โลกร้อนและสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงกำลังเป็นวิกฤติที่ไม่ใช่วิกฤติเดียว แต่มี3 วิกฤติสิ่งแวดล้อม เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Collapse) และ มลพิษ (Pollution)
ประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Thailand Business Council for Sustainable Development : TBCSD) กล่าวในงานสัมมนาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งจัดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD) และสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (BEDO) ว่า โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมสำคัญ 3 ประการ หรือที่เรียกว่า “Triple Planetary Crisis”
- การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)
- การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss)
- ปัญหามลพิษ (Pollution)
ทั้งสามปัญหามีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด และส่งผลกระทบต่อกันในทุกมิติ

วิกฤตพลังงาน อาจทำให้เชื้อเพลิงฟอสซิลกลับมา
ในช่วงที่ผ่านมา ความสนใจของสังคมโลกได้หันไปจับตาปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อเสถียรภาพด้านพลังงานของโลก และสร้างความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจในหลายประเทศ
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลโดยตรงต่อตลาดพลังงานโลก เนื่องจากภูมิภาคดังกล่าวเป็นแหล่งผลิตและส่งออกน้ำมันสำคัญของโลก หากการขนส่งน้ำมันเกิดการสะดุดหรือมีปริมาณลดลง ย่อมส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น และกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง
สำหรับประเทศไทย ซึ่งนำเข้าน้ำมันดิบและพลังงานจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง การปรับตัวขึ้นของราคาพลังงานย่อมส่งผลต่อทั้งต้นทุนการผลิต ค่าไฟฟ้า ค่าครองชีพ และภาระทางเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้หลายฝ่ายหันมาให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นอันดับแรก
“เมื่อเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจ หลายประเทศอาจชะลอหรือปรับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมลงชั่วคราว บางแห่งอาจหันกลับไปใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลหรือถ่านหินเพื่อรักษาเสถียรภาพด้านพลังงาน แต่ไม่ได้หมายความว่าวิกฤตสิ่งแวดล้อมจะหายไป”
ประเสริฐย้ำว่า แม้โลกจะต้องรับมือกับความท้าทายเฉพาะหน้า แต่ทุกประเทศยังจำเป็นต้องเดินหน้าจัดการกับวิกฤตสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป เพราะผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ และปัญหามลพิษ จะยังคงส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

3 วิกฤตสิ่งแวดล้อม ต้องเร่งรับมือ
โลกกำลังเผชิญ “3 วิกฤตสิ่งแวดล้อม” ที่เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss) และปัญหามลพิษในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งสามวิกฤตไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว หากแต่ส่งผลกระทบซึ่งกันและกันอย่างเป็นระบบ
ประเสริฐ บอกว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม ได้ร่วมกันผลักดันโครงการและมาตรการต่าง ๆ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำและการพัฒนาที่ยั่งยืน แต่ต้องยอมรับว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมจำนวนมากไม่สามารถแก้ไขได้ภายในระยะเวลาอันสั้น แต่ต้องอาศัยการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและความร่วมมือระยะยาวจากทุกภาคส่วน
หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือปัญหาฝุ่น PM2.5 ซึ่งเป็นประเด็นที่หลายเมืองของไทยเคยติดอันดับเมืองที่มีคุณภาพอากาศแย่ที่สุดของโลก จึงไม่ใช่เรื่องที่ควรยอมรับ ประเทศไทยจำเป็นต้องกำหนดเป้าหมายร่วมกันในการลดมลพิษทางอากาศอย่างจริงจัง เพื่อให้คุณภาพอากาศของประเทศดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม และไม่ต้องปรากฏอยู่ในอันดับต้น ๆ ของโลกในด้านมลพิษอีกต่อไป
อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คือเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งในอดีตอาจเป็นเรื่องที่คนทั่วไปยังไม่เข้าใจถึงความสำคัญมากนัก แต่ปัจจุบันมีการตระหนักรู้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ทั้งในด้านพันธุ์พืช สัตว์ และระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์ ความหลากหลายเหล่านี้เป็นรากฐานสำคัญของความสมดุลทางธรรมชาติและเป็นปัจจัยที่สนับสนุนคุณภาพชีวิตของมนุษย์
ด้วยเหตุนี้ การรับมือกับวิกฤตสิ่งแวดล้อมทั้งสามด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มลพิษ หรือการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ จึงจำเป็นต้องดำเนินไปพร้อมกัน
ความหลากหลายทางชีวภาพ คือ “ทุนทางเศรษฐกิจ”
ความหลากหลายทางชีวภาพไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของสัตว์ป่าหรือป่าไม้เท่านั้น แต่ยังเป็นต้นทุนสำคัญของระบบเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศ ทั้งในด้านอาหาร การเกษตร การท่องเที่ยว ทรัพยากรชีวภาพ และบริการทางระบบนิเวศที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์
ปัจจุบันถือเป็นสัญญาณที่ดีที่ประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพได้รับความสนใจมากขึ้นในเวทีสาธารณะของไทย ผู้คนเริ่มเข้าใจถึงความสำคัญขอทรัพยากรธรรมชาติ และตระหนักว่าการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพจะส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนของสังคม
ความยั่งยืนต้องอาศัยการมีส่วนร่วมจากภาคธุรกิจ
การขับเคลื่อนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ การแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 หรือการจัดการขยะ ล้วนต้องอาศัยการสนับสนุนจากภาคธุรกิจอย่างจริงจัง ทั้งในรูปของงบประมาณ เทคโนโลยี และนวัตกรรม
เมื่อองค์กรมีผลประกอบการที่ดี การนำทรัพยากรส่วนหนึ่งกลับมาสนับสนุนการแก้ไขปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม ย่อมเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความยั่งยืนร่วมกัน
ท้ายที่สุด ไม่ว่าประเด็นจะเป็นเรื่องพลังงาน มลพิษทางอากาศ ขยะ หรือความหลากหลายทางชีวภาพ เป้าหมายสำคัญคือการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้อย่างแท้จริง
กรมบัญชีกลางจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว 8 รายการ
ขณะที่หน่วยงานภาครัฐอย่างกรมบัญชีกลาง เห็นเช่นกันว่าไทยต้องปรับตัวรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น แพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง ระบุว่า กรมบัญชีกลาง กำลังดำเนินงานมุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กรมบัญชีกลางได้เริ่มดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์การจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Public Procurement Framework)
ทั้งนี้การจัดซื้อจัดจ้างสีเขียวจะเริ่มนำร่องบังคับใช้กับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลังและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในระยะแรกได้กำหนดสินค้าจำนวน 8 รายการ
- กระดาษถ่ายเอกสาร
- เครื่องถ่ายเอกสาร
- ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพื้น
- กระดาษอนามัยรถยนต์ (ยกเว้นรถตู้)
- เครื่องดับเพลิงยกหิ้ว
- ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก และสี
แพตริเซีย ระบุว่า นำข้อมูลเชิงลึกจากระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (e-GP) มาใช้ในการวิเคราะห์และติดตามผลการดำเนินงาน พร้อมทั้งอยู่ระหว่างการเชื่อมโยงข้อมูลสินค้าเข้าสู่ระบบ e-Shopping เพื่ออำนวยความสะดวกหน่วยงานจัดซื้อ มุ่งหวังกระตุ้นผู้ผลิตในตลาด ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมาย Net Zero Emission อย่างเป็นรูปธรรม”
ภาคธุรกิจต้องปรับตัวรับ “Climate Crisis
การเปลี่ยนผ่านภาคธุรกิจไทยไปสู่สังคมและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน เพื่อรับมือกับวิกฤตโลกร้อน ณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก กล่าวว่า ปัญหา Climate Change ทำให้เกิดผลกระทบเชิงระบบต่อเศรษฐกิจ ทั้งในมิติของภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงขึ้น ความมั่นคงด้านพลังงาน และความเป็นอยู่ของประชาชนฐานราก
โดยคาดการณ์ว่า GDP ของประเทศอาจลดลงถึง 7–14 % ภายในปี 2050 หากไม่มีการปรับตัวอย่างเป็นระบบ แต่ในทางตรงกันข้าม หากการลงทุนในการปรับตัว (Adaptation) เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำเพียง 1 % ของ GDP/ปี จะสามารถสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ถึง 4–5 %ภายในปี 2050
การลงทุนเศรษฐกิจสีเขียวสอดรับกับเป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero ของประเทศในปี 2050 ดังนั้น ทุกภาคส่วนจึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการทั้งในด้าน Adaptation และ Mitigation ควบคู่กับการผลักดันกฎหมาย พรบ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฯ การบังคับใช้ภาษีคาร์บอน และการพัฒนา Green Skills ในภาคการศึกษาและแรงงาน
ทั้งนี้เชื่อว่า กลไกคาร์บอนเครดิตจะมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจกที่ยังต้องอาศัยเทคโนโลยีขั้นสูงและองค์ความรู้เฉพาะทาง โดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO พร้อมให้การสนับสนุนทางด้านเทคนิควิชาการและการรับรองมาตรฐานโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) แก่ทุกภาคส่วนทั้งพลังงาน อุตสาหกรรม และSMEs เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของตลาดคาร์บอน พร้อมมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการซื้อขายคาร์บอนเครดิตของภูมิภาคเอเชียอย่างยั่งยืน”
Climate Crisis กระทบขีดแข่งขันประเทศ
คุรุจิต นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ความรับผิดชอบร่วมกัน ที่แตกต่างกัน ของทุกประเทศในการแก้ภาวะโลกรวนบนหลักการ Common but Differentiated Responsibilities โดยการออกกฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ mandate ระบบ MRV รายงานข้อมูลการปล่อย GHG, Carbon Pricing via ETS
นอกจากนี้การจัดสรรโควตาการปล่อยและการซื้อขายสิทธิและจัดตั้ง Real Carbon Market การบูรณาการจะยั่งยืนต้องดำเนินการไปควบคู่กันในทุกมิติ เศรษฐกิจพัฒนาเติบโตได้ สิ่งแวดล้อมก็สะอาด เพื่อนำไปสู่ความยั่งยืน
ขณะที่ ยุทธนา เจียมตระการ ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและสิ่งแวดล้อม หอการค้าไทย กล่าวว่า “Climate Crisis” ไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่ส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขัน โครงสร้างเศรษฐกิจ และความอยู่รอดของธุรกิจไทยหอการค้าไทยในฐานะตัวแทนภาคเอกชน จึงผลักดันแนวคิด “Reinvent Thailand” เพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจปรับตัวจากการปฏิบัติตามกติกา ไปสู่การใช้กติกาใหม่เป็นโอกาสในแช่งขัน
พร้อมกันนี้ ยังเน้นว่าการสร้างความยั่งยืนต้องบูรณาการทั้งเทคโนโลยี การพัฒนาคน การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน เพื่อเสริม resilience และขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
ภาคธุรกิจ ปรับตัวสู่ออุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ
สวนิตย์ บุญญาสุวัฒน์ ผู้แทนสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ท่ามกลางวิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความผันผวนของเศรษฐกิจโลก อุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญแรงกดดันครั้งสำคัญในการปรับตัวสู่อนาคตคาร์บอนต่ำ
สภาอุตสาหกรรมจึงวางกรอบ “FTI : The New Chapter of Thai Industry” เป็นกรอบยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของภาคอุตสาหกรรมไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านการส่งเสริมเทคโนโลยีสะอาด เศรษฐกิจหมุนเวียน พลังงานสะอาด และการยกระดับประสิทธิภาพ
ทั้งนี้การผลิตภาคอุตสาหกรรมต้องควบคู่กับการพัฒนาระบบข้อมูล มาตรฐานด้านสภาพภูมิอากาศ และกลไกสนับสนุนภาคธุรกิจให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลกแนวทางดังกล่าวยังมุ่งสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ
เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านด้าน Climate Action อย่างเป็นรูปธรรมพร้อมสนับสนุน SME และแรงงานไทยให้สามารถปรับตัวต่อเศรษฐกิจสีเขียวได้อย่างทั่วถึงเป้าหมายสำคัญคือการสร้าง “Inclusive & Sustainable Growth”ที่เติบโตควบคู่กับสิ่งแวดล้อมและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพื่อให้อุตสาหกรรมไทยก้าวสู่บทใหม่ของการพัฒนาที่แข่งขันได้ ยืดหยุ่น และยั่งยืนในระยะยาว”
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง




