้อย่างแม่นยำ แต่สิ่งที่เป็นคอขวดรั้งความปลอดภัยของประชาชนไว้ คือ “ช่องว่าง” เชิงระบบและกฎหมายที่ทับซ้อน
จากข้อมูลที่มีอย่างแม่นยำระดับรายหลังคาเรือนการเตือนภัยในปัจจุบันก้าวข้ามการบอกแค่ว่า “อำเภอนี้เสี่ยง” ไปสู่การใช้แบบจำลองขั้นสูงที่ระบุได้ชัดเจนว่า “บ้านหลังไหนรอด บ้านหลังไหนต้องหนี”
ยกตัวอย่างกรณีศึกษาที่ “ดอยแหลม” เมื่อใช้โมเดลวิเคราะห์หมู่บ้านที่มีกว่า 200 หลังคาเรือน พบว่ามีบ้านที่ตั้งอยู่ในทางน้ำและเสี่ยงถูกดินถล่มทับจริง ๆ เพียงประมาณ 20 กว่าหลังเท่านั้น การมีโมเดลที่แม่นยำเช่นนี้ ช่วยให้ภาครัฐและชุมชนไม่ต้องสั่งอพยพคนทั้งหมู่บ้าน แต่พุ่งเป้าจัดการและเตือนภัยเฉพาะบ้านที่อยู่ในแนวความเสี่ยงได้ทันที
อย่างไรก็ตาม สำหรับในพื้นที่ทับซ้อนแม้จะมีโมเดลแม่นยำแค่ไหน และนวัตกรรมจะดีเพียงใด แต่ “ช่องว่าง” สำคัญที่ทำให้คนนับล้านยังต้องเอาชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย คือเรื่องของ “ข้อจำกัดทางกฎหมาย” เช่น พื้นที่ป่าไม้ หรือเขตอุทยานแห่งชาติ ซึ่งมีเจตนารมณ์ของกฎหมายเพื่อการอนุรักษ์อย่างเข้มงวด
กฎหมายเหล่านี้ทำให้หน่วยงานของรัฐ เช่น กรมทางหลวง, กรมโยธาธิการฯ ไม่สามารถนำงบประมาณเข้าไปสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางวิศวกรรมเพื่อป้องกันดินถล่ม เช่น ฝายดักดิน, กำแพงกันดินที่ได้มาตรฐาน ในพื้นที่ชุมชนเหล่านั้นได้ เพราะถือเป็นการรุกล้ำและผิดกฎหมาย
รศ.สุทธิศักดิ์ ย้ำว่า การแก้ปัญหานี้ต้องผลักดันเชิงนโยบาย โดยต้องมีกฎหมายเฉพาะ หรือ พ.ร.บ. การป้องกันภัยพิบัติในพื้นที่ลาดชันและพื้นที่สูง เพื่อปลดล็อกให้สามารถสร้างโครงสร้างทางวิศวกรรมที่ “เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” เข้าไปปกป้องชีวิตประชาชนในพื้นที่เสี่ยงได้ โดยให้หน่วยงานในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้กำกับดูแลโดยตรง

ปลดล็อกกลไกภาครัฐ สร้าง Sandbox ทดสอบนวัตกรรม
รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สะท้อนในมุมของผู้ปฏิบัติงานทางด้านกลไกการบริหารเมืองว่า การนำ ‘นวัตกรรม’ มาใช้ในระบบราชการเป็นเรื่องท้าทายอย่างมาก เพราะติดขัดที่ระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง และการอธิบายความคุ้มค่าของงบประมาณ นวัตกรรมจึงต้องการพื้นที่นำร่องในการทดสอบ
“เราไม่มีระเบียบวิธีการ Procurement ของสิ่งที่เป็นนวัตกรรมได้โดยง่ายจากระบบราชการเราต้องออกแบบกฎหมายที่เป็น Regulatory Sandbox กฎหมายถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาการบริหารจัดการที่ทำไม่ได้ในอดีต ถ้าเราไม่เริ่มต้นคุยเรื่องนี้ เราก็จะติดหล่มประชุมกันอยู่แบบนี้ นวัตกรรมที่เป็นเรื่องของกระบวนการและสถาบัน จึงสำคัญไม่แพ้เทคโนโลยี”

กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ยืนยันว่าประเทศไทยไม่ขาดแคลนนวัตกรรม แต่ขาดการขยายผลไปสู่การใช้งานจริงในพื้นที่
“นวัตกรรมเมืองไทยไม่มี เป็นไปไม่ได้ นวัตกรรมมี แต่จะขยายผลและใช้งานอย่างไร เราต้องหาพื้นที่นำร่อง (Sandbox) ด้วยกัน เอานวัตกรรมที่มีอยู่เข้าไปตอบโจทย์ แก้ข้อจำกัดของภาครัฐ ทั้งเรื่องของกฎหมาย โครงสร้าง และปรับ Mindset ว่าสิ่งเหล่านี้ต้องทำให้เกิดขึ้นจริงได้ เพื่อให้เกิดเป็นแพลตฟอร์มนวัตกรรมเชิงสังคมที่ใช้งานได้อย่างแท้จริง”

ชุมชนคือรากฐานนวัตกรรมต้องทำได้จริงและยั่งยืน
ประสงค์ ธัมมะปาละ ผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ เน้นย้ำว่า นวัตกรรมไม่จำเป็นต้องเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงเสมอไป แต่คือกระบวนการและแนวคิดที่ทำให้ชุมชนลดความเสี่ยงได้จริง
“นวัตกรรมมันไม่ใช่เทคโนโลยีอย่างเดียวนะครับ มันคือกระบวนการ มันคือแนวความคิด หรือวิธีการปฏิบัติ ที่ทำให้ความเสี่ยงลดลงจาก 100 เหลือ 0 ได้ สิ่งสำคัญคือเราจะขยายผลจากชุมชนที่เข้มแข็ง ไปสู่ชุมชนอื่น ๆ ที่ยังไม่ตระหนักได้อย่างไร ท้องถิ่นจึงเป็นกลไกที่สำคัญที่สุด”

สุวภาคย์ อิ่มสมุทร รองอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี กล่าวว่า นวัตกรรมมันไม่ใช่เทคโนโลยีอย่างเดียว มันคือกระบวนการ มันคือแนวความคิด หรือวิธีการปฏิบัติ ที่ทำให้ความเสี่ยงลดลงจาก 100 เหลือ 0 ได้ สิ่งสำคัญคือเราจะขยายผลจากชุมชนที่เข้มแข็ง ไปสู่ชุมชนอื่น ๆ ที่ยังไม่ตระหนักได้อย่างไร ท้องถิ่นจึงเป็นกลไกที่สำคัญที่สุด
- มิติที่ 1 การหนีภัย ถือเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในปัจจุบัน เมื่อภัยมา “การเอาชีวิตรอด” คือสิ่งแรกที่ต้องทำ กรมทรัพยากรธรณีได้จัดทำฐานข้อมูลเพื่อสนับสนุนมิตินี้อย่างเป็นรูปธรรม เจาะลึกถึงระดับหลังคาเรือน การทำแผนที่เสี่ยงภัยไม่ได้มองแค่ภาพรวมระดับจังหวัดอีกต่อไป แต่ชี้ชัดไปถึงระดับ “บ้าน” ว่าบ้านหลังใดอยู่ในพื้นที่สีแดง
- ปัจจุบันมีการระบุพิกัดหมู่บ้านที่มีความเสี่ยงหลักถึง 1,121 ตำบล ข้อมูลระดับสเกลบ้านและตำบลนี้ จะเป็นฐานข้อมูลสำคัญที่เปิดทางให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สามารถนำไปใช้จัดทำโครงการ จัดจ้าง หรือขออนุญาตตั้งงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาในพื้นที่ของตนเองได้อย่างมีหลักการ
- มิติที่ 2 การป้องกัน การหนีภัยเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่สู้ “การปรับตัว” และ “การป้องกัน” ในระยะยาวไม่ได้ มิตินี้มุ่งเน้นการสร้างความเข้มแข็งจากภายในชุมชน ผสานกับนวัตกรรมภายนอก
- พลังเครือข่ายท้องถิ่น ชุมชนต้องสามารถเริ่มการอพยพหรือรับมือได้ทันทีเมื่อมีสัญญาณเตือน เช่น ฝนตกเกินเกณฑ์ โดยอาศัยองค์ความรู้ของคนในพื้นที่ “ไม่ต้องรอให้กรมทรัพยากรธรณีสั่งการ”
- นวัตกรรมเชิงโครงสร้าง การป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสีย คือการนำนวัตกรรมและหลักวิศวกรรมปฐพีเข้ามาใช้ในพื้นที่เสี่ยง เช่น การทำกำแพงกันดิน, การจัดการน้ำใต้ดิน เพื่อทำให้พื้นที่เหล่านั้นปลอดภัยขึ้นและประชาชนยังสามารถอยู่อาศัยต่อไปได้
- มิติที่ 3 กฎหมาย เป็นมิติที่ท้าทายที่สุดและเป็น “คอขวด” สำคัญที่กรมทรัพยากรธรณีต้องการความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วน
- ข้อจำกัดของหน่วยงานวิชาการ กรมทรัพยากรธรณีเป็นหน่วยงานที่เต็มไปด้วยนักธรณีวิทยาและนักวิชาการ มีหน้าที่ชี้เป้าความเสี่ยง แต่ “ไม่มีอำนาจบังคับใช้กฎหมาย” หรือสั่งการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในพื้นที่ทับซ้อนได้
- ผลักดัน “กฎหมายสโลป” (Slope Law) มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องนำเรื่องนี้เข้าสู่สภาฯ เพื่อผลักดันให้เกิด พ.ร.บ. การป้องกันภัยพิบัติในพื้นที่ลาดชันและพื้นที่สูง (กฎหมายสโลป) ซึ่งจะช่วยปลดล็อกให้หน่วยงานต่าง ๆ สามารถเข้าไปสร้างโครงสร้างวิศวกรรมป้องกันภัยในพื้นที่ป่าหรือพื้นที่อนุรักษ์ได้
- การมีส่วนร่วม กฎหมายนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากขาดการมีส่วนร่วมของชุมชนและการสนับสนุนจากภาคการเมือง

ทั้งนี้เนื้อหาจากเวที Policy Forum “นวัตกรรมจัดการภัยพิบัติ LANDSLIDE คิดได้ ใช้จริง ?” โดย Policy Watch ร่วมกับ กรมทรัพยากรธรณี และ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) เปิดพื้นที่ ชำแหละช่องโหว่และเสนอทางออกเพื่อการจัดการภัยพิบัติเชิงรุก
สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เทคโนโลยีและข้อมูลทางวิศวกรรมของไทยนั้นก้าวหน้าไปมาก แต่ “คอขวด” สำคัญอยู่ที่กลไกการบริหารจัดการ กฎหมายที่ทับซ้อน และการสื่อสารความเสี่ยงลงสู่ระดับบุคคลทางออกของอนาคตจึงไม่ใช่แค่การเฝ้าระวัง แต่คือการบูรณาการความรู้ สร้างนวัตกรรมทางนโยบาย (Policy Innovation) และปลดล็อกกฎหมายผ่านพื้นที่นำร่อง (Sandbox) เพื่อเปิดทางให้เกิดการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ปลอดภัย ควบคู่ไปกับการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ
นอกจากนี้ การจัดการภัยพิบัติที่ยั่งยืนที่สุด คือการส่งมอบ “ข้อมูล” และ “เครื่องมือ” ให้กับชุมชน เพื่อร่วมกันออกแบบนโยบายและติดอาวุธทางความคิด ให้ประชาชนทุกคนก้าวข้ามจากจุดที่รอคอยความช่วยเหลือ สู่ความสามารถในการ “รู้ รับ ปรับตัว” เพื่อรับมือกับโลกที่แปรปรวนใบนี้ได้อย่างแท้จริง





